ช่วงล่างโคตรฟิน! ทดสอบ Ford Ranger Wildtrak X V6 ดีเซล เกียร์ 10 สปีด
Ford Ranger Wildtrak X โมเดลปี 2026 รถกระบะสายลุยที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นร่างจำแลงของ Ranger Raptor กระบะ Wildtrak X ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ท่องเที่ยวทางไกลในเส้นทางทุรกันดารแบบจริงจัง โดยไม่สูญเสียความสามารถในการบรรทุกและใช้งานในเชิงพาณิชย์ พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นรถที่เอามาขับเล่นก็ได้ ใช้งานจริงก็ดี Wildtrak X มีการอัปเกรดชิ้นส่วนสำคัญทางวิศวกรรมใหม่ เพื่อทำให้การควบคุม ดีขึ้น ประกอบด้วย ชุดโช้คอัพ Bilstein แบบ Position-sensitive แปรผันตามตำแหน่งระยะยุบ มิติความกว้างฐานล้อ (Track) ขยายเพิ่มขึ้น 30 มิลลิเมตร, ระยะต่ำสุดจากพื้น Ground Clearance ยกสูงขึ้นอีก 26 มิลลิเมตร และติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยาง All-terrain ของ General Grabber
พื้นที่กระบะท้ายออกแบบมาให้ตอบสนองการใช้งานจริง มาพร้อมกับฝาปิดกระบะท้ายแบบผ่อนแรงยก ระบบราวบรรทุกสัมภาระอัจฉริยะ Flexible Rack System ซึ่งเป็นออปชันของ Wildtark X เข้ามาแทนที่สปอร์ตบาร์มาตรฐาน (Sports Sailplane) ลักษณะเป็นชุดราวเลื่อนที่สามารถปรับเลื่อนตำแหน่งไปตามแนวยาวของขอบกระบะท้ายได้อย่างอิสระ ช่วยเพิ่มจุดยึดเกาะสำหรับบรรทุกสิ่งของที่มีความยาวเชื่อมต่อมาจากหลังคารถซึ่งไม่สามารถจัดวางในพื้นที่กระบะแบบปกติได้ พื้นที่กระบะท้ายยังได้รับการติดตั้งชุดแปลงกระแสไฟ (Power Inverter) ขนาด 400 วัตต์ มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมช่องจ่ายกระแสไฟฟ้า (Power Socket) ขนาด 400 วัตต์ เพื่อรองรับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก
สัดส่วนมิติตัวถังของ Ford Ranger Wildtrak X V6 3.0L Turbo มีความยาวตัวรถ 5,370 มิลลิเมตร กว้าง 1,918 มิลลิเมตร สูง 1,886 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,270 มิลลิเมตร ความยาวกระบะท้าย (วัดที่พื้น) 1,464 มิลลิเมตรความกว้างรวมกระบะท้าย 1,520 มิลลิเมตร ความลึกของกระบะท้าย 525 มิลลิเมตร
ขุมพลัง ขยายตำแหน่งทำการเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล V6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ Full-time 4WD โดยความแตกต่างจากรุ่นแฟล็กชิปอย่าง Raptor ก็คือ Wildtrak X ยังคงรักษาพิกัดความสามารถในการลากจูงสูงสุดแบบมีเบรกไว้ได้เต็มพิกัดที่ 3,500 กิโลกรัม และรองรับน้ำหนักบรรทุกสัมภาระท้าย (Payload) ได้ถึง 1,082 กิโลกรัม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลบล็อก V6 คือตัวเลือกที่ดีในด้านพลังอันเหลือเฟือ มันพกพาความสมเหตุสมผลในแง่ของความทนทานทรหด แรงบิด และความเสถียร์มาให้ใช้งานอย่างเต็มที่ ทำให้สมรรถนะที่มันมอบให้ก็นับว่าเกินพอต่อความต้องการใช้งานรถกระบะ 4 ประตูทั่วไปในชีวิตประจำวัน เมื่อพิจารณาที่ตัวเลขพละกำลัง ขุมพลังดีเซล V6 Turbo บล็อกนี้ มีตัวเลขแรงม้าและแรงบิดเกินหน้าเกินตาเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตรของ Toyota HiLux Travo และมีตัวเลขสมรรถนะที่เหนือกว่าทั้งเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรของ Isuzu D-Max และเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรของ Mitsubishi Triton ซึ่งตามหลักวิศวกรรม การที่เครื่องยนต์พิกัดความจุ 3.0 ลิตร