Cover Image

วุฒิสภา ถก FTA ไทย-อียู หมอเปรม เดือด หวั่นประเทศเป็นเบี้ยล่างกลุ่มทุนยาข้ามชาติ

วุฒิสภา ถก FTA ไทย-อียู หมอเปรม เตือนสติอย่าเอาลมหายใจของคนไทยไปแลกกับตัวเลขทางเศรษฐกิจชั่วคราว หวั่นประเทศตกเป็นเบี้ยล่างกลุ่มทุนยาข้ามชาติ จนเกิด สึนามิยา ถล่มระบบสาธารณสุขไทยพังพาบ

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา พิจารณาญัตติ เรื่อง การติดตามและเสนอแนะแนวทางในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป(อียู เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ เกษตรกร และการเข้าถึงยาและสุขภาพของประชาชน

โดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความพร้อมและหลักประกันด้านสุขภาพอย่างชัดเจน ก่อนตัดสินใจรับข้อผูกพันที่อาจส่งผลต่อประชาชนในระยะยาว อย่าเอาลมหายใจของประชาชนไปแลกกับตัวเลขทางเศรษฐกิจชั่วครั้งชั่วคราว หวั่นประเทศตกเป็นเบี้ยล่างกลุ่มทุนยาข้ามชาติ จนเกิด “สึนามิยา” ถล่มระบบสาธารณสุขไทยพังพาบ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การเจรจา FTA ระหว่างไทยกับอียู ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญที่ค้างคาและส่งผลกระทบโดยตรงคือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยาของประชาชน หากรัฐบาลก้าวเดินตามเกมของคู่สัญญาที่ได้เปรียบทุกประตูโดยไม่รอบคอบ ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ เนื่องจากอุตสาหกรรมยาต่างชาติจะเข้ามาผูกขาดเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้ยาสามัญราคาถูกในประเทศต้องล่าช้าออกไปอีก 2 ถึง 11 ปี

จากการประเมินของนักวิชาการด้านสาธารณสุขระบุว่า ในช่วง 10 ปีแรกหลังการลงนาม ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทยจะพุ่งสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 130,000 ล้านบาท และจะทะยานขึ้นไปถึง 3.7 ล้านล้านบาทภายใน 30 ปีข้างหน้า เป็นตัวเลขที่สูงเทียบ่างงบประมาณแผ่นดินทั้งปีของประเทศไทย

สะท้อนว่ากองทุนสุขภาพหลักทั้ง 3 ระบบ ทั้งกองทุนบัตรทอง สวัสดิการข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม จะแบกรับต้นทุนไม่ไหวและเสี่ยงล่มสลายในที่สุด

“ถ้าเราตกลงในเอฟทีเอฉบับนี้ มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าสึนามิท่ายา เข้ามาซัดคนไทยจนเกิดวิกฤตความมั่นคงทางยา ประชาชนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคหัวใจ มะเร็ง และเอชไอวี จะต้องเผชิญกับค่ายาที่แพงมหาศาลจนเข้าไม่ถึง จนอาจต้องพูดคำว่า ตายซะดีกว่า เพราะสู้ค่ายาไม่ไหว

ขณะที่อุตสาหกรรมยาภายในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 70% และผลิตเองได้เพียง 30% จะต้องล่มสลายลง องค์การเภสัชกรรมก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะเราเอาโซ่ตรวนทางกฎหมายไปล่ามขาตัวเองไว้ระยะยาว” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ ได้เสนอทางออกก่อนที่สถานการณ์จะสายเกินแก้ โดยจี้ให้รัฐบาลปักหลักจุดยืนเด็ดเดี่ยว ห้ามนำชีวิตประชาชนไปแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า ต้องปฏิเสธมาตรการทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินเลย ปกป้องข้อยกเว้นด้านสาธารณสุข

เช่น การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ์ (CL) ยามเกิดภาวะวิกฤต เปิดเผยกรอบการเจรจาด้วยความโปร่งใส และรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเร่งสนับสนุนการวิจัยพัฒนาสมุนไพรและผลิตวัคซีนในประเทศอย่างจริงจัง

“นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาล ว่าจะยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ หรือจะยอมจำนนต่อผลประโยชน์ของกลุ่มคนข้ามชาติ ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้จารึกว่ารัฐบาลชุดนี้ยืนอยู่บนรากฐานความรอบคอบรัดกุม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

Back To Top