Cover Image

บันทึกความพยายามแรกในการทดสอบ จรวดเอกชนครั้งแรกในไทยของ Equatorial Space

เวลาประมาณตีสี่ของวันที่ 11 สิงหาคม 2026 รถของทีมงานสเปซทีเอช แล่นเข้าไปใน Range ฝึกยิงปืนใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี Downrange เบื้องหน้าเป็นแนวป่า ส่วนบริเวณด้านหลังเต็มไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์ รถบรรทุก อุปกรณ์ภาคพื้น และจรวดลำหนึ่งที่หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ก่อนหมดวันนี้มันควรจะถูกตั้งขึ้นในแนวดิ่ง จุดเครื่องยนต์ และบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือประเทศไทย จรวดลำนั้นคือ Mid-Altitude Demonstrator หรือ MAD ของบริษัท Equatorial Space Thailand มีความยาว 3.96 เมตร น้ำหนักขณะยังไม่เติม Propellant 32.3 กิโลกรัม ใช้เครื่องยนต์ H150 แบบ Hybrid โดยมี Nitrous Oxide เป็น Oxidizer และไม่มีระบบ Guidance สำหรับควบคุมทิศทางระหว่างบิน ตัวระบบถูกออกแบบสำหรับเที่ยวบินทดสอบได้สูงถึงประมาณ 16 กิโลเมตร เพื่อพิสูจน์เทคโนโลยีสำหรับจรวดรุ่นต่อไปของบริษัท โดยการทดสอบครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ Equatorial Space System ซึ่งจดทะเบียนในสิงคโปร์ ได้เข้ามาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Equatorial Space Thailand และได้รับการสนับสนุนจาก GISTDA และ DTI หรือสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ในการช่วยหาพื้นที่และดูแลข้อกำหนดต่าง ๆ สำหรับการทดสอบ

บรรยากาศในสถานที่ทดสอบในจังหวัดลพบุรี ช่วงเช้าของวันที่สอบ ที่มา – Jirasin Aswakool/Spaceth

แต่สำหรับการทดสอบในประเทศไทย เป้าหมายถูกจำกัดไว้ที่ระดับความสูงประมาณ 4 กิโลเมตร ตามข้อมูลที่ทีมสเปซทีเอชได้รับจากผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ การจำกัดเพดานบินช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การประสานงานด้านน่านฟ้าและพื้นที่ทดสอบทำได้ง่ายขึ้น สิ่งที่กำลังถูกทดสอบในวันนั้นจึงไม่ได้มีเพียงตัวจรวด เครื่องยนต์ หรือ Avionics แต่รวมไปถึงความสามารถของประเทศไทยในการรองรับกิจกรรมจรวดของภาคเอกชน ตั้งแต่การจัดหาพื้นที่ การกำหนด Safety Zone การประสานงานกับกองทัพ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศหรือ DTI, GISTDA ไปจนถึงการบริหารน่านฟ้าและ Launch Window

พื้นที่ทดสอบแห่งนี้ เป็นพื้นที่ของกองทัพบก สำหรับการทดสอบยิงปืนใหญ่ ในจังหวัดลพบุรี ซึ่งมาจากการประสานระหว่าง GISTDA กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ที่มา – Jirasin Aswakool/Spaceth

หาก MAD บินขึ้นได้ Equatorial นี่จะเป็น Commercial Prototype Launch ครั้งแรกในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่เคยสร้าง ทดสอบ หรือปล่อยจรวดมาก่อน เพราะ Rocketry ในประเทศไทยมีอยู่หลายสาย ทั้งจรวดทางทหาร งานวิจัย จรวดเพื่อการศึกษา จรวดสมัครเล่น และหากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ก็ยังมีวัฒนธรรมการทำบั้งไฟที่อยู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน สิ่งที่ต่างออกไปในวันที่ 11 สิงหาคม คือการนำกิจกรรมจรวดเข้าสู่บริบทของ Commercial Rocket Company ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีจรวดเชิงพาณิชย์จากประเทศไทย

สามารถทำความเข้าใจการทำงานของจรวดแบบ Hybrid ได้ในบทความ รู้จักกับจรวด Hybrid ระบบขับดันลูกครึ่งกับอนาคตใหม่ของวงการ Spaceflight

ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการปล่อย ในระหว่างที่มีการเคลียร์พื้นที่ก่อนความพยายามในการปล่อยครั้งแรก ที่ภายหลังถูกเลื่อนออกมาเนื่องจากอุณหภูมิของ Oxidiser  ที่มา – Jirasin Aswakool/Spaceth

เราเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ในฐานะแขกของ Equatorial Space และสนับสนุนอุปกรณ์บันทึกภาพ GoPro สำหรับติดตั้งภายในตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึง Remote Camera ซึ่งติดตั้งห่างจากระบบปล่อยประมาณ 4 เมตร การเข้าถึงพื้นที่ใกล้ระบบปล่อยมากกว่าสื่อหรือ Observer ทั่วไปเกิดจากบทบาทดังกล่าว ไม่ใช่สิทธิพิเศษในฐานะสื่อ

จาก Launch Window ตอนเช้า สู่การแก้ปัญหาไปทีละเรื่อง

กำหนดการเดิมของวันนั้นควรเริ่มเร็วกว่าที่เกิดขึ้นจริง ทีมงาน Equatorial เดินทางเข้าพื้นที่ตั้งแต่วันก่อนหน้าเพื่อเตรียม Dry Run แต่ฝนที่ตกหนักทำให้งานหลายส่วนสะสมและเลื่อนต่อกันมา แม้เช้าวันที่ 11 สิงหาคมจะมีอากาศร้อนอบอ้าวและมีฝนตกเป็นช่วง ๆ แต่สภาพอากาศก็ไม่ได้กลายเป็นข้อกังวลหรือ Constraint หลักของภารกิจ

ที่มา – Nithiwat Siwattanasin/Spaceth

ปัจจัยที่ทำให้กำหนดการเลื่อนออกไปกลับเป็นปัญหาทางเทคนิคทีละเรื่อง Launch Window เดิมถูกวางไว้ระหว่าง 08:00-12:00 และประมาณ 10:00 ทีมเริ่มเคลียร์พื้นที่สำหรับความพยายามปล่อยครั้งแรกหรือ First Attempt โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น Safety Zone สี่ระดับ พื้นที่ใกล้ตัวจรวดที่สุดเหลือเฉพาะทีม Equatorial และ DTI ซึ่งเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการปล่อยจะถอยเข้าไปภายในตู้คอนเทนเนอร์ ส่วน Press Zone อยู่ห่างออกมาประมาณ 400 เมตร และกลุ่ม Observer อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร

ที่มา – Nithiwat Siwattanasin/Spaceth

แต่ก่อนถึงขั้นตอนการปล่อย ทีมพบว่าอุณหภูมิของ Nitrous Oxide สูงกว่าช่วงที่ต้องการ จึงต้องชะลอกระบวนการเติมและพยายามลดอุณหภูมิลง กำหนดการถูกเลื่อนจากสิบโมงไปเรื่อย ๆ จนเกือบเที่ยง ก่อนทีมตัดสินใจพักกระบวนการเป็นระยะเวลานานเพื่อ Chill ระบบ และตั้งเป้ากลับมาลองใหม่ช่วงประมาณบ่ายสองโมง หนึ่งในวิธีที่ถูกนำมาใช้คือการสั่งน้ำแข็งเข้ามาเป็นถัง ๆ โดยปกติ Rocket Engineering ในตำรามักเต็มไปด้วย Pressure Diagram, Thermodynamics และสมการ แต่ Supply Chain ของภารกิจในลพบุรีกลับมีลุงขี่รถซาเล้งส่งน้ำแข็งจากร้านในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วย

ทีมงานกำลังจำตัวจรวดเข้าติดตั้งกับ Tower สำหรับการปล่อย ซึ่งตั้งอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ที่มา – Nithiwat Siwattanasin/Spaceth

