Cover Image

ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไทยในระเบียบการค้าโลกใหม่: เปลี่ยน Green Transition สู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน” ในพิธีเปิดงานสัมมนาประจำปี GCNT EXPO 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World (จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน)” ณ True Digital Park กรุงเทพฯ เวทีสำคัญที่ระดมผู้นำจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์การระหว่างประเทศ ภาคการเงิน และคนรุ่นใหม่ ร่วมหาทางออกให้กับเศรษฐกิจไทย

วีระพงษ์ ชี้ว่า ระเบียบการค้าโลกใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาและแต้มต่อภาษีอย่างเดียวเช่นในอดีต แต่ก้าวสู่ยุคที่กฎเกณฑ์และมาตรฐานด้านความยั่งยืนเป็นกติกากำหนดการเข้าสู่ตลาด ธุรกิจไทยที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ต้องอาศัย 4 ปัจจัยสำคัญ คือ ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน (Efficiency) การมีมาตรฐานความยั่งยืนที่พิสูจน์ได้ (Sustainability) การสร้างความน่าเชื่อถือกับพันธมิตรธุรกิจ (Trust and Reliability) และการกระจายความเสี่ยงออกสู่ตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดเดิม (Diversification)

สหภาพยุโรป (EU) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการบังคับใช้มาตรฐานด้านความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่กำหนดให้ธุรกิจวัด พิสูจน์ และจ่ายค่าธรรมเนียมตามปริมาณคาร์บอนในสินค้า กฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่เรียกร้องความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าไม่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนกฎหมายออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (ESPR) ที่ใช้ระบบหนังสือเดินทางดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ (Digital Product Passport) เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์จะสามารถ recycle ได้จริง ด้วยเหตุนี้ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขในการเข้าสู่ตลาดโลกโดยตรง

เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัวรับมือและเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศผ่าน 4 ด้านสำคัญ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด (Power Infrastructure) ผ่านกลไกการเปิดสายส่งไฟฟ้าให้บุคคลที่สามเข้าใช้ (Third-Party Access) และการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพลังงานสะอาดล่าสุด (PDP) ที่ปักหมุดสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ภายในปี 2580 ควบคู่กับการยกระดับความโปร่งใสด้านคาร์บอน (Carbon Transparency) เพื่อช่วยให้ SMEs ทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting) และวัดผลได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Finance) ผ่านแนวคิดพี่ช่วยน้อง (Big Brother Mandate) เชื่อมโยงธุรกิจเล็กเข้ากับธุรกิจใหญ่ โครงการสนับสนุนเงินทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียวของธนาคารแห่งประเทศไทย (Financing the Transition Program) และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพสีเขียว SME Green Productivity ของ สสว. ตลอดจนการใช้ความตกลงทางการค้าเสรี เช่น FTA ไทย-EU เพื่อเปิดตลาดสีเขียวและสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทยในเวทีโลก

วีระพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมีหน้าที่สร้างสะพานเชื่อมโอกาส ขจัดอุปสรรคทางกติกา และอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่าน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกา ไม่ใช่เพียงผู้รับกติกา และเปลี่ยนกระแสกฎกติกาสีเขียวให้กลายเป็นแต้มต่อทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก

อ้างอิง:


Back To Top