Goldman Sachs เตือน ลาตินอเมริกาเสี่ยงกระทบหนักสุด หากสหรัฐฯ
โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) วาณิชธนกิจชั้นนำระดับโลก เปิดเผยบทวิเคราะห์ในวันนี้ (2 ต.ค.) ว่า ภูมิภาคลาตินอเมริกาจะเป็นพื้นที่ที่เผชิญความเสี่ยงและได้รับผลกระทบหนักที่สุด หากสหรัฐอเมริกาบังคับใช้มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล
โกลด์แมน แซคส์ระบุว่า ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของความต้องการใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมดในเอกวาดอร์ ชิลี เม็กซิโก และเปรู
บทวิเคราะห์ชี้ว่า การตัดอุปทานน้ำมันจากสหรัฐฯ อย่างกะทันหัน อาจฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาลดลงราว 1% แม้ว่าปริมาณน้ำมันสำรองคงคลังและการเร่งนำเข้าเพิ่มเติมจากภูมิภาคอื่นจะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวลงได้บ้างก็ตาม
ซัพพลายมีแนวโน้มที่จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตลาดน้ำมันดีเซลมีลักษณะเชื่อมโยงกันทั่วโลก ดังนั้นในทางปฏิบัติ ผลกระทบหลักต่อเศรษฐกิจโลกจะมาจากการที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้น โกลด์แมน แซคส์ ระบุ
นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า มาตรการสั่งห้ามส่งออกดีเซลจะช่วยกดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ ลงได้ประมาณ 0.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในแต่ละสัปดาห์ที่มีการบังคับใช้ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงเล็กน้อยราว 0.02-0.03% ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (30 ก.ย.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตนได้หยิบยกประเด็นการสั่งห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลขึ้นมาหารือ ทุกวัน ในขณะที่ทำเนียบขาวกำลังเร่งหาทางสกัดกั้นราคาพลังงานที่พุ่งทะยานขึ้น
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเรียกร้องไปยังเยอรมนีและฝรั่งเศสให้ระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉินออกมา เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่กำลังพุ่งสูง มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับมาตรการห้ามส่งออกดีเซลจากสหรัฐฯ
ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ทุก ๆ 10% ของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ขยับขึ้น 0.03 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยจะส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและยุโรป
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช