Cover Image

เงินรอบโลก EP.09 : คุณเป็นนักลงทุนแบบไหน ? - มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

มิติหุ้น – คุยกันเรื่องหนัก ๆ ไปหลายเรื่องแล้ว EP นี้ มาคุยกันเรื่องเบา ๆ บ้าง อยากให้นักลงทุนเริ่มทำความรู้จักตัวเอง ว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทไหน จะได้จัดพอร์ตลงทุนได้ตรงใจ และตรงกับบุคลิกลักษณะของตนเองได้ง่ายขึ้น

คนทำงานสายการเงิน อาจจะเคยได้ยินชื่อ Bailard, Biehl & Kaiser (BB&K) Five-Way Model ซึ่งเป็นโมเดลด้านบุคลิกภาพและพฤติกรรมการลงทุน โดยมีแกนหลัก 2 ด้าน คือ

วิธีจัดกลุ่ม หรือถ้าอยากรู้ว่าตนเองเป็นนักลงทุนแบบไหน เพียงแต่ทำแบบสอบถามเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการลงทุน หรือ ถ้าเอาแบบคร่าว ๆ ก็ถามตัวเองว่า ในการลงทุนสินทรัพย์ต่าง ๆ ตนเองมีความมั่นใจสูง หรือ มั่นใจต่ำ (วิตกกังวล)  ลงทุนอย่างรอบคอบ หรือ มีความหุนหันพลันแล่น ซึ่งจะแบ่งผลลัพธ์ออกเป็น 5 กลุ่มได้แก่

มั่นใจสูง + หุนหันพลันแล่น

มั่นใจต่ำ(วิตกกังวล) + หุนหันพลันแล่น
มั่นใจสูง + รอบคอบ
มั่นใจต่ำ(วิตกกังวล) + รอบคอบ
มั่นใจปานกลาง + รอบคอบปานกลาง

ซึ่งผลลัพธ์ของการจัดกลุ่มแบบนี้ ทำให้ได้รูปแบบพฤติกรรมนักลงทุน 5 แบบด้วยกัน คือ

1.Adventurer (นักผจญภัย)        
ผลทดสอบ : มั่นใจสูง + หุนหันพลันแล่น

ลักษณะ : กล้ารับความเสี่ยงสูง เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง ชอบเดิมพันกับโอกาสใหญ่ และมักตัดสินใจเอง นักลงทุนกลุ่มนี้ จะเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ ในขณะที่คนอื่นกำลังลังเล แต่ก็มีข้อเสียเรื่องความมั่นใจนี่แหละ ที่อาจทำให้ความมั่นใจสูงจนบดบังความสามารถในการประเมินความเสี่ยง

สิ่งที่นักลงทุนกลุ่มนี้มักจะลงทุน ได้แก่  หุ้นรายตัว การลงทุนที่มี Upside สูง หรือการลงทุนเพื่อการเติบโต (Growth) และพวกการลงทุนตามธีม (Thematic Investing) ที่จริงไม่ได้เป็นเพราะสินทรัพย์เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงหรือให้ผลตอบแทนสูง แต่เป็นเพราะนักลงทุนกลุ่มนี้มักจะกล้าตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ทำการบ้านด้วยตนเอง และเชื่อว่าทุกอย่างตนเองสามารถควบคุมได้ จึงกล้าที่จะรับความเสี่ยงสูงตามไปด้วย

สิ่งที่ต้องพัฒนาสำหรับนักลงทุนกลุ่มนี้ ด้วยความที่มีข้อเสียอีกอย่าง คือ มักจะลงทุนแบบกระจุกตัว หรือมีการกระจายตัวไม่มาก เพราะเลือกลงทุนแต่กลุ่มที่ตนเองมั่นใจหรือกล้าตัดสินใจ ดังนั้น สิ่งที่ต้องปรับเพื่อให้พอร์ตมั่นคงก็คือขนาดการลงทุนในสินทรัพย์ที่เลือก (Position sizing) และการกระจายสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ต (Diversification)