สามารถรีดเค้นกำลังได้สูง หมายความว่ามันต้องทำงานในสภาวะที่ไม่ต้องรับแรงกดดันเท่ากับเครื่องยนต์ที่เล็กกว่า เครื่องดีเซล V6 มีกระบอกสูบมากกว่าคู่แข่ง 2 สูบ บล็อกโตกว่า สำหรับประเด็นในเรื่องของความทนทานระยะยาวเมื่อต้องนำไปเปรียบมวยกับ Isuzu D-Max ที่มีชื่อเสียงเรื่องความอึดถึกทนทานเป็นทุนเดิม หากพิจารณาจากสถิติประวัติการเรียกเคลม หรือชี้แจงปัญหาทางเทคนิคของตัวรถ จะพบว่าเครื่องยนต์บล็อก 2.0 Bi-Turbo ของ Wildtrak โฉมที่แล้ว มีตัวเลขปัญหาที่เกิดขึ้นน้อยกว่าขุมพลังหกรณ์บล็อก V6 ค่อนข้างชัดเจน ทำให้มันมีแต้มต่อในแง่ของความเสถียรและความไว้ใจได้มากกว่าเครื่องยนต์รุ่นอื่นในตระกูลเครื่องยนต์ของค่าย Ford ด้วยกันเอง
ไม่ว่าคุณจะซื้อมันมาเพื่อใช้งานในแง่มุมไหนก็ตาม สมรรถนะโดยรวมของ Ranger Wildtrak X ยังคงความแข็งแกร่ง เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V6 ขับเคลื่อนน้ำหนักกว่า 2.2 ตัน ให้เดินหน้าลุยทางวิบากได้อย่างราบรื่นในทุกสภาวะ และทุกรูปแบบการขับ ที่ยอดเยี่ยมก็คือ อารมณ์การควบคุมที่ใกล้เคียงกับรถ SUV เป็นความแตกต่างที่มาพร้อมกับความนุ่มนวล เสียงรบกวนของเครื่องยนต์ V6 ดังไม่มาก ทำให้การจ่ายเงิน 1.5 ล้าน มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับมาตรฐานในกลุ่มรถกระบะใช้งานเพื่อการพาณิชย์ทั่วไป
สมรรถนะการขับขี่ออฟโรดทำงานร่วมกันระหว่างชุดโช้คอัพ Bilstein, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติบนทางออฟโรด (Trail Control) และโหมดขับขี่ลุยโขดหิน (Rock Crawl) ช่วยให้ตัวรถผ่านอุปสรรคในเส้นทางทุรกันดารได้อย่างง่ายดาย Ford Ranger Wildtrak X V6 ใช้โช้คอัพของ Bilstein ซึ่งเป็นโช้คอัพแบบโมโนทิวบ์ (Monotube) ที่มาพร้อมระบบ Position-Sensitive Dampers with End Stop Control Valve (ESCV) ช่วยปรับระดับความหนืดตามสภาพพื้นผิวถนนแบบอัตโนมัติ ทำให้การขับขี่ทั้งทางเรียบและทางลุยมีความนุ่มนวลและหนึบเกาะถนนมากขึ้น
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อฟูลไทม์ การเพิ่มโหมดการขับขี่แบบ 4A (4WD อัตโนมัติ) ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะและความมั่นใจในการขับขี่บนทางกรวดร่วนและสภาพผิวถนนที่มีความลื่นสูง
ความอเนกประสงค์ในการใช้งาน คงสเปกการเป็นรถเดินทางไกลงานหนัก ด้วยพิกัดการบรรทุกสัมภาระที่ยอดเยี่ยม พร้อมพื้นที่กระบะท้ายที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางได้ตามต้องการ
เทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร ติดตั้งหน้าจอแสดงผลระบบสัมผัสแนวตั้งขนาด 12 นิ้ว และชุดเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก Bang & Olufsen ลำโพง 8 ทิศทาง
ข้อจำกัด
เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร V6 แรงม้าสูง 250 ตัว แรงบิดล้นๆ 600 นิวตันเมตร สำหรับรหัส X รุ่นพิเศษเมื่อขับเร็วค่อนข้างกินน้ำมัน 9.5-10.5 กิโลเมตรต่อลิตร
จำเป็นต้องเติมสาร AdBlue แตกต่างจากรถเรนเจอร์เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรรุ่นทั่วไป เนื่องจากโมเดลนี้ติดตั้งระบบบำบัดไอเสียที่ต้องใช้สาร AdBlue ซึ่งเป็นการเพิ่มขั้นตอนในการบำรุงรักษาตามระยะเวลา
ระดับราคา ตัวรถมีระดับราคาจำหน่ายที่ต้องจ่ายส่วนต่างพรีเมียมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Ranger Wildtrak รุ่นมาตรฐานทั่วไป
