FETCO เปิด 9 ปัจจัยวัดมูลค่า บจ. ยุค New Supply Chain Order รับฐานผลิต - Hoonsmart
HoonSmart.com>>ประธาน FETCO ชี้วิกฤตแบ่งขั้วเศรษฐกิจ ดันโลกเข้าสู่ New Supply Chain Order ดันความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน กลายเป็นเกณฑ์ใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินมูลค่าหุ้น ชี้ไทยเนื้อหอมพร้อมเป็นฮับย้ายฐานผลิต ดันตลาดทุนหนุนการเติบโตยั่งยืน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวบรรยายในงานSET Sustainability Forum #2/2026 “พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain” หัวข้อ “ผสานกำลังตลาดทุน ภาคธุรกิจ และนโยบาย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพ supply chain ไทย”ว่า ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมและไม่ได้เป็นโลกาภิวัตน์ในรูปแบบดั้งเดิมที่เน้นการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนถูกที่สุดและเป็นมิตรต่อกันอีกต่อไป ซึ่งทั้งบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจบริบทความเสี่ยงและโอกาสใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ , สงครามการค้า, การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดยภาพรวมของโลกกำลังหมุนไปสู่การแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น มีนโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น และเป็นมิตรกันน้อยลง
หากพิจารณาผ่านข้อมูลเชิงสถิติ ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Index) ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าดัชนีได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเร่งตัวในช่วง 2-4 ปีหลัง จากความขัดแย้งและสงครามต่างๆ เช่น ยูเครน อิสราเอล และอิหร่าน
ขณะเดียวกัน ตัวเลขการสู้รบด้วยกำลังอาวุธทั่วโลก ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ได้พุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1946) โดยมีมากกว่า 60 ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่
ด้านดัชนีวัดการแบ่งขั้วและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจก็ชี้ว่า โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี
เช่นเดียวกับดัชนีความไม่แน่นอนของโลกที่เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ทั้งในยุค Trump 1 และ Trump 2 ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มหันกลับมามองตนเอง และดึงภาคการผลิตกลับประเทศ
นอกจากนี้ ดัชนีความกดดันห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Pressure Index) แม้จะผ่านจุดสูงสุดในช่วงวิกฤตโควิด-19 มาแล้ว แต่ก็เริ่มกลับมาได้รับแรงกดดันอีกครั้งจากสงคราม นโยบายกีดกัน และการแบ่งกลุ่มการค้า ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้สะท้อนชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้สึก แต่เป็นข้อเท็จจริงทางสถิติ สะท้อนผ่านการปรับตัวของบริษัทระดับโลก เช่น GM ที่เริ่มถอนห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน, Apple ที่เริ่มกระจายความเสี่ยงไปใช้ผู้ผลิตชิปรายอื่นนอกเหนือจาก TSMC เช่น Intel หรือ Samsung รวมถึงยุโรปและจีนที่ต่างเพิ่มมาตรการควบคุมและดึงฐานการผลิตกลับ
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า บริบทดังกล่าวส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จาก “Just in Time” ที่เน้นต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่ “Just in Case” ที่เน้นการกระจายความเสี่ยงและการมีความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านพันธมิตรหรือคู่ค้าสำรอง (Optional Suppliers) แม้ว่าการเน้นความมั่นคงมากกว่าประสิทธิภาพจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และกลายเป็นปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงจนธนาคารกลางต่างประเทศบริหารนโยบายการเงินได้ยากขึ้นก็ตาม
นอกจากนี้ โลกยังเปลี่ยนผ่านจาก Globalization ไปสู่ “Friend-shoring” และ “Near-shoring” ซึ่งเน้นการทำการค้ากับประเทศพันธมิตรที่ไว้วางใจได้เพื่อสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับ นักลงทุนในตลาดทุน ปัจจุบันได้เริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองการประเมินมูลค่าบริษัท โดยเพิ่มปัจจัยเรื่อง Supply Chain Resiliency เข้ามาเป็นปัจจัยที่ 9 ต่อจากเกณฑ์มาตรฐานดั้งเดิม 7 ข้อ (เช่น ผลการดำเนินงาน อัตราส่วนทางการเงิน ความได้เปรียบในการแข่งขัน และปัจจัยความเสี่ยง) และปัจจัยด้าน ESG (Environment, Social, Governance) ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในช่วงก่อนหน้า เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มั่นคงจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง ดังนั้น บริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งจะถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของประเทศไทย เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี มีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นมิตรกับทุกฝ่าย และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation) รอบใหม่ ซึ่งสามารถเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ตัวใหม่ให้แก่ประเทศได้
ทว่าการย้ายฐานการผลิตและการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณเนื่องจากระดับหนี้สาธารณะ หนี้ภาคเอกชน และหนี้ครัวเรือนรวมกันสูงเกินกว่า 250% ของ GDP ทำให้ไม่สามารถพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ ตลาดทุนจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ “แหล่งระดมทุน” เพื่อจัดสรรเงินออม ทั้ง Domestic Savings และ International Savings ไปยังอุตสาหกรรมใหม่ๆ
นายไพบูลย์กล่าวสรุปว่า ประเทศไทยต้องเร่งสร้างตลาดทุนให้มีความเข้มแข็ง เพิ่มสภาพคล่อง สร้างความมั่นใจ เพื่อดึงดูดเงินออมและสภาพคล่องจากต่างประเทศเข้ามาจัดสรรไปยังโครงการที่มีความเสี่ยงสูงหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งฝากถึงบริษัทจดทะเบียนให้เร่งชูจุดแข็งด้าน Supply Chain Resiliency ให้แก่นักลงทุนเห็น เพื่อปรับตัวรับ New World Order และ New Supply Chain Order ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
———————————————————————————————————————————————————–