ระหว่างที่ผู้เขียนขับรถออกไปซื้อกาแฟ เราสวนทางกับรถส่งน้ำแข็งคันดังกล่าวจนเกิดความคิดขำ ๆ ว่า หากเกิดอุบัติเหตุจนน้ำแข็งเหล่านี้ไปไม่ถึงฐานปล่อย เราอาจกลายเป็นคนสร้าง Constraint ใหม่ให้กับการปล่อยจรวด โดยไม่ตั้งใจก็ได้ ภาพนี้แทบตรงข้ามกับ Spaceport ขนาดใหญ่ที่เราคุ้นเคยกับ Tanker และ Ground Support Equipment ขนาดมหึมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันสะท้อนธรรมชาติของ Hardware Operation ที่ต้องแก้ปัญหาจากสิ่งที่มีและหาได้จริงในพื้นที่ Simon Gwozdz ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Equatorial เล่าให้เราฟังว่า นี่เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่บริษัทมองเห็นในประเทศไทย หลายครั้งทีมสามารถหา Hardware และ Supply ได้รวดเร็ว แม้สิ่งนั้นจะไม่ได้มาจาก Aerospace Supplier โดยตรง ตัวอย่างหนึ่งคือ CO2 ที่ทีมต้องการระหว่างการเตรียมงาน ซึ่งสุดท้ายสามารถหาได้จากร้าน BB Gun และส่งเข้ามาได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แนะนำให้อ่านบทความ รู้จัก Amateur Rocketry จรวดอวกาศภาคประชาชน จะเข้าใจลักษณะการทำงานของการสร้างจรวดแบบ Amature Rocket มากขึ้น

ทำไมบริษัทจรวดจากสิงคโปร์จึงเลือกประเทศไทย

สเปซทีเอชรู้จักการมีอยู่ของ Equatorial มาตั้งแต่ช่วงปี 2020 จากสมาชิกในทีมที่เคยร่วมงานกับบริษัท ก่อนที่ผู้เขียนจะได้พบ Simon โดยตรงในช่วงปลายปี 2025 ในการพูดคุยครั้งนั้น Simon อธิบายว่า ประเทศไทยน่าสนใจสำหรับ Hardware Company เพราะมี Manufacturing Supply Chain ที่สามารถหาและผลิตของได้หลายประเภท ขณะที่ Regulation แม้ยังมีความซับซ้อน แต่ในมุมของบริษัทก็ยังมีความเป็นไปได้ในการประสานงานเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นในภูมิภาค

Simon Gwozdz ผู้เป็น CEO ของ Equatorial Space Systems และจรวด Mid Altitude Demonstrator ด้านขวาของภาพ ที่มา – Nithiwat Siwattanasin/Spaceth

Equatorial ไม่ได้เริ่มต้นจากประเทศไทย บริษัทก่อตั้งขึ้นในสิงคโปร์และเคยประสบความสำเร็จในการบิน Low-Altitude Demonstrator ในประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2020 ก่อนพัฒนาต่อมายัง Mid-Altitude Demonstrator และระบบจรวดที่ใหญ่ขึ้น ตลอดหลายปีต่อมา บริษัทค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรมในประเทศไทย ก่อนตั้ง Equatorial Space Thailand และนำ MAD เข้ามาเตรียมทดสอบที่ลพบุรี ขณะที่แผนระยะยาวของบริษัทยังรวมถึงระบบสำหรับภารกิจ Sub-Orbital และจรวดที่ตั้งเป้านำส่ง Payload ขึ้น Low Earth Orbit

หลังจากปัญหาอุณหภูมิของ Oxidizer สามารถจัดการได้ ทีมยังพบปัญหา Communication ระหว่าง Mission Control กับตู้ระบบปล่อย วิธีแก้ครั้งนี้ตรงไปตรงมากว่าปัญหาก่อนหน้า คือเดินสายสื่อสารใหม่แล้วเดินหน้าต่อ แต่ระหว่างที่ Launch Window ถูกเลื่อนออกไป อีกภาพหนึ่งที่เกิดขึ้นข้างตู้คอนเทนเนอร์อาจมีความสำคัญต่อวงการจรวดไทยในระยะยาวไม่แพ้ตัว Flight Test นั่นคือการที่นิสิตกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาอยู่กลาง Operation จริง

CUHAR และคนทำจรวดที่มีอยู่ก่อนวันนี้แล้ว

ในกลุ่ม Observer วันนั้นมีสมาชิกจาก Chulalongkorn University High Altitude Research Club หรือ CUHAR ชมรมของนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2021 และพัฒนา High-Power Rocket ในตระกูล CURSR ต่อเนื่องมาหลายรุ่น ทีมเดินทางไปแข่งขัน International Rocket Engineering Competition หรือ IREC ที่สหรัฐอเมริกา และคว้าอันดับ 3 ในประเภท 30K Commercial Off-The-Shelf หรือ COTS ทั้งในปี 2025 และ 2026 นอกจากนี้ยังมีเยาวชนจาก UNISEC Thailand และนักเรียนนักศึกษาจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมชมด้วย

