‘GIT’ ไม่หวั่น Pandora เปิดฐานเวียดนาม ย้ำไทยฮับอัญมณีโลก ชี้ปีหน้า Mass Market โต พลอยราคาจับต้องได้มาแรง
ผอ.GIT มอง Pandora เปิดโรงงานยักษ์ในเวียดนาม อาจกระทบการผลิตไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่กระทบขีดความสามารถการแข่งขันในภาพรวม ชี้ไทยยังมี Ecosystem และความเชี่ยวชาญ เจียระไนและคุณภาพ ปีนี้โตตามเป้าหมายราว 10% ขณะที่จับตาภาษีสหรัฐฯ หากเสียเปรียบคู่แข่งอาจกดดันส่งออก
- ส่งออกรวมทอง โต 20% ลุ้นทั้งปีโตตามเป้า
- ห่วงภาษีสหรัฐฯ หากเสียเปรียบคู่แข่ง กระทบตลาด Mass
- RJC โจทย์ใหญ่ SME ต้นทุนปรับมาตรฐานสูง
- ปีหน้า Mass Market โตต่อ พลอยราคาจับต้องได้มาแรง
- ดัน One Ecosystem เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก
สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) กล่าวถึงกรณี Pandora เปิดโรงงานขนาดใหญ่ในเวียดนาม ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าจิวเวลรี่ไทยจะถูกแบ่งตลาดและมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นว่า ยอมรับว่าอาจมีผลต่อการผลิตในไทยอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโรงงานอื่นๆ ที่เพิ่มกำลังการผลิตเข้ามาเสริม
สุเมธมองว่า จุดแข็งสำคัญของไทยยังอยู่ที่การเป็น ‘ฮับ’ ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะกระบวนการปรับปรุงคุณภาพและการเจียระไน


แม้ไทยจะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตพลอยดิบทั้งหมด แต่พลอยจากทั่วโลกจำนวนมากยังเข้ามาสู่ไทยเพื่อผ่านกระบวนการดังกล่าว ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ
“ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะฮับ ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาทำคอลเลกชัน รวมถึงเข้ามาหาพลอยและวัตถุดิบต่างๆ” สุเมธกล่าว
หากไทยสามารถรักษาความแข็งแกร่งด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอยไว้ได้ อุตสาหกรรมยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
โดยเฉพาะกลุ่มพลอยเนื้อแข็งหรือ Precious Stones ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องเข้ามาจัดหาวัตถุดิบ
ขณะที่อินเดียกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลอยเช่นกัน โดยมีจุดแข็งในกลุ่มพลอยเนื้ออ่อนหรือ Semi-precious Stones
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- Pandora เปิดโรงงานยักษ์เวียดนาม เมื่อ ‘จิวเวลรีไทย’ ถูกแบ่งเค้ก ‘พระเอกส่งออกไทย’ มีคู่แข่งเพิ่ม
- ‘ธนจิรา’ ผู้นำเข้า Pandora และ Marimekko ในไทย เร่งปรับภาพลักษณ์หาความต่างให้กับแบรนด์ ก่อนเดินหน้า IPO ในไตรมาส 4 ปี 66
ส่งออกรวมทอง โต 20% ลุ้นทั้งปีโตตามเป้า
สุเมธ ประเมินว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตตามเป้าหมายประมาณ 10% หลังการส่งออกไม่รวมทองคำขยายตัวเกือบ 10%
ภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในปีนี้ยังมีทิศทางขยายตัว โดยหากรวมทองคำ มูลค่าการส่งออกเติบโตประมาณ 20.02%
ขณะที่การส่งออกไม่รวมทองคำอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 320,000 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10% โดยคาดว่าทั้งปีน่าจะทำได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 10%
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการภาษี สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีผลต่อการค้าและคำสั่งซื้อ
ขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อในหลายประเทศปรับตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษามูลค่าทรัพย์สิน
ผู้ประกอบการไทยก็ปรับโครงสร้างสินค้าเพื่อบริหารต้นทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ทองคำ 9K แทนทองคำที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการใช้ตัวเรือนซิลเวอร์แล้วนำไปชุบหรือปรับรูปแบบ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนและทำราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของตลาด
ห่วงภาษีสหรัฐฯ หากเสียเปรียบคู่แข่ง กระทบตลาด Mass
สำหรับความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐฯ สุเมธ มองว่า หากอัตราภาษีที่ไทยได้รับไม่เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่ง จะเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจิวเวลรี่และสินค้าซิลเวอร์ในกลุ่มราคาจับต้องได้ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนสูง
“วันนี้เราคงเทียบค่าแรงกับอินเดียหรือเวียดนามไม่ได้ เพราะค่าแรงของเราอยู่ในระดับสูงกว่าแล้ว ดังนั้น ส่วนต่างเพียง 2-3% ก็มีผลกับเรามาก ซึ่งพลอยไทยยังเป็นเบอร์ 1 ของโลก ส่วนซิลเวอร์ไทยสลับกับอินเดียเป็นที่ 1 และ 2 ซึ่งปีนี้ยอมรับว่าอินเดียนำ”
