ภารกิจ ETDA คุมแพลตฟอร์ม คลอดคู่มือกำกับค่าฟี-ยกระดับกฎหมาย DPS
ทุกประเด็นร้อนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ และการเรียกร้องเรื่องค่ารอบไม่เป็นธรรมของเหล่าไรเดอร์ ยังอยู่ระหว่างการหาทางออกผ่านกลไกการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แม้การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลจะยากและซับซ้อน เพราะสัมพันธ์กับหลายหน่วยงาน แต่ที่ผ่านมา “ETDA” หรือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พยายามใช้กลไก พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 (กฎหมาย DPS) ในการออกประกาศฉบับต่าง ๆ เพื่อจัดระเบียบปัญหาที่สะสมมานาน
เปิดสถิติร้องเรียน “แพลตฟอร์ม”
“ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า ETDA ในฐานะ Co-Creation Regulator ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมการกำกับดูแลผ่านการดำเนินงานหลัก ๆ ตั้งแต่การนำแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบและตรวจสอบข้อมูลการประกอบธุรกิจฯ แล้ว 2,133 บริการ (ณ เดือน ส.ค. 2569) ทำให้ภาครัฐทราบว่าใครเป็นผู้ให้บริการ ประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถติดตามตรวจสอบได้ พร้อมกำหนดหน้าที่และแนวปฏิบัติตามระดับความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม
ผ่านการออกประกาศใหม่ที่พร้อมใช้งาน ทั้งด้านค่าธรรมเนียม บริการเรียกรถ (Ride Sharing) การป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีบนสื่อสังคมออนไลน์ และการจำหน่ายสินค้าที่ต้องมีมาตรฐาน และยกระดับศูนย์ 1212 ETDA จากช่องทางรับเรื่องร้องเรียนให้เป็น “เรดาร์ของระบบ” ที่วิเคราะห์ปัญหาและเชื่อมเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงเพื่อให้เกิดกลไกการร่วมกำกับ
“ตั้งแต่ ม.ค.-ส.ค. 2569 มีเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ 1212 ETDA ทั้งหมด 23,525 เรื่อง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% โดย 5 ปัญหาร้องเรียนสูงสุด ได้แก่ 1.เว็บไซต์ผิดกฎหมาย 8,309 เรื่อง 2.ซื้อขายของออนไลน์ 7,548 เรื่อง 3.ปัญหาอื่น ๆ 2,286 เรื่อง 4.การประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม 2,073 เรื่อง และ 5.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 1,677 เรื่อง”
หากเจาะไปที่ปัญหาเกี่ยวกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยเฉพาะ จะพบว่าตั้งแต่ปี 2566-2569 มี 10,514 เรื่อง (เฉพาะ ม.ค.-ส.ค. 2569 มี 4,034 เรื่อง) ดำเนินการไปแล้ว 10,488 เรื่อง โดยกลุ่มผู้ร้องเรียนมากกว่า 72% อยู่ในวัยทำงาน (Gen X และ Gen Y) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ใช้บริการออนไลน์มาก และมีความมั่นใจสูง
ขณะที่ปัญหาร้องเรียนที่ต้องจับตาต่อในปี 2569 มี 3 เรื่อง คือ 1.สินค้าเกษตรไม่ตรงปก ใช้ภาพสินค้าที่ดูสดใหม่ แต่สินค้าที่ได้รับกลับมีคุณภาพต่ำ เน่าเสีย บริโภคไม่ได้ 2.แอปเงินกู้นอกระบบ โอนเงินเข้าบัญชีทั้งที่ไม่ได้ขอกู้ เรียกดอกเบี้ยสูง พร้อมข่มขู่หรือคุกคามด้วยข้อมูลส่วนบุคคล และ 3.เว็บไซต์พนันออนไลน์ หลอกให้โอนเงินเพื่อเล่นพนัน แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้

คลอดคู่มือกำกับ “ค่าฟี”
ภายใต้ความท้าทายที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ETDA จะเร่งดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าของเรื่องผ่าน 3 กลไก คือ 1.มุ่งบังคับใช้กติกาที่มีอยู่ให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามประกาศด้าน e-Marketplace และยกระดับมาตรฐานบริการ Ride Sharing
2.การป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางผ่านการติดตามการบังคับใช้มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ฉบับที่ 2 (มีผล 1 พ.ย. 2569) ควบคู่กับ Content Moderation เพื่อป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และลดปัญหาเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
และ 3.การดำเนินงานต่อเนื่องด้านค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่า GP เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอหรือมาตรการเพิ่มเติม รวมถึงจัดทำคู่มือเพื่อกำกับการให้บริการ Application Marketplace คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือน ต.ค. 2569 โดยคู่มือฉบับดังกล่าวจะระบุถึงอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบเบ็ดเสร็จ (Total Take Rate) เพื่อให้ผู้ขายทราบถึงโครงสร้างค่าธรรมเนียม และจำนวนเงินที่ต้องจ่ายชัดเจน เช่น ส่วนที่บังคับอย่าง GP เพย์เมนต์ และค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงในกรณีที่สมัครใจเข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างดับเบิลเดตและส่งฟรีต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไร
“ที่ผ่านมาข้อมูลเรื่องค่าธรรมเนียมอยู่แบบกระจัดกระจาย ผู้ขายเห็นต้นทุนทั้งก้อนได้ยาก ส่งผลต่อการคำนวณต้นทุนทั้งหมด และการกำหนดราคาสินค้าที่เหมาะสม คู่มือฉบับนี้จะเป็นไกด์ไลน์ในการเจรจากับแพลตฟอร์ม หากยังไม่มีการปฏิบัติตามอาจพิจารณาออกประกาศ แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น และใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ ๆ”