ในฐานะที่ตัวรถแปะป้ายรหัส Wildtrak รถรุ่นนี้จึงมีวางจำหน่ายเฉพาะในรูปแบบตัวถังดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตูเท่านั้น โดยติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์ (Part-time 4WD) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวส่งผลให้มันกลายเป็นหนึ่งในรถรุ่นที่ตอบสนองการใช้งานได้ครบเครื่องและสมดุลที่สุดในตระกูล Ranger เมื่อพิจารณาจากข้อมูลบนหน้ากระดาษ แน่นอนว่า Ford Ranger ยังคงรักษาตำแหน่งยานพาหนะที่มียอดจำหน่ายอันดับที่ 3 ในประเทศไทย แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการเบียดแย่งชิงตำแหน่ง อย่างรุนแรงกับรถกระบะคู่แข่งอย่าง Toyota HiLux Travo รวมถึง Isuzu New D-MAX
ในออสเตรเลียซึ่งเป็นตลาดหลักของกระบะสมรรถนะสูงในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ Ranger ทำตัวเลขยอดส่งมอบสะสมที่บันทึกไว้มากกว่า 40,000 คัน ณ สิ้นเดือนกันยายนปี 2025 ส่งผลให้ Ranger มีตัวเลขยอดขายทิ้งห่าง Toyota HiLux ที่ทำยอดไว้ประมาณ 35,000 คัน และทิ้งสัดส่วนห่างจากขาใหญ่ประจำเซกเมนต์อย่าง Isuzu D-Max ไปไกลหลายช่วงตัว โครงสร้างยอดขายส่วนใหญ่ของ Ranger จะถูกขับเคลื่อนด้วยรถรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4) เป็นหลัก ขณะที่ Toyota HiLux จะได้เปรียบในกลุ่มรถใช้งานเชิงพาณิชย์ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (4×2) ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นดินแดนของรถปิคอัพ มีรถกระบะรุ่นใหม่ที่พกพาขุมพลังทางเลือกที่หลากหลายหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องแม้ยอดขายจะหดลงไปเรื่อยๆ แต่เป็นที่แน่ชัดว่า Ford Ranger ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในด้านการขับเคลื่อน ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้คนที่กำลังเล็งรถกระบะคันใหม่เดินไปโชว์รูม Ford และเลือก Wildtrak ก็คือ การขับขี่ ซึ่งถือจุดที่คุ้มค่าและลงตัวที่สุดในรถกระบะตระกูล Ranger
ระดับราคาค่าตัวของ Ford Ranger มีการปรับตัวขยับสูงขึ้นเล็กน้อย โดยรุ่น Wildtrak X เครื่องยนต์ V6 ดีเซล เกียร์ออโต้ 10 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD Terrain Management System ถูกปักป้ายราคาที่ 1,469,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนขุมกำลังและช่วงล่าง รวมถึงอุปกรณ์ของรุ่น X ที่ต้องแตกต่างจาก Wildtrak รุ่นมาตรฐาน ปัจจุบัน มีรถกระบะวางจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมากในท้องตลาด แต่ Ford Ranger ก็ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มรถกระบะ ‘Big Three’ ระดับแถวหน้าของไทย ร่วมกับคู่แข่งโดยตรงอีก 2 รุ่นอย่าง Toyota HiLux Travo และ Isuzu D-Max เมื่อพิจารณาในบริบทนี้ รุ่นที่มีตำแหน่งทางการตลาดและระดับออปชันอุปกรณ์ใกล้เคียงกับรหัส Wildtrak X มากที่สุดคือ Toyota HiLux Overland 4x4 ซึ่งถูกปักป้ายราคาจำหน่ายเอาไว้ที่ 1,366,000 บาท ขณะที่ Isuzu D-Max รุ่น V-Cross 4x4 4-Door 3.0 M 6AT เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,297,000 บาท
