วิจัยกสิกรฯ คาด GDP ปีนี้โต 2% ศก.ไทยครึ่งปีหลังยังแผ่ว เชื่อกนง.คงดอกเบี้ย 1%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยใน H2/69 จะโต 1.7% ชะลอลงจากครึ่งปีแรกที่โต 2.4% โดยมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยพยุงการบริโภคในไตรมาส 3/2569 ได้บางส่วน

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของมาตรการการค้าสหรัฐฯ และภาวะเอลนีโญ่ ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อเร่งขึ้นในไตรมาส 4/69 โดยคาดเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 69 อยู่ที่ 1.8% ขณะที่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ต่อเนื่อง

น.ส.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งในเดือนก.ย.69 และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลอีกครั้ง แต่คาดว่าแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมองว่าสถานการณ์ได้ผ่านช่วงที่กดดันมากที่สุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.0% โดยเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลง จากแรงส่งของการส่งออกที่แผ่วลง หลังเร่งตัวสูงในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การบริโภคยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางภายใต้กำลังซื้อที่อ่อนแรง แม้ในไตรมาส 3/2569 จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ

ด้านการลงทุนภาคเอกชน คาดว่ายังขยายตัวในระดับสูงจาก FDI อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น จะจำกัดผลบวกต่อ GDP และกดดันดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดให้อ่อนแอลง ด้านความเสี่ยง ยังคงเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ความเสี่ยงจากเอลนีโญ่ และมาตรการการค้าของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า

สำหรับประเด็นมาตรการกู้เงินภาครัฐ 400,000 ล้านบาท น.ส.ลลิตา กล่าวว่า เดิมทีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยมีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับ 70% ในปีหน้าอยู่แล้ว หากรวมวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท เข้าไป จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะในปีหน้าแตะระดับ 70% ต่อ GDP ซึ่งภาครัฐจะต้องมีมาตรการบริหารจัดการหนี้อย่างเหมาะสม

ส่วนจะส่งผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) หรือไม่นั้น น.ส.ลลิตา มองว่า สถาบันจัดอันดับฯ พิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้ดูเพียงสัดส่วนหนี้สาธารณะเพียงอย่างเดียว โดยคำนึงถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพ และนโยบายการปรับลดการขาดดุลการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะข้างหน้า ซึ่งหากภาครัฐมุ่งเน้น Fiscal Consolidation ก็อาจไม่ได้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในทันที

ด้านน.ส.ณัฐพร ตรีรัตนศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่า จะชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่อ่อนแรงลง ในส่วนของภาคการบริโภคเอกชนนั้น จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเห็นการเติบโตในไตรมาสที่ 3/69

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานกำลังซื้อเดิมของครัวเรือนยังคงมีความอ่อนแอ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) ที่คาดว่าจะเห็นความต่อเนื่องยาวไปจนถึงปีหน้า แต่เนื่องจากการลงทุนอยู่ในระยะแรก จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องจักรเข้ามาจำนวนมาก ส่งผลให้เห็นภาพการขาดดุลการค้าและกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลด้วย

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง จะมีโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส และมาตรการเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงินประมาณ 50,000 ล้านบาท (จากกรอบทั้งหมด 200,000 ล้านบาท) ออกมาในช่วงครึ่งปีหลังจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร น.ส.ณัฐพร มองว่า จะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4/69 และเม็ดเงินส่วนใหญ่จะไปส่งผลชัดเจนต่อ GDP ในปีหน้า

โดยเงินกู้ 200,000 ล้านบาทหลัง มาตรการที่เห็นชัดเจนในขณะนี้คือเรื่องของ Solar Rooftop ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม โดยมองว่า ผลต่อ GDP อาจไม่ได้เป็นเป้าหมายหลัก แต่น่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะกลาง และระยะยาวมากกว่า

ในส่วนของความไม่แน่นอนเรื่องภาษีของสหรัฐฯ หากพิจารณาจากช่วงที่ผ่านมาที่มีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีจาก 10% เป็น 12% ไทยยังสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างเวียดนามได้ แต่ในรอบนี้ต้องจับตามาตรา 301 ที่อาจโดนภาษีเพิ่มจาก 12.5% ซึ่งหากไทยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ ผลกระทบก็อาจจะไม่รุนแรงมากนัก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะเริ่มส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อชัดเจนในไตรมาสที่ 4/69 โดยเฉพาะราคาผักและผลไม้ที่จะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 69 จะอยู่ที่ไม่เกิน 2%

สำหรับความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังที่ต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ราคาน้ำมันและพลังงาน 2. ปรากฏการณ์เอลนีโญ และ 3. มาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแม้ปัจจุบันจะยังอยู่ในกรอบกรณีฐานก็ตาม

ภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งเรื่องภาษี ผลหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มาตรการของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งต้องรอความชัดเจนที่จะเกิดขึ้นตามระยะเวลา เพื่อให้ปัจจัยลบ (Downside) ต่าง ๆ คลี่คลายลง น.ส.ณัฐพร กล่าว

ขณะที่ น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 1.00% ไปจนถึงสิ้นปี 2569 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนในตลาดตราสารหนี้ อาจปรับสูงขึ้นตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย

ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะนี้ เป็นเพราะปัจจัยจากฝั่งเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในช่วงที่เหลือของปี ยังต้องติดตามสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

ด้านแนวโน้มสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง แต่คาดว่าสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ จะประคองแรงส่งเหนือ 5.0% YoY ได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อในภาพรวมปี 2569 ไว้ที่ 0.5% เนื่องจากการฟื้นตัวของสินเชื่อยังไม่กระจายถึง SME เช่นเดียวกับสินเชื่อรายย่อย ที่ยังอยู่ในกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP (Debt Deleveraging)

ด้านคุณภาพสินเชื่อ สัดส่วน NPL ของระบบธนาคารพาณิชย์ มีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.76% ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เข้าหากรอบคาดการณ์ที่ 2.80-3.00% ณ สิ้นปี 2569 แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ไหลกลับมาเป็น NPL ในสัดส่วนที่สูงขึ้น

สำหรับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดประมาณ 95.5% ในช่วงวิกฤตโควิด-19 และทยอยปรับลดลงมา โดยคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปี 69 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 84% ต่อ GDP โดยการลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเป็นผลจากการคำนวณที่ GDP ขยายตัวเร็วกว่าอัตราการก่อหนี้ใหม่ ซึ่งการก่อหนี้ใหม่ของภาคครัวเรือนขยายตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ความสามารถในการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนหรือลูกหนี้รายย่อยค่อนข้างจำกัด มีเพียงบางส่วนที่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้ และหนี้ที่เติบโตส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อการอุปโภคบริโภค

ในส่วนของกระบวนการลดสัดส่วนหนี้ คาดว่าจะลากยาวต่อเนื่องอีกประมาณ 1-2 ปี ซึ่งสะท้อนว่าอัตราการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนชะลอตัวลง แต่ไม่ได้หมายความว่าธนาคารหยุดปล่อยสินเชื่อ

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน


Back To Top