Cover Image

‘เควิน วอร์ช’ ประธาน Fed มอง AI คือ ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต’ แต่ระหว่างทางจะขรุขระมาก

ประธาน Fed กล่าวว่าการมาถึงของ AI “น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกในช่วงชีวิตของผม” แต่ในระยะสั้นเทคโนโลยีใหม่นี้กำลังกระทบฝั่งอุปสงค์ ก่อนที่ระยะกลางจะไปถึงฝั่งอุปทานในทางบวก และเป็นเส้นทางการเปลี่ยนแปลงที่ ‘ไม่ราบรื่น’

Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) กล่าวในการสนทนาแบบ Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ

เวทีนี้ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นพิเศษ เพราะเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสุดท้ายก่อน Fed เข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็น (Blackout Period) ในวันที่ 17 ตุลาคม ก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) วันที่ 27-28 ตุลาคม และเกิดขึ้นราวหนึ่งเดือนหลังจากFedขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% เมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่กรกฎาคม 2023

AI คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในชีวิต

Warsh อธิบายว่า สำหรับธนาคารกลางที่มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพราคาและการจ้างงานเต็มที่ AI ต้องถูกมองว่าเป็น “ช็อก” รูปแบบหนึ่ง

“ในระยะกลาง นี่คือ Supply Shock เชิงบวก ผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ แต่ระหว่างทางไปสู่จุดนั้น เรากำลังเห็นอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) เพิ่มขึ้น มันก็เป็นอย่างที่มันเป็น” Warsh กล่าว

Warsh แยกช็อกจาก AI ออกจากช็อกที่มาจากสงครามและความขัดแย้งทางทหาร โดยมองว่า AI จะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ เมื่อมองข้ามช่วงเวลาไปข้างหน้า

ก่อนหน้านั้น Georgieva ตั้งข้อสังเกตว่าแรงกดดันด้านราคากำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งจากวิกฤตพลังงานที่เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลาง และจากกระแสการลงทุนใน AI ที่ร้อนแรง

ระหว่างทางอาจ ‘ขรุขระมาก’ แต่ท้ายที่สุดความมั่งคั่งจะสูงขึ้น

แม้จะมองโลกในแง่ดี Warsh เตือนว่าเส้นทางจากวันนี้ไปสู่เศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น “น่าจะขรุขระมาก” ทั้งในแง่ความเข้าใจต่อตัวเทคโนโลยี และในแง่โครงสร้างตลาดที่ยังไม่ชัดเจน

“ใครจะเป็นคนได้ทำเงิน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เดิมพันว่าตัวเองจะทำเงินได้ แต่โครงสร้างตลาดกลับไม่เปิดทางให้” Warsh ตั้งคำถาม

อย่างไรก็ดี Warsh ย้ำว่าการตัดสินว่าใครถูกหรือผิดไม่ใช่หน้าที่ของธนาคารกลาง “นั่นคือหน้าที่ของตลาดการเงิน” สิ่งที่ Fed ต้องทำคือถามว่าหากเกิดสถานการณ์ต่างๆ ขึ้น จะส่งผลต่อพันธกิจของ Fed อย่างไร รวมถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

ประธาน Fed กล่าวต่อว่า ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ยังไม่มีใครรู้ว่า AI จะส่งผลต่อการจ้างงานอย่างไร แต่หากประเทศที่ใช้ AI อย่างเหมาะสมมีผลิตภาพสูงขึ้นและมั่งคั่งขึ้นได้จริง “นั่นต้องเป็นเรื่องที่ดีมาก”

Warsh เปรียบเทียบว่าเมื่อราว 20 ปีก่อน เวทีลักษณะนี้มักพูดถึงภาวะเศรษฐกิจซบเซาเชิงโครงสร้างระยะยาว (Secular Stagnation) แต่วันนี้สหรัฐฯ กำลังเห็นการเติบโตเชิงโครงสร้างและการลงทุนที่พุ่งขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้

การลงทุนดังกล่าว “ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ” แต่เป็นผลจากนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดีประกอบกับรากฐานระดับจุลภาคที่แข็งแรง และระบุว่าการลงทุนในสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ AI แต่ขยายวงกว้างขึ้น ทำให้เศรษฐกิจมีแรงส่งที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแรงส่งที่ไม่ได้เห็นในทุกประเทศ

เงินเฟ้อคือโจทย์ร่วมของโลก

อีกด้านหนึ่ง Warsh ยอมรับว่าการพูดคุยกับผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศต่างๆ ระหว่างการประชุมครั้งนี้สะท้อนเสียงเดียวกันเรื่องราคาสินค้าที่พุ่งขึ้น และเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของสหรัฐฯ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางแต่ละแห่งตัดสินใจตามพันธกิจของตัวเอง แต่ผลลัพธ์คือ การคุมเข้มนโยบายการเงินไปพร้อมกันในเกือบทุกที่ทั่วโลก “ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครเป็น Free Rider”

