เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?
ในปัจจุบัน คำว่า "Gaslighting" หรือในภาษาไทยมักเรียกว่า "การปั่นหัว" ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในสื่อกระแสหลักและวงการจิตวิทยา แต่ก็มีที่บ่อยครั้งคำนี้มักถูกนำไปใช้อย่างคลาดเคลื่อน นำไปปะปนกับการทะเลาะเบาะแว้งหรือการมีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งที่ในทางวิชาการและการแพทย์ Gaslighting จัดเป็นรูปแบบหนึ่งของการทารุณกรรมทางอารมณ์ ที่มีความแนบเนียน รุนแรง และส่งผลกระทบต่อตัวตน รวมถึงระบบประสาทของผู้ถูกกระทำอย่างมาก
จากบทละครตะเกียงแก๊ส สู่การบิดเบือนโลกความจริง
คำว่า Gaslighting มีจุดเริ่มต้นมาจากบทละครเวทีเรื่อง Gas Light ผลงานการเขียนของ แพทริก แฮมิลตัน นักเขียนชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2481 เนื้อเรื่องบรรยายถึงพฤติกรรมของตัวละครสามีชื่อ "แจ็ก" ที่พยายามทำให้ "เบลลา" ภรรยาของเขา เชื่อว่าตนเองกำลังมีอาการป่วยทางจิต
โดยใช้วิธีการจงใจหรี่แสงตะเกียงแก๊สภายในบ้านให้ริบหรี่ลง แล้วยืนยันอย่างหนักแน่นกับภรรยาว่า แสงสว่างยังคงเท่าเดิม และอาการทั้งหมดเกิดจากความรู้สึกคิดไปเองของเธอ
ความสำเร็จของบทละครเรื่องนี้ ส่งผลให้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดในปี 2487 ต่อมานักจิตวิทยาได้นำชื่อเรื่อง มาใช้เป็นนิยามเชิงเปรียบเทียบ เพื่ออธิบายพฤติกรรมการทารุณกรรมทางอารมณ์ในชีวิตจริง ที่ผู้กระทำจงใจทำให้เหยื่อเกิดความสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ และสติสัมปชัญญะของตนเอง
เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?
Gaslighting คืออะไร ?
ดร.โรบิน สเติร์น ผู้เขียนหนังสือ The Gaslight Effect อธิบายว่า Gaslighting หรือ การปั่นหัว คือรูปแบบของพฤติกรรมอย่างหนึ่ง ของการทำร้ายจิตใจและอารมณ์อย่างรุนแรง ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำจะตั้งคำถามกับความทรงจำ และความมีสติของตนเองซ้ำ ๆ คีย์เวิร์ดสำคัญคือ การปั่นหัว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่คือ รูปแบบพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
โกหก-เข้าใจผิด ไม่เหมือนกับ การปั่นหัว
ทั้ง การโกหก การเข้าใจผิด และ การปั่นหัว เริ่มจากการพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด แต่ความแตกต่างของ 3 พฤติกรรมนี้อยู่ที่ "ทำไปเพื่ออะไร" และ "ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร"
การโกหก โดยทั่วไปคือการพูดเรื่องที่ไม่จริงเพื่อปกปิดความผิด หลีกเลี่ยงปัญหา หรือเอาตัวเองให้รอดจากสถานการณ์หนึ่ง ๆ เช่น ในที่ทำงาน เคสส่งงานไม่ทัน ถ้าเป็นคนโกหกก็จะบอกว่า "ส่งงานทางอีเมลไปแล้วนะ น่าจะมีปัญหาที่ระบบ" แม้จะเป็นเรื่องไม่จริง แต่เป้าหมายหลักคือ ไม่อยากให้ตัวเองถูกตำหนิ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายสงสัยความทรงจำหรือความสามารถในการรับรู้ของตัวเอง
การเข้าใจผิด หมายถึงการที่คน 2 คน ในเหตุการณ์เดียวกัน แต่จำไม่เหมือนกัน เช่น นาย ก จำว่าต้องส่งงานวันอังคาร แต่ นาย ข จำว่าเป็นวันพุธ ทั้งคู่สามารถเปิดอีเมลหรือปฏิทินขึ้นมาตรวจสอบได้ว่า จริง ๆ แล้ว กำหนดวันส่งงานคือวันไหน นี่คือ ความเข้าใจผิด หรือ เข้าใจไม่ตรงกัน เพราะทั้ง 2 ฝ่ายยังสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งกันและกัน และยอมรับข้อมูลใหม่ได้ทั้งคู่
แต่การปั่นหัว หรือ Gaslighting ไปไกลกว่านั้น เพราะไม่ได้หยุดอยู่แค่การบอกข้อมูลเท็จ แต่เป็นการทำให้อีกฝ่าย เริ่มสงสัยว่า สิ่งที่เจ้าตัวเห็น จำ หรือรู้สึกนั้นถูกต้องหรือเปล่า ?