ผู้ร่วมสังเกตการณ์การทดสอบจากหลายกหลายหน่วยงาน ที่มา – Nithiwat Siwattanasin/Spaceth

ช่วงหนึ่ง Jamie Anderson หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ Equatorial มีเวลาว่างอยู่ประมาณห้านาที เขาพาสมาชิก CUHAR เข้าไปภายในตู้คอนเทนเนอร์และอธิบายระบบต่าง ๆ ของจรวด นิสิตถามถึง Hardware และเหตุผลเบื้องหลังการออกแบบ ก่อนที่เวลาสั้น ๆ นั้นจะหมดลงและทุกคนกลับไปทำงานของตัวเอง แต่ CUHAR ไม่ได้มาเพียงเพื่อดู พวกเขาช่วยตั้งแต่ยกอุปกรณ์ กางและแบกผ้าใบคลุม Container เพื่อลดอุณหภูมิ ขนของ ไปจนถึงช่วยจัดการกับตัวจรวดเหมือนกับคนอื่นในพื้นที่

ถ้าจะบันทึกประวัติศาสตร์ของ Rocketry ในประเทศไทย ภาพของนักศึกษากลุ่มนี้ควรถูกบันทึกเอาไว้ด้วย เพราะวงการไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนมีบริษัทจดทะเบียนหรือเมื่อรัฐประกาศนโยบาย ก่อนหน้านั้นหลายปี เด็กกลุ่มหนึ่งสร้างจรวดของตัวเอง หา Sponsor ทำ Simulation ทดสอบ Hardware เท่าที่ข้อจำกัดอนุญาต แล้วขนจรวดข้ามโลกไปยัง Range ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาปล่อยมันจริง ๆ ความสำคัญของวันที่ 11 สิงหาคมสำหรับ CUHAR จึงอาจไม่ใช่การได้ “ดูจรวดบริษัทต่างชาติ” แต่เป็นการที่คนสร้างจรวดรุ่นใหม่ของไทยได้เข้ามาอยู่ใน Operation เดียวกับ Engineer มืออาชีพในประเทศของตัวเอง

จากบั้งไฟ จรวดของ DTI จนถึงจรวดของนักศึกษา

และหากเราย้อนประวัติศาสตร์ให้ไกลกว่าห้อง Lab ของมหาวิทยาลัย ประเทศไทยก็ไม่ได้เพิ่งรู้จักหลักการของ Rocketry ในศตวรรษที่ 21 ในภาคอีสาน ประเพณีบุญบั้งไฟถูกสืบทอดมาเป็นเวลานานในฐานะหนึ่งในฮีตสิบสอง ผูกอยู่กับฤดูกาลเพาะปลูกและความเชื่อเรื่องการขอฝนจากพญาแถน หากถอดบริบททางพิธีกรรมออกแล้วพิจารณาเฉพาะฟิสิกส์ บั้งไฟก็คืออุปกรณ์ที่สร้างแรงขับจากการปล่อยแก๊สร้อนออกไปทางหนึ่ง เพื่อผลักตัวมันเองไปอีกทาง หรือในความหมายทางฟิสิกส์ก็คือ Rocket รูปแบบหนึ่ง

แน่นอน เราไม่ควรลากเส้นประวัติศาสตร์จนบอกว่า Equatorial, CUHAR หรือจรวดอวกาศไทยในอนาคต “สืบทอดเทคโนโลยีมาจากบั้งไฟ” เพราะแต่ละสายมีองค์ความรู้ วัตถุประสงค์ มาตรฐานความปลอดภัย และ Engineering Lineage ของตัวเอง แต่ก็ไม่ควรลืมว่า สังคมไทยมีวัฒนธรรมของการสร้างวัตถุที่ขับดันตัวเองขึ้นฟ้ามานานแล้ว ช่างบั้งไฟเรียนรู้จากวัสดุ ประสบการณ์ ความล้มเหลว และการปรับปรุงของจริงปีต่อปี ในความหมายกว้าง คนเหล่านี้ก็เป็นคนทำจรวดในบริบทของยุคสมัยตัวเองเช่นกัน

