Cover Image

ปตท. เปิดแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก กระจายพอร์ตน้ำมัน-ก๊าซ จากแหล่งทั่วโลก ตั้งเป้าขยายพอร์ต Global LNG Trading เป็น 15 ล้านตัน ในปี 78

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ที่กำลังเร่งตัวขึ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้ถ่ายทอดแผนและยุทธศาสตร์สำคัญในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ‘ราคาที่เหมาะสม’ และ ‘ความยั่งยืน’ ในงาน Gastech 2026

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า ในมุมมองระดับสากล ก๊าซธรรมชาติถูกจัดให้เป็น ‘Destination Fuel’ หรือเชื้อเพลิงหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า เนื่องจากเป็นพลังงานที่จัดหาได้ง่าย ราคาเหมาะสม และเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลไฮโดรคาร์บอนที่สะอาดที่สุดเมื่อเทียบกับถ่านหินหรือน้ำมัน

สำหรับโครงสร้างการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน มีสัดส่วนการพึ่งพาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่

ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติมานานกว่า 40 ปี มีพันธกิจหลักในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานใช้อย่างไม่ขาดแคลนในราคาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม แม้ก๊าซธรรมชาติจะเป็นพลังงานสะพานในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การเผาไหม้ยังคงมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปตท. จึงมุ่งเน้นการลดคาร์บอนควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นอย่างยั่งยืน

ขยายพอร์ต Global LNG Trading สู่เป้าหมาย 15 ล้านตัน

นอกจากการจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงภายในประเทศแล้ว ปตท. ยังมุ่งขยายบทบาทในตลาดพลังงานระดับโลกผ่านธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) ธุรกิจการค้าพลังงาน (Trading) และการลงทุนในต่างประเทศ โดยมีสำนักงาน Trading กระจายอยู่ในศูนย์กลางการค้าสำคัญของโลก ทั้งลอนดอน, สิงคโปร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และฮิวสตัน

ในส่วนของ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปตท. ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ

ปัจจุบัน ปตท. มีปริมาณการซื้อขายในพอร์ต Global LNG Trading อยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม่รวมการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายขยายปริมาณการซื้อขาย LNG ในพอร์ตเคียงข้างพันธมิตรชั้นนำระดับโลกพุ่งแตะ 10 ล้านตันภายในปี 2573 และก้าวสู่ 15 ล้านตันภายในปี 2578

รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง บริหารความเสี่ยงซัพพลายเชน-ซับต้นทุนเพื่อประชาชน

ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง (Red Sea) ส่งผลกระทบต่อราคาและความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานทั่วโลก

ปตท. ได้เตรียมพร้อมแผนฉุกเฉินและบริหารความเสี่ยงซัพพลายเชนล่วงหน้าผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ

นอกจากนี้ ในการบริหารจัดการองค์กร ปตท. ต้องรักษาสมดุลระหว่าง 2 บทบาทหลัก คือการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องดูแลผู้ถือหุ้น และการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลประเทศ โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน ปตท. ให้ความสำคัญกับบทบาทรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก ทั้งการเข้าแบกรับภาระต้นทุนการจัดหาที่สูงขึ้นและภาระดอกเบี้ยไว้เอง โดยไม่ส่งผ่านภาระไปยังประชาชน เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ ทั้งโรงกลั่น ภาคปิโตรเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง (เบนซิน ดีเซล และแนฟทา) ให้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก

Gastech 2026 ปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่พลังงานโลก

สำหรับความเคลื่อนไหวในงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย ถือเป็นงานประชุมด้านก๊าซธรรมชาติและพลังงานระดับโลกที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ รัฐมนตรีพลังงาน และผู้บริหารบริษัทพลังงานชั้นนำเข้าร่วมหลายหมื่นคน โดย ปตท. ได้ร่วมมือกับกระทรวงพลังงานในการเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนการจัดงาน เพื่อสร้างชื่อเสียงและปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก

ภายในบูธนวัตกรรมของ ปตท. ได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญทั้งด้านเทคโนโลยีและ Soft Power ดังนี้

สำหรับการเข้าร่วมงาน Gastech 2026 จึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดพื้นที่เจรจาการค้าและการลงทุนในระดับสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมของ ปตท. ในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเติบโตในเวทีพลังงานโลกอย่างยั่งยืน

Back To Top