งานออกแบบภายในห้องโดยสาร พื้นที่ห้องโดยสารของรหัส Wildtrak X นั้นมีกลิ่นอายของความเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะตัว งานตกแต่งและบรรยากาศภายใน ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV มากกว่ารถกระบะ 4 ประตู เกือบทุกรุ่นที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดเวลานี้ ส่วนหนึ่งของความรู้สึกพรีเมียมดังกล่าว เกิดจากการใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ร่วมกันกับรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ร่วมค่ายอย่าง Everest แต่สำหรับ Ranger นั้น มักจะให้ความรู้สึกในแง่ของการเป็นต้นตำรับของแพลตฟอร์มนี้ ทุกองค์ประกอบภายในห้องโดยสารได้รับการจัดวางอย่างถูกต้อง ลงตัว ด้วยอัตราส่วนที่พอดีระหว่างความดิบในสไตล์รถใช้งานเชิงพาณิชย์ กับความหรูหราที่แข็งแกร่งและมีระดับ
การเลือกใช้วัสดุถือว่าทำได้ดี แม้จะมีการใช้ชิ้นส่วนพลาสติกแข็งสีดำที่เกิดรอยขูดขีดได้ง่ายอยู่บ้างบริเวณคอนโซลกลาง แผงประตู และแดชบอร์ดชิ้นล่าง แต่โทนสีกลมกลืนเข้ากับความดุดันของห้องโดยสารโทนสีเข้มได้อย่างแนบเนียน นอกจากนี้ งานตกแต่งยังถูกยกระดับด้วยการขลิบพลาสติกสีดำเงา Piano-Black ผสานหนังแท้สีดำ และชิ้นส่วนสีเทากันเมทัล (Gunmetal-Grey) อย่างประหยัดและถูกตำแหน่ง พร้อมทั้งการใช้ผ้าบุหลังคาโทนสีดำที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกพรีเมียมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ในส่วนของงานเดินตะเข็บด้ายและงานปักโลโก้ด้วยสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรหัส Wildtrak ก็ทำออกมาได้อย่างมีรสนิยม การบุวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft-Touch) ในหลายตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณที่พักแขนที่ออกแบบมาให้รองรับสรีระท่าทางการขับขี่ที่ผ่อนคลายได้อย่างพอดี และที่สำคัญคือ ทุกองค์ประกอบในห้องโดยสารล้วนมีความสวยงามและลงตัวเมื่อมองในภาพรวม
เทคโนโลยีระบบสัมผัส Wildtrak X ถือเป็นรุ่นย่อยที่มีระดับราคาค่อนข้างสูงในตระกูล Ranger ได้รับการติดตั้งหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่ 12.0 นิ้ว ซึ่งอัปเกรดขึ้นมาจากหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์รุ่นย่อยทั้งหมดที่มีระดับการตกแต่งต่ำกว่าลงไป ในแง่เทคนิคแล้วข้อความข้างต้นอาจไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากรถรุ่น XL + ก็ได้รับการติดตั้งหน้าจอขนาด 12.0 นิ้วนี้มาให้ด้วยเช่นกัน ทั้งที่รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ในระดับการตกแต่ง XL + มีราคาถูกกว่ามาก และตัวรถจัดอยู่ในเกรดที่ต่ำกว่า Wildtrak X
หน้าจอแสดงผลของ Wildtrak นั้นมีคุณภาพความคมชัดสูง และช่วยยกระดับความหรูหราให้ห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี แม้ความแตกต่างด้านขนาดเมื่อเทียบกับรุ่นรองจะไม่ได้ชัดเจนจนสังเกตเห็นได้ทันที แต่จุดเด่นที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่มิติของตัวหน้าจอ มันเกิดจากระบบซอฟต์แวร์ของ Ford ที่ให้กราฟิกที่สะอาดตา มีความเร็วในการตอบสนอง ฉับไว และมีฟังก์ชันการตั้งค่าระบบตัวรถให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ระบบอินโฟเทนเมนท์ ติดตั้งฟังก์ชันเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย (Wireless Smartphone Mirroring) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งจากการทดสอบไม่พบปัญหาใด ๆ ในการใช้งานหลังจากเริ่มคุ้นชินกับตำแหน่งเมนู ผมไม่ค่อยถูกใจธีมการแสดงผลสีขาวของตัวระบบ โดยเฉพาะเมื่อต้องแสดงผลตัดกับหน้าต่างการใช้งานของ Apple CarPlay ที่เป็นโทนสีเข้ม แต่ตัวรถก็ยังชดเชยด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถสลับปรับเปลี่ยนไปใช้โหมดมืด (Dark Mode) ได้ตามต้องการ