อีกสายหนึ่งคือจรวดทางทหารและงานวิจัยของ DTI ซึ่งมีโครงการพัฒนาจรวด DTI-1/1G และ DTI-2 รวมถึงการทดสอบระบบจรวดหลายประเภทภายในประเทศไทย งานเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง จึงไม่ควรถูกนำไปปนกับ Commercial Spaceflight โดยตรง แต่สร้างบุคลากรและประสบการณ์ด้าน Rocket Motor, Range Safety, Ground Operation และการทดสอบ Hardware จริง ขณะเดียวกัน DTI และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติหรือ NSM ยังจัด Thailand CanSat–Rocket Competition สำหรับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง และในปี 2026 การแข่งขันเดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว ก่อนประเทศไทยจะมี Commercial Rocket Company เข้ามาตั้งฐาน เราจึงมีทั้งช่างบั้งไฟ วิศวกรด้านจรวด และเด็กมัธยมกับนักศึกษาที่เคยยืนอยู่หน้า Rocket Hardware ที่ตัวเองสร้างมาก่อนแล้ว

วันที่ 11 สิงหาคม 2026 นั้นไม่ได้เป็น “วันที่วงการจรวดไทยเริ่มต้น” เพราะการเรียกเช่นนั้นจะลบคนจำนวนมากที่ทำงานมาก่อนหน้าออกจากประวัติศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นน่าจะอธิบายได้แม่นยำกว่าว่า เป็นวันที่หลายสายธารของ Rocketry ในประเทศไทยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีประสบการณ์จากฝั่งทหาร มีหน่วยงานอวกาศพลเรือน มีบริษัทเอกชน มีนักศึกษาที่สร้างจรวดแข่งขัน และมีคนทำงานด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดกำลังยืนอยู่รอบ Hardware ชิ้นเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น

เหลืออีกยี่สิบนาที ก่อนทุกอย่างจบลงที่ Launch Tower

ช่วงบ่าย หลังจากปัญหา Oxidizer และ Communication ผ่านไป ทีมกลับเข้าสู่กระบวนการเตรียมปล่อยอีกครั้ง Launch Window ซึ่งเดิมควรสิ้นสุดเวลา 12:00 ถูกประสานขยายออกไปทีละช่วง จน Deadline สุดท้ายอยู่ที่ 16:00 ระบบปล่อยของ MAD ถูกติดตั้งอยู่กับตู้คอนเทนเนอร์ ตัวจรวดจึงถูกติดตั้งในแนวนอนและต้องตั้งขึ้นหรือ Erect ขึ้นสู่แนวดิ่งก่อนปล่อย แต่เมื่อเริ่มกระบวนการดังกล่าว กลไกและ Motor ที่ทำหน้าที่ยก Launch Structure กลับไม่สามารถ Erect จรวดขึ้นได้ตามที่ต้องการ

Jamie เรียกคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเข้ามาช่วยออกแรงดันโครงสร้าง แต่แม้จะมีแรงคนช่วย Motor ก็ยังไม่สามารถดึงระบบขึ้นต่อได้ Simon ออกมาบอกกับทีมว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ จากนั้นคนในพื้นที่เริ่มช่วยกันเสนอวิธีแก้ จนมีแนวคิดให้ใช้รถเข้ามาช่วยออกแรงลาก รถกระบะคันหนึ่งถูกนำมาเชื่อมเข้ากับระบบเพื่อช่วยดึง Launch Structure พร้อมกับกลไกเดิม คราวนี้จรวดค่อย ๆ ยกตัวขึ้นจนส่วนหนึ่งโผล่พ้นตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่ Launch Window เหลือเวลาอยู่ประมาณยี่สิบนาที

ความพยายามในช่วงสุดท้ายขอกงารนำรถยนต์มาพยายามยกจรวดขึ้น ที่มา – Nithiwat Siwattanasin/Spaceth