ข้อควรระวังอื่น ๆ ได้แก่ Overconfidence  หรือภาวที่มีความเชื่อมั่นสูงจนละเลยปัจจัยบางประการ เช่น พอร์ตกำลังติดลบหนัก แต่นักผจญภัยคิดว่านี่เป็นความผิดของตลาด หรือตลาดติดลบหนักแต่นักผจญภัยยังลงทุนเพิ่มโดยไม่ไตร่ตรองปัจจัยต่าง ๆ ให้ดีก่อน ซึ่งทำให้เกิดการขาดทุนหนักได้   ข้อถัดมาก็คือ  Confirmation Bias ซึ่งเป็นอคติในการตัดสินใจ เพราะนักผจญภัยจะมองหาแต่สิ่งที่เข้ากันหรือเป็นไปในทางเดียวกันกับความเชื่อของตน เช่น เชื่อว่าหุ้น A จะเติบโต พอเห็นข่าวก็เข้าข้างตัวเองไปเลยว่า นี่ไง…บริษัทกำลังโตจริง ๆ ด้วย โดยไม่ได้อ่านรายละเอียดให้ดีก่อน อีกข้อคือ Illusion of Control  ด้วยความที่นักผจญภัยเป็นคนที่อ่านข้อมูลเอง วิเคราะห์เองทั้งหมด อาจทำให้มีความเชื่อว่าเมื่อตนวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้านดีแล้ว จะสามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ ซึ่งในความเป็นจริงในการลงทุนนั้นยังอาจมีปัจจัยบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ สถานการณ์ที่เพิ่งอุบัติ หรือแม้แต่เศรษฐกิจการเมืองที่อยู่เหนือการคาดเดา

ใครที่เชื่อว่าตนเองเป็นนักลงทุนในกลุ่มนี้ อย่าลืมว่าความมั่นใจในการลงทุนจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้ฉับไว ไม่พลาดโอกาสที่เข้ามาในช่วงสถานการณ์สำคัญ แต่อย่าลืมควบคุมความเสี่ยงจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นขนาดการลงทุน การกระจายสินทรัพย์ลงทุน หรือแม้แต่การมอนิเตอร์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ เพื่ออัปเดตว่าสถานการณ์ยังเป็นไปตามที่คิดไว้แต่แรกหรือไม่ จะได้มีเวลาในการปรับกลยุทธ์ หรือปรับพอร์ตได้ทันท่วงที

2.Celebrity (นักลงทุนตามกระแส)        

ผลทดสอบ : มั่นใจต่ำ + หุนหันพลันแล่น

ลักษณะ : ชอบตามกระแส/สิ่งที่กำลังเป็นที่นิยม แต่ไม่ได้มีความรู้หรือแนวทางของตัวเองชัดเจน จึงมีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากคนอื่นหรือ Herding กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เจอได้บ่อย เป็นนักลงทุนที่มักจะพูดกันว่า “ระวังตกรถ” หรือ “น้องว่าไง พี่ว่างั้น”

นักลงทุนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ชอบผลตอบแทนสูง แต่ไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเอง จึงเลือกที่จะตามกระแส หรือเชื่อคำแนะนำจากคนที่ตนไว้ใจ หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ตนชื่นชอบ

การลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนกลุ่มนี้ได้แก่ Diversified Funds, Multi-asset Funds หรือกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนชัดเจน หรือ สินทรัพย์ลงทุนที่มี professional management ไม่เหมาะกับการเลือกลงทุนด้วยตนเองเหมือนอย่างนักผจญภัย ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงการลงทุนไปตามคนที่มีอิทธิพลกับตนเองได้

เมื่อเกิดวิกฤติ เช่น ตลาดร่วงไป 30% สิ่งที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะทำคือ จะมีคำถามว่า คนอื่นขายหรือยัง ?
ถ้าคนอื่นบอกว่ายังไม่ขาย >>> ก็ไม่ขาย
ถ้าคนอื่นบอกว่าขาย >>> ขายด้วย
ถ้าคนอื่นบอกว่านี่เป็นโอกาส >>> ซื้อตามเขา

สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นของนักลงทุนกลุ่ม Celebrity ได้แก่ Herding Bias คือการที่ใครทำอะไร ฉันทำตามอย่างนั้น บางทีจะคิดว่า ถ้าเขาทำอย่างนั้น มันต้องมีอะไรดีแน่ ๆ  ข้อสองคือ FOMO หรือ Fear Of Missing Out กลัวว่าถ้าไม่ทำตามเขาแล้วฉันจะต้องพลาดอะไรไป สถานการณ์ที่เห็นได้บ่อย ๆ เช่น หุ้นขึ้น เห็นคนอื่นได้กำไร ก็กลัวว่าตัวเองจะพลาดโอกาสเลยซื้อบ้าง ซึ่งผลสุดท้ายก็ติดดอยไป เป็นต้น  ข้อ 3 คือ Recency Bias คือความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่ต่อไป เช่น หุ้นตัวนี้ขึ้นไปแล้วและขึ้นมาโดยตลอด เลยมีความเชื่อว่ามันจะขึ้นต่อ และข้อสุดท้ายคือ Authority Bias คือความเชื่อที่ว่า ถ้าคนเก่งบอกเรา มันต้องถูกสิ !!

ดังนั้น นักลงทุนประเภท Celebrity จะต้องระมัดระวัง และพัฒนาตนเองในเรื่องการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งตรวจสอบด้วยว่า กูรู อินฟลูเอนเซอร์ หรือช่องทางที่เราติดตามข่าวนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ และแม้ว่าจะเป็นคนที่น่าเชื่อถือแล้ว ก็ยังต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนด้วยตนเองเพิ่มด้วย หรืออย่างน้อย เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ จนกว่าจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้นจากการศึกษาข้อมูลเพิ่ม

  1. Individualist (นักลงทุนอิสระ)

ผลทดสอบ : มั่นใจสูง + รอบคอบ

ลักษณะ : เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง แต่จะวิเคราะห์ข้อมูลก่อนตัดสินใจ ชอบบริหารการลงทุนด้วยตัวเอง คนกลุ่มนี้จะมีแนวคิดว่า ขอดูข้อมูลก่อน + ขอคิดก่อนว่าฉันคิดอะไร ดังนั้น ต่อให้ใครมาบอกว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ดี ก็จะไม่คล้อยตามง่าย ๆ จนกว่าจะมีข้อมูลเพียงพอ

กลุ่มนี้จะชอบลงทุนในสินทรัพย์ที่ตัวเองมีข้อมูลมากพอ จึงเหมาะกับการลงทุนแนว Fundamental Investing, Value Investing หรือแม้แต่กองทุนที่ได้ศึกษาข้อมูลดีแล้ว นักลงทุนกลุ่มนี้ชอบการวิเคราะห์เชิงลึก

ถ้าเกิดวิกฤติ เช่น ตลาดร่วงไป 30% นักลงทุนกลุ่มนี้จะตั้งคำถามว่า Fundamental เปลี่ยนหรือไม่ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ถือต่อ ถ้าราคาถูกกว่าพื้นฐานก็ซื้อ เป็นต้น จะไม่รีบตัดสินใจ และสิ่งที่ต่างจาก Adventurer คือ แม้จะมั่นใจในตัวเองสูงเหมือนกัน แต่กลุ่ม Individualist จะถามว่า มีข้อมูลมาสนับสนุนความเชื่อของตนเองมากพอหรือเปล่า

