โตโยต้าเตือนไทย: นโยบาย EV และผลกระทบต่อแรงงานแสนตำแหน่ง
บทความนี้อาจจะยาวสักนิด แต่สำหรับใครที่ติดตามทิศทางเศรษฐกิจและภาคการผลิต นี่คือความท้าทายระดับโครงสร้างที่ลึกซึ้งและไม่อาจละสายตาได้สัญญาณเตือนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยดังขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวเลขในไตรมาสแรกของปี 2567 สะท้อนภาพความจริงที่น่ากังวล เมื่อยอดขายรถยนต์โดยรวมในประเทศลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์นั่งสันดาปที่ยอดขายทรุดตัวลงถึง 36% สวนทางกับยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใหม่ที่ยังคงเติบโต 31% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือบทพิสูจน์ถึงแรงสั่นสะเทือนของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นจริงและรวดเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ เสียงจากผู้เล่นรายใหญ่อย่างญี่ปุ่นเริ่มแสดงความกังวลอย่างเปิดเผย อากิโอะ โตโยดะ ประธานบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้แสดงทัศนะที่ท้าทายกระแสหลัก โดยมองว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงสุดเพียง 30% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 70% จะยังคงเป็นพื้นที่ของรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์พลังงานทางเลือกอื่นอย่างไฮโดรเจน มุมมองของโตโยดะตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่า ประชากรโลกอีกกว่า 1 พันล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ และยังต้องพึ่งพาน้ำมันในการดำรงชีวิต การผลักดันนโยบายที่มุ่งสู่ EV เพียงอย่างเดียวจึงอาจเป็นการมองข้ามความเป็นจริงนี้ ดังที่เขากล่าวไว้ว่า “ถ้ากฎเกณฑ์ออกแบบมาตามแนวคิดอุดมคติ ผู้บริโภคทั่วไปนี่ละที่จะเดือดร้อน”

ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล เพราะเบื้องหลังตัวเลขยอดขายคือชะตากรรมของแรงงานจำนวนมหาศาล ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องของไทย เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่หล่อเลี้ยงแรงงานรวมทั้งระบบเกือบ 1 ล้านคน การขยับตัวเพียงเล็กน้อยจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาล มีการคาดการณ์ว่าแรงงานกว่า 110,000 คน หรือคิดเป็น 16.3% ของแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ (เฉพาะกลุ่มการผลิตหลัก) กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น ความเสี่ยงนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือผลกระทบจากปริมาณการผลิตรถยนต์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบแรงงานถึง 103,500 คน และอีก 8,700 คนมาจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปโดยตรงที่ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ปรากฏการณ์นี้ถูกเร่งให้รุนแรงขึ้นจากปัจจัยเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการเข้ามาของรถ EV จากประเทศจีนที่ได้รับประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ซึ่งทำให้ภาษีนำเข้าเป็น 0% สร้างความได้เปรียบด้านราคาอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อซัพพลายเชนชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยที่ผูกพันกับค่ายรถญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน นี่คือภาพความเป็นจริงที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของประเทศไทย
สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยขณะนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีสันดาปกับไฟฟ้า หรือการต่อสู้ระหว่างค่ายรถญี่ปุ่นกับจีน แต่เป็นการปะทะกันของ “โมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรม” สองรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางสมรภูมินี้โดยมี “ทุนมนุษย์” เป็นเดิมพันสูงสุด

โมเดลแรกคือ “ระบบนิเวศที่หยั่งรากลึก” ของญี่ปุ่น ที่ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนที่สลับซับซ้อนและแข็งแกร่งในประเทศไทย โมเดลนี้เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างค่อยเป็นค่อยไป การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ และการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์คือการจ้างงานที่มีเสถียรภาพหลายแสนตำแหน่ง และการสร้างฐานความรู้ด้านวิศวกรรมการผลิตที่ประเมินค่าไม่ได้ ทุนมนุษย์ของไทยเติบโตและถูกหล่อหลอมขึ้นมาพร้อมกับระบบนิเวศนี้ ทักษะด้านการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีความแม่นยำสูง การควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการสายการผลิต คือหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย
โมเดลที่สองคือ “การดิสรัปชันที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย” ของจีน ที่ใช้ความได้เปรียบจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ผนวกกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อเจาะตลาดโลกอย่างรวดเร็ว โมเดลนี้ไม่ได้มุ่งสร้างซัพพลายเชนที่ซับซ้อนในต่างประเทศในระยะแรก แต่มุ่งเน้นการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปที่ได้เปรียบด้านราคา ซึ่งถูกเร่งปฏิกิริยาด้วยข้อตกลงทางการค้าอย่าง FTA อาเซียน-จีน การเข้ามาของโมเดลนี้เป็นการ “ข้ามขั้นตอน” ของการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม และกำลังทำให้ระบบนิเวศเดิมที่ญี่ปุ่นสร้างไว้สั่นคลอน