แต่เมื่อวิศวกรเข้าไปตรวจสอบโครงสร้าง ทีมพบรอยฉีกเกิดขึ้นกับส่วนหนึ่งของ Launch Structure จากการสังเกตการณ์ในพื้นที่เพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถสรุป Root Cause ทางวิศวกรรมได้ว่าความเสียหายเกิดจากองค์ประกอบใดบ้าง สิ่งที่สามารถยืนยันได้คือ Structural Damage ถูกพบระหว่างความพยายาม Erect และทีมประเมินว่าการดำเนินการต่อไม่ปลอดภัย Simon จึงออกมาแจ้งกับทุกคนว่าการปล่อยในวันนั้นถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ ความพยายามปล่อย Mid-Altitude Demonstrator วันที่ 11 สิงหาคม 2026 สิ้นสุดลงตรงนั้น ขณะที่ตัวจรวดเองไม่ได้รับความเสียหาย

หากประเมินเฉพาะ Objective ของ Flight Test ผลลัพธ์ชัดเจนว่าเที่ยวบินไม่สำเร็จ แต่ Flight Objective ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ถูกทดสอบ ตลอดเวลาราว 12 ชั่วโมง มี Range จริง มี Safety Zone จริง มีการประสานน่านฟ้าจริง มี Launch Window ที่หมดเวลาจริง มี Oxidizer ที่ร้อนกว่าที่คาด มีสาย Communication ที่ต้องเดินใหม่ และมี Launch Structure ที่ไม่ทำงานอย่างที่ Engineer ต้องการ ความแตกต่างระหว่าง Study กับ Test อยู่ตรงนี้ Study สามารถบอกว่าระบบ “ควร” ทำงานอย่างไร แต่ Test จะบอกว่ามัน “ทำงานจริง” อย่างไร

Spaceport ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการสร้างคนทำจรวด

สเปซทีเอชเคยวิจารณ์แนวคิด Thailand Spaceport ในบทความ เจาะลึก Spaceport ในไทย ไอเดียนี้มาจากไหนแล้วไทยจะสร้างได้จริงไหม และเหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคมกลับยิ่งทำให้เห็นชัดว่า การพัฒนา Spaceport กับการพัฒนา Rocketry Ecosystem แม้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การสร้างท่าเรือไม่ได้ทำให้ประเทศมีการค้าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ท่าเรือมีคุณค่าเมื่อมีสินค้า ผู้ประกอบการ Supply Chain การเดินเรือ และปริมาณกิจกรรมมากพอที่จะทำให้ Infrastructure นั้นสมเหตุสมผล ในมุมของสเปซทีเอช การพัฒนา Spaceport ก็ควรถูกตั้งคำถามด้วยตรรกะเดียวกัน การสร้าง Infrastructure ก่อนแล้วหวังว่า Ecosystem จะเกิดขึ้นตามมาเอง อาจไม่ใช่ลำดับเดียวที่เป็นไปได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นลำดับที่ดีที่สุดเสมอไป

สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจของ Equatorial Space คือการติดตั้งทุกอย่างลงบนตู้คอนเทนนเนอร์ ที่มา – Nithiwat Siwattanasin/Spaceth

กรณีของ Equatorial น่าสนใจ เพราะบริษัทไม่ได้เข้ามาประเทศไทยเนื่องจากประเทศไทยมี Spaceport ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับประเทศไทยเกิดขึ้นก่อนแนวคิด Spaceport ในปัจจุบันจะถูกผลักดันอย่างจริงจัง สิ่งที่บริษัทมองเห็นคือ Hardware Supply Chain คน ต้นทุน ความสามารถในการแก้ปัญหา และความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า Spaceport ไม่มีความจำเป็นในอนาคต แต่มันแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมบางส่วนของ Space Industry สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ก่อน Infrastructure ขนาดใหญ่นั้นจะเกิดขึ้น