เรื่องที่ต้องระวังของนักลงทุนกลุ่มนี้ มีทั้งเรื่องของ Overconfidence และ Confirmation Bias เหมือนกันกับ Advanturer และยังมีเรื่อง Anchoring หรือการยึดติดตัวเลขเดิม ๆ เพราะคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญ  เช่น ถ้าหุ้นตกจาก 100 บาท ไป 60 บาท กลุ่มนี้อาจมีความเชื่อว่าหุ้นจะกลับไปที่ 100 บาท เพราะคิดว่าตัวเลข 100 นั้นเป็นตัวเลขที่สำคัญมาก ๆ และอาจทำให้เข้าใจผิดจนวางกลยุทธ์ผิดไปได้  อีกข้อหนึ่งคือ Endowment Effect คือการยึดถือว่านี้เป็นของของเรา เช่น ตอนที่ยังไม่ซื้อหุ้น A ดูเป็นหุ้นธรรมดาที่ไม่ได้น่าสนใจอะไร แต่พอซื้อมาแล้ว หุ้น A จะกลายเป็น “หุ้นของฉัน” ขึ้นมา และพอถึงเวลาที่ต้องขาย ก็จะรู้สึกว่าไม่อยากขาย เพราะมันเป็นของฉันนี่แหละ

  1. Guardian (นักลงทุนปกป้องทรัพย์สิน)

ผลทดสอบ: มั่นใจต่ำ + รอบคอบ

ลักษณะ : กังวลเรื่องการสูญเสียเงินทุน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการรักษาเงินต้น และมักต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น กลุ่มนี้เวลาลงทุนจะไม่ค่อยเน้นว่าจะได้กำไรเท่าไหร่ แต่จะตั้งคำถามว่า จะเสียเงินเท่าไหร่

สินทรัพย์ลงทุนที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ จะได้แก่ Money Market ต่าง ๆ  พันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่คุ้มครองเงินต้น Conservative Multi-Asset Fund เป็นต้น

จุดที่ต้องระวังของ Guardian คือช่วงวิกฤติ เพราะมีความกลัวสูง ทำให้รู้สึกว่าจะต้องรีบขายเพราะกลัวขาดทุน และมักเข้าซื้อตอนที่รู้สึกว่าตลาดกลับมาสู่สถานการณ์ปลอดภัยแล้ว ซึ่งบางครั้งกลายเป็น Buy High – Sell Low

จุดเปราะบางของนักลงทุนกลุ่มนี้ ได้แก่เรื่อง Loss Aversion คือความรู้สึกที่ว่าขาดทุน 10 บาท เจ็บปวดกว่าได้กำไร 10 บาท ซึ่งทำให้เวลาหุ้นตก กลุ่มนี้จะลังเล คือบางทีขายเร็วเกินไป หรือบางทีก็ถือทนเกินไป ทำให้เกิดการขาดทุนจริง ตัวต่อมาคือ Status Quo Bias คือความคิดที่ว่า “แบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว”  เลยไม่ค่อยจะอยากเปลี่ยนแปลงอะไร แม้ว่าสถานการณ์หรือปัจจัยโดยรอบจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม หรือบางทีก็ทำให้ “อยู่เฉย ๆ ไม่เจ็บตัว ไม่เสี่ยง” ไปเสียอย่างนั้น เรื่องถัดไปคือ Regret Aversion คือความคิดที่ว่า รู้งี้…. คือไม่อยากทำอะไรที่จะเสียใจภายหลัง เช่น พอซื้อหุ้นไป ถ้าหุ้นขึ้นก็คิดว่าน่าจะซื้อเยอะกว่านี้ ถ้าหุ้นลงก็จะคิดว่ารู้งี้ไม่น่าซื้อมาเลย หรือถ้าหุ้นตกเยอะแต่ยังไม่ได้ขายก็จะคิดว่ารู้งี้ขายออกไปก่อนแล้ว เป็นต้น สุดท้ายคือเรื่อง Availability Bias คือการที่รับรู้ปัจจัยอะไรสักอย่างในช่วงเวลานั้น แล้วคิดว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยสุดแล้วต้องเกิดกับเราแน่ ๆ เช่น ได้ยินข่าวบิทคอยน์ร่วง มีหลายคนขาดทุน นักลงทุนเทขาย ทำให้คิดไปว่า บิทคอยน์อันตรายมากถ้าฉันซื้อฉันต้องขาดทุนมากแน่ ๆ ในทางตรงข้าม สมมติว่าได้ยินว่าหุ้น B ถูกพูดถึงในวงกว้างว่าเติบโตและทำกำไรได้มาก ได้ยินบ่อย ๆ ก็คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นตัวที่ทำกำไรได้ง่าย และคิดว่าตนเองจะได้กำไรง่ายจากหุ้นตัวนี้ด้วย เป็นต้น