Warsh ยังระบุว่านโยบายของ Fed ส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่น แต่นโยบายของประเทศอื่นก็ส่งผลย้อนกลับมายังสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

เฟดยุคใหม่ ไม่ส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า

ในอดีต นักลงทุนคุ้นเคยกับการที่ประธานเฟดส่งสัญญาณล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า Forward Guidance ว่าดอกเบี้ยน่าจะไปทางไหน ตลาดจึงปรับตัวได้ก่อนการประชุมจริง

แต่บนเวทีวันนี้ เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ Warsh ตอบว่า “ที่เฟด เราประกาศชัดเจนว่าจะรักษาเสถียรภาพราคาให้ได้ และเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน เราได้ถอนยาผ่อนคลายออกไปหนึ่งโดส ผมไม่ตัดสินล่วงหน้าเรื่องการประชุม ผมไม่เชื่อในการบอกตอนนี้ว่าจะทำอะไรในการประชุมที่เหลือของปี”

เมื่อ Georgieva แซวว่าคำตอบนี้คงทำให้ผู้ชมครึ่งห้องผิดหวัง Warsh ตอบว่า “นี่คือยุคใหม่ของเฟด และเราไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว”

Warsh อธิบายว่าวิธีคิดอาจต่างไปจากผู้กำหนดนโยบายทั่วไป ซึ่งมักใช้เวลากับข้อมูลในอดีตหรือการพยากรณ์อนาคต

“ในวงการธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการกำหนดนโยบาย เรามักโฟกัสกับข้อมูลที่เราคิดว่าเป็นข้อมูลปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นข้อมูลที่ล่าช้า มันบอกสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เรายังใช้เวลามากกับอนาคต เราอยากรู้แน่ว่าปี 2027 และ 2028 จะเป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครในพวกเราที่พยากรณ์ได้แม่นยำ สิ่งที่ผมพยายามทำคือมองให้กว้างขึ้น ให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้”

Warsh กล่าวต่อว่า “โดยรวมแล้ว ในช่วงราวหนึ่งเดือนนับจากการประชุมเดือนกันยายน โลกก็เป็นไปตามที่เราคาดไว้ เราจะประชุมอีกสองครั้งในปีนี้ และนั่นจะเป็นจังหวะที่ทุกอย่างตกผลึก เราจะมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูว่าเห็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับการผลิต การจ้างงาน และเงินเฟ้อ”

AI จะเปลี่ยนวิธีทำนโยบายการเงินเอง

นอกจากผลต่อเศรษฐกิจ Warsh มองว่า AI จะเปลี่ยนวิธีที่ธนาคารกลางทำงานโดยพื้นฐาน ปัจจุบันธนาคารกลางต้องกลั่นข้อมูลที่มีสัญญาณรบกวนจากสถิติทางการ และกลั่นกรองข้อมูลด้วยโมเดลแบบเก่าเพื่อหาแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริง แต่อีกไม่นาน ธนาคารกลางจะเข้าถึงข้อมูลได้มหาศาลและมีเครื่องมือวิเคราะห์ใหม่ ทำให้มั่นใจได้มากขึ้นว่าข้อมูลที่เห็นเป็นของจริง หรือเป็นข้อมูลล่าช้าที่วัดผลคลาดเคลื่อน

คณะทำงานด้านผลิตภาพและการจ้างงาน (Task Force on Productivity and Jobs) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานอิสระ 5 ชุดที่ตั้งขึ้น จะจัดการรับฟังความเห็นนอกสถานที่ครั้งแรกในวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ San Francisco Bay Area และหวังว่าผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ที่ธนาคารกลางอื่นนำไปปรับใช้ได้

ในวันที่ 148 ของการดำรงตำแหน่ง Warsh ซึ่งเคยเป็นกรรมการ Fed ในช่วงวิกฤตการเงินโลก กล่าวว่าบทเรียนสำคัญคือพลังที่แท้จริงของธนาคารกลาง “ไม่ใช่แท่นพิมพ์เงิน” แต่คือความน่าเชื่อถือของสถาบัน และยอมรับว่าตัวเองยังให้ความสำคัญกับงานด้านอื่นของFed เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินและระบบการชำระเงิน ไม่มากเท่าที่ควร เพราะความสนใจส่วนใหญ่พุ่งไปที่นโยบายการเงิน

ABOUT THE PHOTOGRAPHER

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

Back To Top