แผงหน้าปัดแสดงผลข้อมูลการขับขี่ Digital Instrument Cluster มีการจัดวางมิติขนาดที่เหมาะสมและสามารถแสดงข้อมูลตัวรถได้อย่างหลากหลาย สามารถปรับแต่งระดับปริมาณข้อมูลที่จะให้แสดงผลบนหน้าจอได้ตามต้องการ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถเลือกให้หน้าจอแสดงข้อมูลอย่างละเอียดยิบย่อยหรือจะเลือกให้แสดงผลเฉพาะค่าพื้นฐานแบบเรียบง่ายก็ได้เช่นกัน ส่วนเมนูข้อมูลที่มีให้เลือกถูกใส่เข้ามามากจนเกินไป ซึ่งอาจสร้างความสับสนในการควบคุมสั่งการผ่านปุ่มกดบนพวงมาลัย ใช้เวลาศึกษาและลองเล่นระบบเพิ่มเติม จะช่วยให้เข้าใจฟังก์ชันทั้งหมดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ความสะดวกสบายและประโยชน์ใช้สอยอันยอดเยี่ยมของห้องโดยสารอยู่ในเกณฑ์ดี มีการจัดวางช่องเก็บสิ่งของไว้เพียบ เช่น ที่วางแก้วน้ำ 4 ตำแหน่ง รวมถึงที่วางแก้ว 2 ตำแหน่งแบบพับเก็บได้บริเวณแผงแดชบอร์ด , ช่องเก็บของหน้ารถ (Glovebox) แบบแยก 2 ชั้น, ช่องวางของคอนโซลกลางพร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายและพอร์ต USB 2 ช่อง (ทั้งแบบ USB-A และ USB-C) กล่องเก็บของคอนโซลกลางขนาดใหญ่ที่มีปลั๊กจ่ายไฟ 12 โวลต์ ติดตั้งไว้ภายใน ภาพรวมของห้องโดยสารเน้นความอเนกประสงค์ในการใช้งานจริง มีความสะดวกสบาย และมีงานออกแบบที่สวยงามลงตัว ส่งผลให้การขับขี่เดินทางไกลต่อเนื่องหลายชั่วโมงหลังพวงมาลัยเป็นไปได้อย่างผ่อนคลาย
พื้นที่โดยสารในแถวที่สองยังคงรักษามาตรฐานการตกแต่งในรูปแบบเดียวกัน พื้นที่วางขา (Legroom) และพื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) ไม่ได้กว้างขวางมากนักเมื่อเทียบกับความคาดหวัง ความสูง 173 เซนติเมตร สามารถนั่งได้อย่างไม่มีปัญหา แต่สำหรับผู้โดยสารที่มีสรีระสูงใหญ่กว่านี้ อาจรู้สึกอึดอัดและคับแคบอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนั่งซ้อนตำแหน่งหลังผู้ขับขี่ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ วัสดุหนังที่ใช้หุ้มเบาะนั่งมีลักษณะค่อนข้างลื่น ประกอบกับตัวเบาะหลังไม่มีแถบดันทรงด้านข้าง (Side Bolstering) ที่หนาแน่นเหมือนกับเบาะนั่งคู่หน้า ส่งผลให้ผู้โดยสารอาจมีอาการตัวสไลด์เลื่อนไปมาเล็กน้อยในจังหวะที่รถขับเข้าโค้ง ซึ่งถือเป็นลักษณะปกติในรถกระบะประเภทนี้ เบาะแถวสองยังคงมีข้อได้เปรียบในด้านการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ประกอบด้วย ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง 2 ตำแหน่ง, พอร์ต USB อีก 1 คู่, ปลั๊กจ่ายไฟขนาด 400 วัตต์ พร้อมทั้งมีที่พักแขนบุนุ่มแบบพับเก็บได้บริเวณกึ่งกลางเบาะซึ่งมาพร้อมกับช่องวางแก้วน้ำอีก 2 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX และจุดยึดสายรัดกระตุก (Top-Tether) มาให้ที่เบาะนั่งฝั่งฝั่งซ้ายและขวา ที่ไม่ค่อยชอบก็คือ เบาะผู้โดยสารตอนหน้าที่ยังใช้การปรับด้วยมือ รถราคา 1.46 ล้านบาท ควรเป็นเบาะไฟฟ้าคู่หน้าได้แล้ว เพราะรถจีนบางรุ่นราคา 5-6 แสนบาท มาครบทั้งเบาะไฟฟค้าคู่หน้า + ระบบปรับอากาศภายในตัวเบาะอีกตะหาก ถ้าอเมริกันคิดจะเอาชนะจีน จุดเล็กๆน้อยๆแบบนี้ ก็มองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เมื่อต้องการพื้นที่บรรจุสัมภาระเพิ่มเติมภายในห้องโดยสารโดยไม่ต้องการวางสิ่งของไว้ที่กระบะท้าย ชุดเบาะนั่งแถวที่สองสามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ทั้งการยกหงายเบาะรองนั่งขึ้นหรือพับพนักพิงหลังลง โดยการยกเบาะรองนั่งขึ้นจะเผยให้เห็นช่องเก็บของขนาดย่อม (Cubby) บริเวณพื้นตัวถัง ส่วนการพับพนักพิงหลังลงมาจะพบกับแผงกั้นผนังห้องโดยสารที่กรุด้วยวัสดุพลาสติก