ศึกษาราคากลาง “ค่ารอบ”
สำหรับความคืบหน้าในการศึกษาเรื่องราคากลางค่ารอบของไรเดอร์ “ชัยชนะ” บอกว่า จากการหารือระหว่างกลุ่มไรเดอร์และแพลตฟอร์มลาล่ามูฟ (Lalamove) เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงดีอีได้มอบหมายให้ ETDA ศึกษาแนวทางกำหนดราคากลางขั้นต่ำสำหรับค่ารอบไรเดอร์ในช่วง 15 วัน (ครบกำหนด 11 ก.ย. 2569)
โดย ETDA มีผลการศึกษาเบื้องต้นแล้ว แต่เป็นในกรณีของการ “ส่งของ” (Express) เท่านั้น คำนวณจากระยะทาง เวลา รวมถึงประเมินจากค่าแรงขั้นต่ำ และต้นทุนจริงที่ไรเดอร์ต้องจ่ายเอง เช่น ค่าน้ำมัน, ค่าเสื่อมสภาพของรถ, ค่าบำรุงรักษา, ค่าอุปกรณ์ และค่าประกันภัย พร้อมทั้งนำข้อมูลที่ได้ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อปรับปรุงสูตรคำนวณตามความเหมาะสมแล้ว
“จากนั้นจะนำผลการศึกษาเสนอให้ทางกระทรวงดีอี ซึ่งท่านรัฐมนตรี (ไชยชนก ชิดชอบ) อาจเชิญทั้งฝั่งแพลตฟอร์มและไรเดอร์มาร่วมประชุมหารือเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันอีกครั้ง และดูต่อว่าจะใช้กลไกใดในการกำกับดูแล เพราะยังไม่มีกลไกกฎหมายในการกำหนดและบังคับใช้อัตราค่ารอบไรเดอร์โดยตรง”
ซึ่งกลไกในการตั้งราคาของแพลตฟอร์มจะมองที่ผู้ใช้บริการเป็นหลัก และไปกดดันรายได้ของฝั่งไรเดอร์ ไม่ได้มองจากต้นทุนที่คนขับต้องแบกรับ ถ้ามีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำค่ารอบขึ้นมา แพลตฟอร์มก็ต้องไปคำนวณหลังบ้านเพื่อบาลานซ์กับค่าบริการที่เก็บจากผู้บริโภคอีกครั้ง
“ชัยชนะ” ย้ำว่า ประเด็นเรื่องราคากลาง “ค่ารอบ” เป็นโจทย์ที่ต้องค่อย ๆ แก้ไปทีละอย่าง ปัจจุบันขอโฟกัสที่การ “ส่งของ” ก่อน ส่วนการ “ส่งข้าว” (Delivery) มีความซับซ้อนในเชิงการบริการมากกว่า และก่อนหน้านี้เคยมีคณะทำงานศึกษาไปแล้วจนได้โมเดลการคิดค่ารอบออกมาเป็นอัตราค่าบริการของวินมอเตอร์ไซค์บวกเพิ่มอีก 10 บาท

“ชัยชนะ” ยอมรับว่า อำนาจตามกฎหมาย DPS เปรียบได้กับ “มีดที่ยังไม่คม” เนื่องจากมีบทลงโทษน้อย อีกทั้งในทางปฏิบัติยังบังคับใช้ได้ยาก จึงมีความพยายามในการยกระดับกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นร่าง “พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล” ซึ่งยังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงเนื้อหา
ปัจจุบันกฎหมาย DPS มีเนื้อหาใน 2 ส่วนหลัก คือ Content Moderation ดูแลเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และ Market Regulation ดูแลประเด็นการแข่งขันทางการค้า แต่เนื่องจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังดำเนินการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ETDA จะตัดส่วนของ Market Regulation เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน
ในฝั่งบทลงโทษ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับ Hearing มีการกำหนดโทษคล้ายของ EU คือปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมทั่วโลก ซึ่งได้รับการทักท้วงจากฝั่งแพลตฟอร์มอย่างหนัก กระทรวงดีอีจึงมอบหมายให้ ETDA กลับมาศึกษาใหม่ โดยอ้างอิงจากโมเดลของประเทศในเอเชียแทน เช่น เวียดนาม และจีน เพราะมองว่าใกล้เคียงกับบริบทของไทยมากกว่า
ผู้อำนวยการ ETDA ทิ้งท้ายด้วยว่า ETDA เป็น “องค์การมหาชน” ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริม อำนวยความสะดวก และผลักดัน ไม่ใช่องค์กรที่มีอำนาจในการกำกับดูแลโดยตรง แต่ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ฉบับเดิมมีการออกแบบ “กลไกเผื่อ” เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเอาไว้ ในการออกร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จึงมีแนวคิดว่าควรยกเลิกอำนาจการกำกับดูแลของ ETDA ภายใต้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ และโอนย้ายอำนาจนี้ไปที่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ซึ่งอาจให้หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานภายใต้กระทรวงดีอี เป็นผู้ดูแลแทน
โดยให้ ETDA ทำหน้าที่ในฐานะผู้ทำการศึกษา และยกร่างเพื่อเสนอต่อกระทรวงเท่านั้น