สุเมธกล่าว พร้อมมองว่า สิ่งที่ต้องจับตา หากอัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่ง การแข่งขันจะกลับมาวัดกันที่คุณภาพและ ‘Finishing’ ของสินค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย
RJC โจทย์ใหญ่ SME ต้นทุนปรับมาตรฐานสูง
นอกจากความเสี่ยงด้านการค้าแล้ว โจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งรับมือคือการยกระดับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะ Responsible Jewellery Council หรือ RJC ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต สภาพแวดล้อม ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
สุเมธ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็น SME และรายย่อย ซึ่งการเข้าสู่มาตรฐาน RJC อาจต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในโรงงาน ทั้งด้านสภาพแวดล้อม การผลิต และการจัดหาวัตถุดิบ ส่งผลให้มีต้นทุนในการปรับตัวค่อนข้างสูง
จึงอยู่ระหว่างการหารือเพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานในระดับที่ได้รับการยอมรับสามารถอยู่ในซัพพลายเชนต่อไปได้ พร้อมขอระยะเวลาปรับตัวประมาณ 5 ปี
นอกจากนี้ Carbon Footprint และ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดโลก
โดยเหมืองพลอยหลายแห่งเริ่มปรับตัวสู่แนวทาง Responsible Mining ทั้งการจ่ายภาษีให้รัฐบาลท้องถิ่น การสร้างงาน การพัฒนาชุมชน และการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง
ปีหน้า Mass Market โตต่อ พลอยราคาจับต้องได้มาแรง
ขณะที่แนวโน้มตลาดปีหน้า 2027 สุเมธมองว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจิวเวลรี่ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Mass Market ที่เริ่มหันมาใช้ Stainless Steel มากขึ้น
ขณะที่ตลาดพลอยจะเห็นการเติบโตของพลอยเนื้ออ่อนและพลอยชนิดใหม่ๆ เช่น Tourmaline, Peridot และ Turquoise ซึ่งมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า และสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าที่มีดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัวได้
ดัน One Ecosystem เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก
สำหรับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม GIT จะเดินหน้าวางรากฐานด้านมาตรฐานและพัฒนาผู้ประกอบการควบคู่กับการสร้างความรู้ให้ผู้บริโภค โดยอยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูลผู้ประกอบการและช่างทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเป็น Big Data ของอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้เห็นว่าผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มอยู่ที่ใด มีปัญหาและต้องการพัฒนาเรื่องใด เพื่อให้สามารถออกแบบมาตรการสนับสนุนได้ตรงจุดมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการจัดตั้งฮับด้านวิชาการ เพื่อนำงานวิจัยมาต่อยอดกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันโครงการด้านการออกแบบเพื่อดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับประมาณ 125,000 ราย
ขณะที่หากนับรวมแรงงานตลอดซัพพลายเชน ตั้งแต่การเจียระไน การขัด การผลิต ช่างชุบ ช่างเชื่อม ช่างแว็กซ์ ไปจนถึงค้าปลีก มีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมาณ 800,000-900,000 คน
“การรักษาความเป็นฮับของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาจุดแข็งด้านฝีมือและการเจียระไน พร้อมยกระดับมาตรฐานสากลและลดช่องว่างด้านต้นทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” สุเมธ กล่าว
ด้านทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต GIT มองว่า การพัฒนาไม่ควรแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าด้วยกันเป็น One Ecosystem เพื่อยกระดับธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก


จากนี้จะเดินหน้าต่อยอดทั้งด้านองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม มาตรฐานการประกอบธุรกิจ และมาตรฐานความยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน GIT จะเพิ่มบทบาทในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยกับมาตรฐานสากล ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก ทั้งด้านมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการมีส่วนร่วมในเวที ISO
เป้าหมายสำคัญคือการขยับจากการ ‘เตรียมอุตสาหกรรมให้พร้อมกับอนาคต’ ไปสู่การ ‘Shape the Future’ หรือมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในเวทีโลก
โดยเมื่อมองย้อนกลับไปยังผลงานของ GIT ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ไม่ได้เห็นผลงานที่เป็นความสำเร็จแยกชิ้น แต่เห็นเป็นกระบวนการที่กำลังเตรียมประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอนาคตอย่างเป็นระบบ