Cover Image

GCNT EXPO 2026 เปิดเวที “From SHOCK to SHIFT” พลิกแรงกระแทกโลกสู่โอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

“ศุภชัย เจียรวนนท์” ชี้ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิอากาศ-เทคโนโลยี และ AI เป็นแรงกระแทกที่ต้องเปลี่ยนเป็นโอกาสลงทุน ด้าน UN เร่งธุรกิจปิดช่องว่าง SDGs ขณะที่ “ยศชนัน” ชูวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมขับเคลื่อน Nature Positive

วันที่ 2 ก.ย. 2569 สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) เปิดงาน GCNT EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From SHOCK to SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” ระหว่างวันที่ 2–4 ก.ย. 2569 ณ True Digital Park

โดยรวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์การสหประชาชาติ ภาคการเงิน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือความผันผวนของโลก และเปลี่ยนแรงกระแทกจากวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

งาน GCNT EXPO 2026 ยังได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนกับระบบเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนระดับโลก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งแรงกระแทกเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความเสี่ยง แต่สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างรูปแบบการเติบโตใหม่

“เราไม่ควรหยุดนิ่งเมื่อเผชิญกับแรงกระแทก แต่ควรเปลี่ยนแรงกระแทกนั้นไปสู่การลงมือทำ และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่แท้จริง” นายศุภชัยกล่าว

นายศุภชัยระบุว่า แม้โลกเหลือเวลาไม่ถึง 4 ปีก่อนถึงเป้าหมาย Sustainable Development Goals (SDGs) ปี 2030 แต่ภาคธุรกิจยังมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการนำเป้าหมายด้านความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กรและการตัดสินใจลงทุน

GCNT ร่วมกับ UN Global Compact และภาคีเครือข่ายได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับบทบาทของภาคธุรกิจต่อการบรรลุ SDGs จากการสำรวจองค์กรธุรกิจมากกว่า 100 แห่ง พบว่าองค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจได้นำ SDGs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ โดย SDG 12 การผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวาง ขณะที่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังเป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการเพิ่มเติม

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมด้านความยั่งยืน แต่ต้องเปลี่ยนจาก “Action to Impact” หรือการลงมือทำไปสู่ผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง รวมถึงการทำงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกษตรกร คู่ค้า แรงงาน และชุมชนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่าน และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

UN เร่ง 3 SHIFT เปลี่ยนความมุ่งมั่นสู่ผลลัพธ์

นางสาว Sanda Ojiambo, Assistant Secretary-General and CEO, UN Global Compact กล่าวผ่านวีดิทัศน์ว่า ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และพลวัตทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความก้าวหน้าของโลกต่อเป้าหมาย SDGs ยังไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น จึงจำเป็นต้องเร่งการดำเนินงานทั้งในด้านขนาดและความเร็ว

นางสาว Sanda มองว่า ภาคธุรกิจมีศักยภาพในการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการลงทุน นวัตกรรม และความร่วมมือข้ามภาคส่วน ซึ่งจะช่วยทั้งขับเคลื่อน SDGs เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่น และสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว

“นี่คือช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนความผันผวนของโลกให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่น และการเติบโต” นางสาว Sanda กล่าว พร้อมมองว่า GCNT EXPO 2026 เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย

ขณะที่ นางสาว Michaela Friberg-Storey ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจะไม่เกิดขึ้นจากแรงกระแทกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเป็นผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภายใต้เป้าหมายเดียวกัน โดยเสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ ได้แก่

1. จากความมุ่งมั่นสู่ความรับผิดชอบที่วัดผลได้
2. จากเงินทุนที่ให้คำมั่นสู่การนำเงินทุนไปใช้จริง
3. จากบริษัทผู้นำสู่ระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุม SMEs แรงงาน และชุมชน

นอกจากนี้ โลกยังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อบรรลุ SDGs ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้ภาคเอกชนและภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในระดับระบบ

“การเงินเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพียงการลงทุนในโครงการสีเขียวโครงการหนึ่ง แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการตัดสินใจด้านสินเชื่อและการลงทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจ” นางสาว Michaela กล่าว