ภาพของสมาชิก CUHAR ที่เข้าไปถาม Engineer ของ Equatorial เกี่ยวกับ Hardware ก่อนจะออกมาช่วยยกของ ช่วยคลุม Container และช่วยแก้ปัญหาหน้างาน จึงอาจอธิบายคำว่า Human Capital Development ได้ดีกว่าเวทีสัมมนาหลายงานเสียอีก มันไม่มี Workshop ไม่มี Ceremony และไม่มีใครต้องขึ้นเวทีประกาศว่านี่คือการสร้างกำลังคน มันเกิดขึ้นเพียงเพราะมีงานจริงให้ทำ ในความเห็นของเรา หากประเทศไทยมีงบประมาณสำหรับการพัฒนา Space Ecosystem เราอยากเห็นเงินส่วนหนึ่งถูกใช้เพื่อสร้างกิจกรรมลักษณะนี้ให้มากขึ้น เปิด Range ให้คนได้ทดสอบ สนับสนุนทีมอย่าง CUHAR ให้สร้าง Hardware รุ่นต่อไป ให้เด็กจาก Thailand CanSat–Rocket Competition มี Pathway เดินต่อเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ให้ Engineer มี Failure จริงกลับไปวิเคราะห์ และให้หน่วยงานรัฐได้ถอดบทเรียนจาก Operation ที่เกิดขึ้นจริง

วันที่จรวดยังไม่บิน แต่คนทำจรวดมีอยู่แล้ว

วันที่ 11 สิงหาคม 2026 ประเทศไทยจึงยังไม่ได้มีเที่ยวบิน Commercial Prototype ของบริษัทเอกชนเที่ยวแรกตามที่ตั้งใจไว้ ประวัติศาสตร์หน้านั้นยังมีช่องว่าง รอวันที่จรวดลำหนึ่งจะถูกตั้งขึ้น จุดเครื่องยนต์ และบินออกจากประเทศไทยได้สำเร็จ แต่หากวันหนึ่งเราย้อนกลับมาถามว่า Ecosystem ของจรวดพลเรือนในประเทศไทยค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างไร วันที่จรวดไม่ได้บินใน Range ฝึกยิงปืนใหญ่กลางจังหวัดลพบุรีก็น่าจะเป็นหนึ่งในวันที่ควรถูกบันทึกเอาไว้

เพราะภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ได้มีเพียงจรวดของ Equatorial มันมีเจ้าหน้าที่ DTI ที่นำประสบการณ์จาก Rocketry อีกสายเข้ามาช่วย มี GISTDA ที่กำลังเรียนรู้ว่าการรองรับ Launch Operation จริงต้องประสานงานอย่างไร มีเด็ก CUHAR ที่สร้างจรวดไปแข่งขันในต่างประเทศและวันนี้ได้มาจับ Hardware จริงในบ้านตัวเอง และหากย้อนประวัติศาสตร์ออกไปอีก ก็มีทั้งเด็กจาก CanSat–Rocket Competition และช่างบั้งไฟที่เรียนรู้เรื่องแรงขับ วัสดุ และความล้มเหลวจากการลงมือทำมาก่อนคนรุ่นเราเสียอีก เส้นทางทั้งหมดนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็น Engineering Lineage เส้นเดียว และเราไม่ควรแต่งประวัติศาสตร์ให้มันเชื่อมกันเกินกว่าหลักฐาน แต่ทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือการเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการพูดถึงจรวดเพียงอย่างเดียว มันเกิดขึ้นเมื่อคนสร้าง Hardware แล้วนำมันไปเจอกับโลกจริง

จากนี้ สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ได้มีเพียงว่า Equatorial Space จะซ่อมและปรับปรุง Launch System แล้วกลับมาพยายามปล่อย MAD จากประเทศไทยอีกครั้งเมื่อใด แต่ยังรวมถึงว่า GISTDA, DTI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำบทเรียนจากการทดสอบครั้งนี้ไปพัฒนากระบวนการรองรับกิจกรรมจรวดของภาคเอกชนอย่างไร ทั้งเรื่องพื้นที่ทดสอบ การบริหารน่านฟ้า ความปลอดภัย และกฎระเบียบ ขณะเดียวกัน แนวคิด Thailand Spaceport ที่กำลังถูกศึกษาก็จะต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปว่า จะพัฒนาจากแนวคิดเรื่อง Infrastructure ไปสู่การสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและ Ecosystem ที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร เพราะวันที่ 11 สิงหาคมแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งแล้วว่า ก่อนจะไปถึงฐานปล่อยขนาดใหญ่ ประเทศไทยยังมีพื้นที่อีกมากให้เรียนรู้จากการทดลองเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และบางทีคำตอบว่าเราควรสร้าง Spaceport แบบไหน อาจไม่ได้อยู่ในรายงานการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในบทเรียนจากจรวดที่เราพยายามปล่อยขึ้นจากพื้นดินของเราเอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Back To Top