เช่น ถ้าหัวหน้าสั่งงานลูกน้องว่า ให้ทำสไลด์เสนองาน 10 หน้า แต่เมื่อถึงวันประชุมกลับตำหนิว่า "ทำไมไม่ทำ 20 หน้าล่ะ ทั้ง ๆ ที่บอกตั้งแต่แรกแล้ว" และหากลูกน้องยืนยันว่าได้รับคำสั่งเป็นทำสไลด์ 10 หน้า หัวหน้าที่มีพฤติกรรมปั่นหัว จะตอบว่า "คุณจำผิดแล้ว หัวหน้าบอก 20 หน้ามาตลอด ช่วงนี้คุณดูเบลอ ๆ นะ"
ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว อาจเป็นเพียง การสื่อสารผิดพลาดหรือการเข้าใจไม่ตรงกันได้ แต่ถ้าหัวหน้าทำลักษณะนี้ซ้ำ ๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องการประชุม หรือข้อตกลงต่าง ๆ จนทำให้ลูกน้องเริ่มคิดว่า "หรือเราจำผิดเองจริง ๆ ?" "หรือเราทำงานแย่ลง อย่างที่หัวหน้าบอกจริง ๆ ?" "หรือเราเข้าใจอะไรผิดไปเองทั้งหมด ?"
นี่คือจุดเริ่มต้นของการปั่นหัว และ ถูกปั่นหัว
เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?
ถอดรหัสประโยคติดปากที่ใช้ทำลายความมั่นใจ
จากบทความเรื่อง The Origins of the Term Gaslighting ระบุว่า พฤติกรรมการปั่นหัว มักถูกแสดงออกผ่านชุดคำพูด ที่ดูเหมือนไม่มีความรุนแรงในเชิงกายภาพ แต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้ถูกปั่นหัวทีละน้อย ได้แก่
- เธอคิดมากไปเอง หรือ เธออ่อนไหวเกินไป ประโยคเหล่านี้ถือเป็นการด้อยค่าความรู้สึก เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าอารมณ์ของพวกเขานั้นผิดปกติเอง
- ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น หรือ เธอจำผิดแล้ว เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีหลักฐานปรากฏชัด เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อสงสัยในระบบความทรงจำของตนเอง
- ไม่มีใครเขาคิดแบบเธอหรอก การอ้างอิงบุคคลภายนอก เพื่อให้เหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยวและมองว่าตนเองเป็นฝ่ายบกพร่อง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การใช้ประโยคเหล่านี้เพียงครั้งคราวในขณะโต้เถียง ไม่สามารถใช้ตัดสินว่าบุคคลนั้น เป็นผู้มีพฤติกรรมชอบปั่นหัว เนื่องจากอาจเกิดขึ้นจากภาวะการปกป้องตนเองชั่วคราว แต่ปัจจัยชี้ขาดคือการพิจารณาว่า พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นแพทเทิร์นที่ต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นการควบคุมความคิดของอีกฝ่ายหรือไม่
อะไรที่สาเหตุของการปั่นหัวผู้อื่น ?