“ยศชนัน” ชูวิทยาศาสตร์-นวัตกรรมดัน Nature Positive

พร้อมกันนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังได้กล่าววปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมองการพัฒนาในระยะยาว โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามารับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยประเทศไทยจำเป็นต้องมองการพัฒนาในระยะยาว และใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับแนวคิด Nature Positive หรือการฟื้นฟูธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับเป้าหมาย Net Zero โดยมองว่าการรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลมองโอกาสในการนำแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy และผลงานวิจัยมาเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร โดยภาครัฐจะสนับสนุนงานวิจัยในพื้นที่เสี่ยง สร้างต้นแบบ และขยายผลไปสู่ภาคเอกชนและชุมชน

ขณะเดียวกัน การพัฒนาทุนมนุษย์และการลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นอีกประเด็นสำคัญ เพื่อสร้างกำลังแรงงานที่มีทักษะสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ดึง “เม็ดเงินแห่งความยั่งยืน” เปลี่ยนทิศทางการลงทุน

นายศุภชัยกล่าวเพิ่มเติมภายหลังพิธีเปิดว่า GCNT ต้องการใช้เวที GCNT EXPO 2026 สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ตั้งแต่บริษัทสมาชิกกว่า 160 องค์กร ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน พนักงานและครอบครัว ไปจนถึงนักเรียนและนักศึกษา

หัวใจสำคัญคือการทำให้ SDGs เข้าไปอยู่ในทุกการตัดสินใจลงทุน ตั้งแต่โรงงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน ภาคเกษตรกรรม ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน

“ทุกวันนี้เราลงทุนกันอยู่แล้ว คำถามคือทำอย่างไรให้เม็ดเงินทุกเม็ดสามารถสร้างความยั่งยืนและสร้างความเท่าเทียมได้ เม็ดเงินเหล่านี้ควรเป็นเม็ดเงินแห่งความยั่งยืน ไม่ใช่เม็ดเงินที่มุ่งเพียงผลตอบแทนทางการเงิน”

นายศุภชัยประเมินว่า การลงทุนของไทยทั้งในประเทศ การลงทุนในต่างประเทศ และเงินลงทุนจากต่างชาติ รวมกันมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี หากภาคธุรกิจสามารถผนวกเป้าหมายด้านความยั่งยืนเข้าไว้กับการตัดสินใจลงทุน จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ระบุว่า ยังมีช่องว่างด้านการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท หากเฉลี่ยเป็นการใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อคนต่อวัน สะท้อนว่าผู้บริโภคเองมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ GCNT EXPO 2026 จึงมุ่งเป็นเวทีเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อเปลี่ยนแรงกระแทกจากวิกฤตโลกให้เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายศุภชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านที่ดีไม่ได้เริ่มจากการมีคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดตั้งแต่ต้น แต่เริ่มจากความพร้อมที่จะเรียนรู้ ทดลอง และค้นหาคำตอบร่วมกัน

“เมื่อสิ้นสุดงาน GCNT EXPO 2026 อยากให้ทุกคนกลับไปพร้อมกับ 1 เรื่องที่จะเริ่มทำ 1 ความร่วมมือที่จะเริ่มสร้าง 1 ผลลัพธ์ที่จะเริ่มวัด และ 1 ประสบการณ์ที่จะนำกลับมาแลกเปลี่ยนกันอีกครั้ง”

ทั้งนี้ เป้าหมายของ “From SHOCK to SHIFT” คือการทำให้ประเทศไทยไม่เพียงตั้งรับต่อแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ เทคโนโลยี และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่สามารถเปลี่ยนแรงกระแทกดังกล่าวให้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

อย่างไรก็ดี พิธีเปิดงาน GCNT EXPO 2026 ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรต่างๆ เข้าร่วม ประกอบด้วย นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี, นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ตลอดจนนายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหารจาก Marubeni, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน),บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

นอกจากนี้ งาน GCNT EXPO 2026 ยังได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากองค์กรธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิก GCNT จำนวน 22 องค์กร ได้แก่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน),บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด, บริษัท คอรัล ไลฟ์ จำกัด, บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) และ โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน

Back To Top