Cover Image

‘GIT’ ไม่หวั่น Pandora เปิดฐานเวียดนาม ย้ำไทยฮับอัญมณีโลก ชี้ปีหน้า Mass Market โต พลอยราคาจับต้องได้มาแรง

ผอ.GIT มอง Pandora เปิดโรงงานยักษ์ในเวียดนาม อาจกระทบการผลิตไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่กระทบขีดความสามารถการแข่งขันในภาพรวม ชี้ไทยยังมี Ecosystem และความเชี่ยวชาญ เจียระไนและคุณภาพ ปีนี้โตตามเป้าหมายราว 10% ขณะที่จับตาภาษีสหรัฐฯ หากเสียเปรียบคู่แข่งอาจกดดันส่งออก

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) กล่าวถึงกรณี Pandora เปิดโรงงานขนาดใหญ่ในเวียดนาม ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าจิวเวลรี่ไทยจะถูกแบ่งตลาดและมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นว่า ยอมรับว่าอาจมีผลต่อการผลิตในไทยอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโรงงานอื่นๆ ที่เพิ่มกำลังการผลิตเข้ามาเสริม

สุเมธมองว่า จุดแข็งสำคัญของไทยยังอยู่ที่การเป็น ‘ฮับ’ ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะกระบวนการปรับปรุงคุณภาพและการเจียระไน

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 1สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 2

แม้ไทยจะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตพลอยดิบทั้งหมด แต่พลอยจากทั่วโลกจำนวนมากยังเข้ามาสู่ไทยเพื่อผ่านกระบวนการดังกล่าว ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ

“ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะฮับ ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาทำคอลเลกชัน รวมถึงเข้ามาหาพลอยและวัตถุดิบต่างๆ” สุเมธกล่าว

หากไทยสามารถรักษาความแข็งแกร่งด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอยไว้ได้ อุตสาหกรรมยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

โดยเฉพาะกลุ่มพลอยเนื้อแข็งหรือ Precious Stones ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องเข้ามาจัดหาวัตถุดิบ

ขณะที่อินเดียกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลอยเช่นกัน โดยมีจุดแข็งในกลุ่มพลอยเนื้ออ่อนหรือ Semi-precious Stones


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ส่งออกรวมทอง โต 20% ลุ้นทั้งปีโตตามเป้า

สุเมธ ประเมินว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตตามเป้าหมายประมาณ 10% หลังการส่งออกไม่รวมทองคำขยายตัวเกือบ 10%

ภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในปีนี้ยังมีทิศทางขยายตัว โดยหากรวมทองคำ มูลค่าการส่งออกเติบโตประมาณ 20.02%

ขณะที่การส่งออกไม่รวมทองคำอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 320,000 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10% โดยคาดว่าทั้งปีน่าจะทำได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 10%

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการภาษี สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีผลต่อการค้าและคำสั่งซื้อ

ขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อในหลายประเทศปรับตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษามูลค่าทรัพย์สิน

ผู้ประกอบการไทยก็ปรับโครงสร้างสินค้าเพื่อบริหารต้นทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ทองคำ 9K แทนทองคำที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการใช้ตัวเรือนซิลเวอร์แล้วนำไปชุบหรือปรับรูปแบบ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนและทำราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของตลาด

ห่วงภาษีสหรัฐฯ หากเสียเปรียบคู่แข่ง กระทบตลาด Mass

สำหรับความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐฯ สุเมธ มองว่า หากอัตราภาษีที่ไทยได้รับไม่เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่ง จะเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจิวเวลรี่และสินค้าซิลเวอร์ในกลุ่มราคาจับต้องได้ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนสูง

“วันนี้เราคงเทียบค่าแรงกับอินเดียหรือเวียดนามไม่ได้ เพราะค่าแรงของเราอยู่ในระดับสูงกว่าแล้ว ดังนั้น ส่วนต่างเพียง 2-3% ก็มีผลกับเรามาก ซึ่งพลอยไทยยังเป็นเบอร์ 1 ของโลก ส่วนซิลเวอร์ไทยสลับกับอินเดียเป็นที่ 1 และ 2 ซึ่งปีนี้ยอมรับว่าอินเดียนำ”