เครื่องยนต์ดีเซลบล็อก V6 ให้การตอบสนองต่อคันเร่งที่ฉับไว มอบการถ่ายทอดกำลังแรงบิดในระดับเกินคาดเดา มีโอกาสมากที่คุณจะทำให้เกิดอาการล้อหลังหมุนฟรี (ล้อปัด) เนื่องจากความจัดจ้าน จังหวะการขับขี่เชื่อมโยงกับอัตราทดของระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่เหมือนกับรถยนต์ Ford ยุคใหม่ส่วนใหญ่ในตลาด—มีจำนวนอัตราทดเกียร์ที่มากเกินความจำเป็นไปเล็กน้อย สำหรับรถยนต์ที่ใช้เกียร์ 10 สปีด จำนวนเกียร์ที่มากขนาดนั้นดูไม่มีความจำเป็น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องยนต์สามารถผลิตแรงบิดออกมาได้สูงมากอยู่แล้ว ตัวเครื่องยนต์ไม่ได้ต้องการอัตราทดเกียร์มาช่วยพยุงเพื่อรักษารอบให้อยู่ในย่านแรงบิด (Torque Band) ในเมื่อมีแรงบิดระดับ 600 นิวตันเมตร สแตนด์บายพร้อมปลดปล่อยออกมาให้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และเครื่องยนต์ก็ไม่มีอาการตื้อหรือรอรอบ แม้จะใช้ตำแหน่งเกียร์ที่สูง
เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดชุดนี้ก็ยังคงเป็นระบบส่งกำลังที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีจังหวะการสับเปลี่ยนเกียร์ที่ถูกต้องแม่นยำ แม้ว่าจะต้องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์บ่อยครั้งมากก็ตาม มันทำงานได้อย่างนุ่มนวล ที่สำคัญคือ ไม่มีระบบช่วยเหลือจากมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องให้สมองกลเกียร์ต้องคำนวณซับซ้อน ส่งผลให้พฤติกรรมการตอบสนองของระบบส่งกำลังมีความเสถียรและแม่นยำสม่ำเสมอ ในภาพรวม ระบบเกียร์ชุดนี้ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและเก็บงานได้ประณีต เหนือกว่าระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ดั้งเดิมที่ติดตั้งอยู่ในรถกระบะคู่แข่งโดยตรง หากมองในแง่ความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ลงตัวและเหมาะสมมากกว่าเกียร์ออโต้ 6 สปีด
การทำงานของระบบรองรับและการทรงตัวใน Ford Ranger Wildtrak X ต้องยอมรับว่า โช้คและสปริง ตลอดจนการเซ็ตอัพค่าต่างๆของช่วงล่างอย่างลงตัวของแผนก R&D ทำให้สามารถรักษาอาการของตัวรถได้อย่างนิ่งสนิท เป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยตอกย้ำอารมณ์การขับขี่ในลักษณะเดียวกับรถ SUV แม้ว่ารถทดสอบ Wildtrak X คันนี้จะสูญเสียความนุ่มนวลราบเรียบ (Finesse) บนผิวถนนทางเรียบไปบ้างจากการเปลี่ยนมาติดตั้งยาง All-Terrain แต่ในการใช้งานจริง ก็แทบไม่มีข้อตำหนิใดๆ เกี่ยวกับการตอบสนองของชุดช่วงล่างด้านหน้าในจังหวะที่ขับขี่เข้าโค้ง การเซตอัพค่าความหนืดของช่วงล่างมีความนุ่มนวลเพียงพอที่จะมอบความสะดวกสบายในการเดินทาง ทว่าไม่ได้สูญเสียการควบคุมอาการโยนตัวของตัวถัง (Body Control) หรือลดทอนศักยภาพในการบรรทุกเชิงพาณิชย์ลงไป ส่งผลให้ Ranger ยังคงเป็นรถเกบะที่เป็นบรรทัดฐาน (Benchmark) ระดับแถวหน้าของตลาดในด้านความสมดุลลงตัวระหว่างความนุ่มนวล การควบคุมขับขี่ และสมรรถนะการลุย