งานวิจัยทางจิตวิทยา Supporting Clients Experiencing Gaslighting: Clinical Signs and Strategies ระบุว่า พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นจากเหตุผลหลัก ๆ ได้แก่
- ความต้องการควบคุมและรักษาอำนาจ แท้ที่จริงแล้ว ลึก ๆ ผู้กระทำ มักมีอาการกลัวและความไม่มั่นคงในใจ จึงเลือกใช้วิธีปั่นหัว เพื่อให้อีกฝ่ายยอมสยบและต้องคอยพึ่งพิงทางความคิดของผู้กระทำตลอดเวลา
- หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพื่อหนีความรู้สึกผิด ความละอาย หรือความผิดพลาดที่ตัวเองก่อไว้ จึงใช้วิธีโยนความสับสนกลับไปให้อีกฝ่าย ให้กลายเป็นคนผิดแทน
- รูปแบบพฤติกรรมที่ซึมซับมา บางคนซึมซับการสื่อสารแบบนี้มาจากวัยเด็ก ผ่านคนเลี้ยงดูที่ชอบใช้อำนาจ ควบคุม หรือปฏิเสธความรู้สึกของเด็ก ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าในความสัมพันธ์ต้องแย่งชิงอำนาจเพื่อความปลอดภัย
แต่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า การปั่นหัวเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรม ไม่ใช่โรคทางจิต และเราไม่สามารถด่วนสรุปวินิจฉัยเอาเองว่าใครมีภาวะทางจิต ได้จากพฤติกรรมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะคนทั่วไปที่ไม่มีอาการป่วยทางจิตใด ๆ ก็สามารถเผลอปั่นหัวผู้อื่นได้ หากพวกเขาต้องการหนีความรับผิดชอบ หรือต้องการมีอำนาจชนะในเหตุการณ์เฉพาะหน้า
นักวิจัยพบ "ผู้ถูกปั่นหัว" เสี่ยงสมองเปลี่ยนวงจร คล้ายป่วย PTSD
พฤติกรรมการปั่นหัว ส่งผลกระทบต่อระบบสมองของเหยื่ออย่างคาดไม่ถึง ในปี 2566 และ 2568 วิลลิส ไคลน์ และคณะ เผยแพร่รายงานการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการถูกปั่นหัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวงจรการทำงานของสมอง จนระบบประเมินความเสี่ยงผิดเพี้ยนไป
ยกตัวอย่าง เช่น ในภาพยนตร์เรื่อง Gaslight เมื่อ "เบลลา" ตัวละครเอก เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติรอบตัว เช่น แสงตะเกียงแก๊สในบ้าน ที่หรี่สลัวลงอย่างปริศนา หรือเสียงเท้าลึกลับที่เดินอยู่บนห้องใต้หลังคา แต่เมื่อเธอนำเรื่องนี้ไปบอก "แจ็ก" ผู้เป็นสามี เขากลับปฏิเสธเสียงแข็ง ยืนยันว่าแสงไฟยังคงสว่างเท่าเดิม และตอกย้ำว่าทั้งหมดเกิดจาก "ความจำเสื่อม ประสาทหลอน หรือเธอกำลังจะกลายเป็นบ้าไปเอง"
พฤติกรรมนี้ จะส่งผลต่อกลไกการทำงานของสมองโดยตรง โดยปกติสมองจะคอยคาดเดาความจริงรอบตัว จากประสบการณ์และหลักฐานที่เห็น (เช่น เมื่อเห็นแสงไฟหรี่ลง สมองจะประมวลผลว่าแสงสว่างลดลงจริง) ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับการยืนยันกระต่ายขาเดียวซ้ำ ๆ สมองจะตกอยู่ในสภาวะที่ทางเลือก 2 ทางขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
- ทางที่ 1 "สามีที่ฉันรักและไว้ใจที่สุด กำลังจงใจโกหก บิดเบือนความจริง และวางแผนทำร้ายจิตใจฉัน" ซึ่งเป็นความจริงที่สมองรู้สึกว่าน่ากลัวเกินไป รับไม่ได้ และอาจทำให้ชีวิตแต่งงานพังทลายลงทันที
- ทางที่ 2 "ฉันคงคิดไปเอง จำผิด หรือกำลังป่วยเป็นโรคจิตตามที่เขาบอกจริง ๆ" ซึ่งเป็นทางเลือกที่สมองประเมินว่าปลอดภัยกว่า เพื่อรักษาความสัมพันธ์และความอบอุ่นในบ้านไว้
เมื่อต้องเลือกทางเลือกที่ 2 ซ้ำ ๆ สมองจะเริ่มปรับการทำงานไปสู่ "การตั้งคำถามและสงสัยในสติสัมปชัญญะของตัวเอง" เสมอ นานวันเข้า สมองส่วนประเมินภัยคุกคาม หรือ อะมิกดาลา จะทำงานหนักผิดปกติ จนกลายเป็นการขาดความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเองไปเอง
ส่งผลให้การทำงานของสมอง มีลักษณะคล้ายกับผู้ป่วยโรคเครียดรุนแรง หลังเจอเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ทำให้เบลลา กลายเป็นคนตื่นตระหนกตลอดเวลา สูญเสียความมั่นใจในการตัดสินใจเรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน มักพูดคำว่าขอโทษบ่อยเกินปกติ และยอมให้อีกฝ่ายควบคุมชีวิตไปโดยสมบูรณ์
เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?