วิเคราะห์ให้ลึกลงไป ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือ “ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความเร็วของนโยบายกับความเร็วในการปรับตัวของทุนมนุษย์” นโยบายส่งเสริม EV ของภาครัฐ แม้จะมีเจตนาที่ดีในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและตอบรับเทรนด์โลก แต่กลับกลายเป็นตัวเร่งให้ทักษะของแรงงานกลุ่มใหญ่ในประเทศเข้าสู่ภาวะ “ล้าสมัย” เร็วกว่าที่ควรจะเป็น โดยที่ยังไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transition Plan) ที่ชัดเจนและมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับแรงงานหลักแสนคนที่กำลังจะได้รับผลกระทบ
คำเตือนของอากิโอะ โตโยดะ เรื่องแนวทางหลากหลาย (multi-pathway) จึงไม่ใช่แค่การปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง แต่ยังสะท้อนถึงความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบนิเวศทั้งหมดที่พวกเขาลงทุนสร้างมา การที่ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าต้องเข้าพบนายกรัฐมนตรีไทยเพื่อเรียกร้องให้สนับสนุนรถกระบะและรถยนต์ไฮบริด คือสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้สร้างแรงกดดันมหาศาล จนผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดต้องออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง นี่คือจุดเปลี่ยนที่ประเทศไทยต้องเลือกว่าจะจัดการกับการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไร: จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่อาจนำไปสู่การว่างงานเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ หรือจะเข้ามาบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมียุทธศาสตร์
การเผชิญหน้ากับความท้าทายระดับโครงสร้างนี้จำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่มองไกลกว่าแค่การให้เงินอุดหนุนหรือการปรับลดภาษี แต่ต้องมุ่งเป้าไปที่การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของ “ทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ นี่คือ 3 ยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน
1. เปลี่ยนจากการ “ฝึกอบรมใหม่” สู่การสร้าง “สะพานเชื่อมทักษะ” (Skill Bridging):
แทนที่จะมองว่าแรงงานในอุตสาหกรรมสันดาปต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด (Reskilling) เราต้องเปลี่ยนมุมมองเป็นการสร้าง “สะพาน” เพื่อเชื่อมโยงทักษะเดิมที่มีมูลค่าสูงไปสู่ความต้องการใหม่ในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า
แนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเป็นไปไม่ได้ หากมองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยเคยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านแรงงานมาแล้วผ่านการเจรจากับกลุ่มทุนญี่ปุ่น เพื่อขอความร่วมมือในการชะลอการเลิกจ้าง พร้อมกันนั้น ภาครัฐได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการส่งเสริมให้บุคลากรใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการ Up-skill และ Re-skill ยกระดับความรู้เพื่อก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0)

ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ครั้งนี้ก็เช่นกัน รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม ควรจัดทำ “แผนที่ทักษะแห่งชาติสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์” (National Automotive Skill Map) เพื่อระบุว่าทักษะเดิม เช่น ความแม่นยำในการขึ้นรูปโลหะ (Precision Metalworking) หรือการจัดการระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control Systems) สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับส่วนใดของการผลิต EV ได้บ้าง เช่น การผลิตโครงสร้างแบตเตอรี่ หรือระบบหล่อเย็นมอเตอร์ไฟฟ้า จากนั้นจึงออกแบบหลักสูตรระยะสั้นเพื่อ “ต่อยอด” ทักษะที่ขาดหายไป นี่คือแนวทางที่รักษาคุณค่าของประสบการณ์เดิมและลดระยะเวลาในการปรับตัวของแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ดำเนินนโยบายยานยนต์แบบ “พอร์ตโฟลิโอสมดุล” (Balanced Portfolio Policy):
การทุ่มเททรัพยากรและสิทธิประโยชน์ไปที่รถยนต์ไฟฟ้า 100% เพียงอย่างเดียว อาจเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงเกินไปสำหรับประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมสันดาปที่แข็งแกร่ง รัฐบาลควรปรับนโยบายไปสู่แนวทางแบบพอร์ตโฟลิโอที่สมดุล โดยยังคงมาตรการสนับสนุน EV ไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดสรรสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการผลิตรถยนต์ “ไฮบริด” ที่มีเทคโนโลยีสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพราะยังคงใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเชนเดิมอยู่เป็นจำนวนมาก การทำเช่นนี้จะช่วย “ซื้อเวลา” ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนและแรงงานได้มีโอกาสปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นถึงกลาง

3. จัดตั้ง “คณะทำงานร่วมว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านทุนมนุษย์ยานยนต์”:
ความท้าทายนี้ซับซ้อนเกินกว่าที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไขได้ จำเป็นต้องมีกลไกความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม รัฐบาลควรเป็นแกนนำในการจัดตั้ง “คณะทำงานร่วมฯ” ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ (BOI, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงแรงงาน), ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่เป็นผู้จ้างงานรายใหญ่, ค่ายรถยนต์ EV จากจีนที่เป็นผู้เล่นรายใหม่, สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และสถาบันการศึกษาทั้งระดับอาชีวะและอุดมศึกษา ภารกิจหลักของคณะทำงานนี้คือการพยากรณ์ความต้องการแรงงานในอีก 5-10 ปีข้างหน้า, ร่วมกันออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์, และสร้างโครงการนำร่องในการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างโรงงานสันดาปเดิมไปยังโรงงานในระบบนิเวศใหม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและเป็นระบบ ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย จะไม่ได้วัดกันที่จำนวนรถ EV บนท้องถนน แต่จะถูกตัดสินจากความสามารถของเราในการรักษาและยกระดับคุณค่าของคนทำงานในระบบนิเวศทั้งหมด วิกฤตครั้งนี้คือบททดสอบว่าเรามอง “คน” เป็นเพียงปัจจัยการผลิตที่ใช้แล้วทิ้งเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน หรือมองเป็น “ทุนมนุษย์” ที่ต้องลงทุนดูแลเพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้ประเทศ โจทย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างญี่ปุ่นกับจีน หรือสันดาปกับไฟฟ้า แต่คือการสร้างระบบที่สามารถดูดซับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถให้คนของเราเติบโตไปพร้อมกันได้

Post Views: 28