ระบบบังคับเลี้ยว พวงมาลัยมีการปรับเซตน้ำหนักมาได้อย่างเหมาะสม สอดรับกับวัตถุประสงค์และบุคลิกของตัวรถอย่างลงตัว อีกทั้งยังสามารถส่งผ่านความรู้สึกและแรงสะท้อนจากผิวถนน (Feedback) กลับมายังมือผู้ขับขี่ได้อย่างเพียงพอ สำหรับระดับเสียงรบกวนจากพื้นถนน (Road Noise) ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ แม้ตัวรถจะรัดด้วยยาง All-Terrain ที่มีร่องดอกยางหนาและใหญ่กว่าปกติก็ตาม ขณะที่เสียงลมปะทะ (Wind Noise) ก็ได้รับการจัดการและเก็บเสียงค่อนข้างดี แม้ห้องโดยสารจะไม่ถึงกับเงียบสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่มีเสียงรบกวนเล็ดลอดเข้ามาจนสร้างความรำคาญใจยามเดินทางไกลบนทางหลวงไฮเวย์
การทดสอบ Ford Ranger Wildtrak X ในเชิงวิศวกรรมและขับขี่จริง ครอบคลุมทั้งในและนอกเมือง ระบบส่งกำลัง ช่วงล่าง พวงมาลัย และการเก็บเสียง
1. ระบบขับเคลื่อนและระบบส่งกำลัง 4WD & 10-Speed Transmission ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: มาพร้อม Terrain Management System ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกตอบสนองทุกสภาพผิวถนนถึง 6 โหมด (Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery, Mud/Ruts, Sand)
เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รอยต่อเกียร์นุ่มนวล แม่นยำ และชาญฉลาด แม้เป็นเกียร์ที่มีอัตราทดมากทำให้ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์บ่อยครั้งก็ตาม
จุดเด่นเชิงวิศวกรรมเกียร์ เป็นระบบเกียร์กลไก "ไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้สมองกลเกียร์ (TCU) ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน ได้พฤติกรรมการตอบสนองที่เสถียร สม่ำเสมอ และแม่นยำ
เปรียบเทียบกับคู่แข่ง ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและประณีตกว่าเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ดั้งเดิมในรถกระบะคู่แข่งอย่างชัดเจน ถือเป็นชุดเกียร์ที่ลงตัวและเหมาะสมกับการใช้งานจริงมากที่สุด
2. ช่วงล่างและการทรงตัว การเซตอัพจากฝ่าย R&D โช้คอัพและสปริงได้รับการคำนวณค่าความหนืดได้อย่างลงตัว ช่วยรักษาอาการของตัวรถให้นิ่งสนิท มอบอารมณ์การขับขี่และการเดินทางที่ใกล้เคียงกับรถ SUV การใช้ยาง All-Terrain: แม้จะสูญเสียความนุ่มนวลราบเรียบ (Finesse) บนถนนทางเรียบไปบ้างเล็กน้อยจากลายดอกยาง All-Terrain แต่ช่วงล่างด้านหน้ายังทำหน้าที่เข้าโค้งได้อย่างไร้ข้อติ
ความสมดุล ซับแรงกระแทกได้นุ่มนวลนั่งสบาย โดยไม่สูญเสียการควบคุมการโยนตัวของตัวถัง (Body Control) และไม่ลดทอนศักยภาพการบรรทุกเชิงพาณิชย์ ช่วงล่างรักษาสถานะความเป็นบรรทัดฐานแถวหน้าของรถกระบะ ในด้านความลงตัวระหว่าง ความนุ่มสบาย การควบคุม และสมรรถนะการลุย
3. ระบบบังคับเลี้ยวและการเก็บเสียง ระบบพวงมาลัย ปรับเซตน้ำหนักมาอย่างเหมาะสมกับบุคลิกตัวรถ สามารถส่งผ่านแรงสะท้อนและสัมผัสจากผิวถนนกลับมายังมือผู้ขับขี่ได้อย่างพอดี
เสียงรบกวนจากพื้นถนนทำได้ดีในเกณฑ์น่าพอใจ แม้ตัวรถจะรัดด้วยยาง All-Terrain ที่มีร่องดอกยางหนาและใหญ่ก็ตาม เสียงลมปะทะกับตัวถังก็เก็บเสียงได้ดี ห้องโดยสารไม่มีเสียงรบกวนเล็ดลอดเข้ามาจนสร้างความรำคาญยามเดินทางไกลบนทางหลวงไฮเวย์
สรุป
Ford Ranger Wildtrak X คือรถกระบะสายลุยที่ได้รับการปรับเซตทางวิศวกรรมมาอย่างประณีต จุดเด่นคือ เครื่องยนต์ V6 ดีเซล เกียร์ 10 สปีดที่ไม่ซับซ้อนแต่ทำงานได้เสถียรและแม่นยำ ช่วงล่างที่เน้นความนุ่มนวล คุมอาการตัวถังดีเยี่ยม ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมลุย มอบฟีลลิ่งการขับขี่ที่สบายระดับ SUV โดยยังคงความสามารถในการบรรทุกและการขับออฟโรดไว้อย่างครบถ้วน.
เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบ
รองรับน้ำมันเชื้อพลิงไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมไม่เกิน 20% (B20)
กำลังสูงสุด 250 แรงม้า (184 กิโลวัตต์) / 3,250 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร / 1,750-2,250 รอบต่อนาที
ระบบขับเคลื่อนและระบบส่งกำลัง
ขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD Terrain Management System พร้อมระบบเลือกโหมดการขับขี่ 6 โหมด (Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery, Mud/Ruts, Sand)
เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดแบบ e-Shifter
แชสซีส์และระบบกันสะเทือน
ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระปีกนก 2 ชั้น คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง โช๊คอัพ Blistein
ระบบกันสะเทือนหลัง แหนบซ้อนแบบใหม่ โช๊คอัพ Blistein ดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อนเฟืองท้ายดิฟล็อกหลังแบบไฟฟ้า
ล้อและยางล้ออัลลอย 17 นิ้วยาง A/T 265/70 R17
อุปกรณ์ภายนอก
ไฟหน้าแบบ Matrix LED พร้อมระบบปรับมุมลำแสงอัตโนมัติ ระบบป้องกันไฟแยงตา และระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ
ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED รูป C-Clamp
ไฟตัดหมอกแบบ LED
ไฟท้ายแบบ LED
ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ
กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวและไฟส่องสว่างข้างตัวรถ
ตะขอลากจูงคู่หน้าพิเศษแบบ Wildtrak พร้อมไฟ AUX Lamp
ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน
บันไดข้างแบบออฟโรด
บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย
สปอร์ตบาร์และราวหลังคา แบบปรับและพับได้
ไฟเบรกดวงที่ 3
พื้นปูกระบะท้าย พร้อมช่องต่อไฟ 230 โวลต์ (400W)
ฝาท้ายแบบผ่อนแรง Easy Lift
แผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ
ตัวถังขยายกว้างพิเศษพร้อมซุ้มล้อ
ตัวอักษร RANGER สีดำเงาบนฝากระโปรงหน้า
อุปกรณ์ภายใน
หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 12.4 นิ้ว
12V 1 ช่อง พร้อมช่องต่อไฟ 230V (400W) 1 ช่อง
กระจกหน้าต่างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบ ด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าพร้อมระบบเปิด-ปิดแบบสัมผัสเดียว
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา
ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
เบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับ 6 ทิศทาง
เบาะหนังและหนังสังเคราะห์ เฉพาะแบบ Wildtrak
พวงมาลัยไฟฟ้าปรับ 4 ทิศทาง ยุบตัวเมื่อเกิดอุบัติเหตุ พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง
กุญแจรีโมทอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ
แท่นชาร์จไร้สายไฟ
ตกแต่งภายในห้องโดยสารกระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติพร้อมช่องต่อ USB ที่กระจกมองหลัง
ช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด Upfitter Switchs
ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่อ
หน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Apple CarPlay® and Android AutoTM
ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ และ ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A
โมเด็มเชื่อมต่อ Ford app
ช่องต่อ USB 4 จุดระบบ
เสียง Bang & Olufsen® พร้อมลำโพง 8 ตัว
ความปลอดภัย
ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านถุงลมนิรภัย / และถุงลมบริเวณหัวเข่า
ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน
ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้าและหลัง
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
ไฟเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี พร้อม Electric Brake Booster
ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA และระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ROM
สัญญาณกันขโมย
เบรกมือไฟฟ้า
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา HDC
เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง
ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop&Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางกล้องมองรอบคัน 360 องศา
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ
ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน
ระบบเตือนการชนด้านหน้า
ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง
ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด
ระบบป้องกันการชนเมื่อถอยหลัง
ระบบช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ
ระบบตรวจเช็กลมยาง.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/