งานวิจัยของ เพจ แอล. สวีท (Paige L. Sweet) ชี้ว่าสาเหตุที่เหยื่อมักอดทนอยู่ในความสัมพันธ์ดังกล่าว เกิดจากกลไกสมองที่เรียกว่า "การลดความผิดพลาดในการคาดการณ์" ซึ่งในทางจิตวิทยา สมองจะประเมินว่าการเลือกเชื่อว่า "ตนเองคิดมากไปเอง" เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการยอมรับความจริงว่า คนที่ตนไว้วางใจกำลังบิดเบือนข้อเท็จจริง
ดังนั้น สังคมจึงไม่ควรมองว่าเหยื่อ มีความอ่อนแอหรือซ้ำเติมด้วยการโทษว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ถูกปั่นหัวเสียเอง
ก้าวข้ามวงจร Gaslighting แนวทางฟื้นฟูจิตใจและวิธีแก้ไขสำหรับผู้กระทำ
สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองกำลังเผชิญกับการถูกปั่นหัว นักสังคมสงเคราะห์คลินิกและนักบำบัดโรคทางจิตวิทยา โจสลิน เจลินีค แนะนำขั้นตอนปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือตัวเองดังนี้
- จดและเก็บบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และคำพูดของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงเก็บภาพถ่าย แคปแชตข้อความ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันความจริงกับตัวเองในวันที่สมองเริ่มเกิดความสับสน
- คุยกับคนที่ไว้ใจได้ เล่าให้เพื่อนสนิท ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญฟัง เพื่อขอความคิดเห็นที่เป็นกลาง การได้รับการยืนยันความจริงจากภายนอก จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลุดพ้นจากวงจรบิดเบี้ยวได้ดีขึ้น
- ตั้งขอบเขตและหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่ไร้ทางออก ใช้ประโยคปฏิเสธการถกเถียงอย่างเรียบง่ายแต่เด็ดขาด เช่น "เรา 2 คนคงมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่างกัน แต่ฉันไม่อยากทะเลาะเรื่องนี้อีกต่อไป" แล้วเดินเลี่ยงออกจากสถานการณ์
- ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจ หากพฤติกรรมบงการเริ่มล้ำเส้นไปสู่การข่มขู่ คุกคาม หรือการใช้ความรุนแรง ผู้ถูกกระทำจำเป็นต้องมองหาความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยสามารถประสานงานกับหน่วยงานช่วยเหลือหรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยได้ทันที
ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่ตระหนักรู้ว่าตนเอง เริ่มมีพฤติกรรมชอบปั่นหัวคนอื่น ก็สามารถเรียนรู้เพื่อแก้ไขและพัฒนาตนเองได้
- เปิดใจยอมรับความจริงอย่างบริสุทธิ์ใจว่า พฤติกรรมการบิดเบือนความจริงของเรา กำลังสร้างความเจ็บปวดต่อจิตใจผู้อื่นอยู่
- หยุดปัดตกความรู้สึกของอีกฝ่าย ฝึกรับฟัง เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคู่สนทนา โดยไม่หาข้อแก้ตัวให้ตัวเองและโยนความผิดให้อีกฝ่าย
- สื่อสารอย่างซื่อตรงต่อความต้องการลึก ๆ ในใจของตัวเอง เช่น กลัวการถูกทิ้ง กลัวความล้มเหลว หรือกลัวการไม่ถูกยอมรับ ก็บอกออกไปอย่างตรงไปตรงมา
- หากพบว่าพฤติกรรมนี้ ตัวเองทำซ้ำซากจนไม่สามารถควบคุมได้ ให้เปิดใจเข้ารับจิตบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเคารพ เข้าใจ และยอมรับความรู้สึกซึ่งกันและกัน จะช่วยให้สมองและจิตใจของทุกคนปลอดภัย และสามารถไว้วางใจเสียงสะท้อนจากหัวใจและความทรงจำของตัวเองได้อย่างแท้จริง
เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการและงานวิจัย เพื่อการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่บทความประเมินหรือวินิจฉัยทางจิตวิทยาโดยตรง หากท่านหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับภาวะความเครียด หรือสงสัยว่ากำลังได้รับผลกระทบทางจิตใจ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสมที่สุด
อ่านข่าว :
ปภ.แจงเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมรับ 9,000 บาท เงื่อนไข-ช่องทางลงทะเบียน
แอลกอฮอล์ระเบิดระหว่างทดลองวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน จ.ยะลา ครู-นร.เจ็บ 7 คน
"ณัฐพงษ์" ซัด "ดีเอสไอ" ฟ้องปิดปากข้อมูลฮั้ว สว.หลุด