สุเมธกล่าว พร้อมมองว่า สิ่งที่ต้องจับตา หากอัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่ง การแข่งขันจะกลับมาวัดกันที่คุณภาพและ ‘Finishing’ ของสินค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย

RJC โจทย์ใหญ่ SME ต้นทุนปรับมาตรฐานสูง

นอกจากความเสี่ยงด้านการค้าแล้ว โจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งรับมือคือการยกระดับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะ Responsible Jewellery Council หรือ RJC ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต สภาพแวดล้อม ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

สุเมธ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็น SME และรายย่อย ซึ่งการเข้าสู่มาตรฐาน RJC อาจต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในโรงงาน ทั้งด้านสภาพแวดล้อม การผลิต และการจัดหาวัตถุดิบ ส่งผลให้มีต้นทุนในการปรับตัวค่อนข้างสูง

จึงอยู่ระหว่างการหารือเพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานในระดับที่ได้รับการยอมรับสามารถอยู่ในซัพพลายเชนต่อไปได้ พร้อมขอระยะเวลาปรับตัวประมาณ 5 ปี

นอกจากนี้ Carbon Footprint และ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดโลก

โดยเหมืองพลอยหลายแห่งเริ่มปรับตัวสู่แนวทาง Responsible Mining ทั้งการจ่ายภาษีให้รัฐบาลท้องถิ่น การสร้างงาน การพัฒนาชุมชน และการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง

ปีหน้า Mass Market โตต่อ พลอยราคาจับต้องได้มาแรง

ขณะที่แนวโน้มตลาดปีหน้า 2027 สุเมธมองว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจิวเวลรี่ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Mass Market ที่เริ่มหันมาใช้ Stainless Steel มากขึ้น

ขณะที่ตลาดพลอยจะเห็นการเติบโตของพลอยเนื้ออ่อนและพลอยชนิดใหม่ๆ เช่น Tourmaline, Peridot และ Turquoise ซึ่งมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า และสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าที่มีดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัวได้

ดัน One Ecosystem เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก

สำหรับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม GIT จะเดินหน้าวางรากฐานด้านมาตรฐานและพัฒนาผู้ประกอบการควบคู่กับการสร้างความรู้ให้ผู้บริโภค โดยอยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูลผู้ประกอบการและช่างทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเป็น Big Data ของอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้เห็นว่าผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มอยู่ที่ใด มีปัญหาและต้องการพัฒนาเรื่องใด เพื่อให้สามารถออกแบบมาตรการสนับสนุนได้ตรงจุดมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการจัดตั้งฮับด้านวิชาการ เพื่อนำงานวิจัยมาต่อยอดกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันโครงการด้านการออกแบบเพื่อดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับประมาณ 125,000 ราย

ขณะที่หากนับรวมแรงงานตลอดซัพพลายเชน ตั้งแต่การเจียระไน การขัด การผลิต ช่างชุบ ช่างเชื่อม ช่างแว็กซ์ ไปจนถึงค้าปลีก มีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมาณ 800,000-900,000 คน

“การรักษาความเป็นฮับของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาจุดแข็งด้านฝีมือและการเจียระไน พร้อมยกระดับมาตรฐานสากลและลดช่องว่างด้านต้นทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” สุเมธ กล่าว

ด้านทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต GIT มองว่า การพัฒนาไม่ควรแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าด้วยกันเป็น One Ecosystem เพื่อยกระดับธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 3สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 4

จากนี้จะเดินหน้าต่อยอดทั้งด้านองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม มาตรฐานการประกอบธุรกิจ และมาตรฐานความยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน GIT จะเพิ่มบทบาทในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยกับมาตรฐานสากล ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก ทั้งด้านมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการมีส่วนร่วมในเวที ISO

เป้าหมายสำคัญคือการขยับจากการ ‘เตรียมอุตสาหกรรมให้พร้อมกับอนาคต’ ไปสู่การ ‘Shape the Future’ หรือมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในเวทีโลก

โดยเมื่อมองย้อนกลับไปยังผลงานของ GIT ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ไม่ได้เห็นผลงานที่เป็นความสำเร็จแยกชิ้น แต่เห็นเป็นกระบวนการที่กำลังเตรียมประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอนาคตอย่างเป็นระบบ

Back To Top