  1. Straight Arrow (นักลงทุนสมดุล)

ผลทดสอบ : อยู่กึ่งกลางของทั้งสองด้าน

ลักษณะ : ไม่สุดโต่งด้านความมั่นใจหรือความกังวล และไม่หุนหันหรือระมัดระวังจนเกินไป ยอมรับความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสมกับผลตอบแทนที่คาดหวัง นักลงทุนกลุ่มนี้จะคิดว่า “ผลตอบแทนต้องสัมพันธ์กับความเสี่ยง” ทำให้เลือกลงทุนแบบกลาง ๆ ยอมรับขาดทุนได้บ้าง และก็ต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนกลับมาด้วย

ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับการลงทุนของนักลงทุนกลุ่มนี้ คือพวก Balanced Funds,  Core-Sattelite Portfolio หรือแม้แต่ Asset Allocation

เวลาเกิดวิกฤติ กลุ่มนี้จะกลับไปดูทั้งพอร์ต ทั้งในเรื่องของ..
Asset Allocation – ดูว่าพอร์ตกระจายความเสี่ยงได้ดีหรือยัง
Fundamental – ดูว่าเมื่อวิกฤติเกิด พื้นฐานเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ยังไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตก็ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนก็จะดูอีกว่าเปลี่ยนไปทิศทางไหน และควรจะกระจายความเสี่ยงอย่างไร

Investment Objective – พวกนี้จะไม่ได้ปรับพอร์ตมั่ว ๆ แต่จะดูก่อนว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนยังคงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนอยู่หรือเปล่า ถ้าเหมือนเดิมก็ไม่ปรับพอร์ตก็ได้

Time Horizon – นักลงทุนกลุ่มนี้จะดูว่า ตนเองจะต้องรีบใช้เงินหรือเปล่า ถ้าไม่รีบใช้ก็ยังไม่เป็นไร เพราะมีความเชื่อว่า ความเสี่ยงในการลงทุนไม่ได้ขึ้นกับว่าเราลงทุนอะไรเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าเราอยากใช้เงินเมื่อไหร่ด้วย

ส่วนพวก Bias ต่าง ๆ ทางกลุ่ม Straight Arrow ก็มีเหมือนกัน แต่ไม่สูงมากเหมือนนักลงทุนกลุ่มอื่น ๆ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนมากกว่า

อ่านครบแล้ว เจอหรือยังว่าตัวของเราเป็นนักลงทุนแบบไหน ที่จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งก็ได้นะ เพราะในเวลาเดียวกันเราอาจมีพฤติกรรมการลงทุนที่เหมือนกับหลายประเภทได้ รวมทั้ง สามารถพัฒนาตัวเองไปหาจุดที่เป็น Straight Arrow ได้ด้วย

ขอให้มีความสุขในการลงทุน

ติดตามคอลัมน์ เงินรอบโลก by Rasika ได้ทางมิติหุ้น

========================

Did You Know?
การเบ่งประเภทของนักลงทุนตาม BB&K Model นี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการวิเคราะห์ Investor Behavior ที่จริงยังมีการแบ่งประเภทนักลงทุนอีกหลายแบบ เช่น นักลงทุนหุ้นคุณค่า นักเก็งกำไร นักบริหารความเสี่ยง เป็นต้น ขึ้นกับว่าเอาไปใช้บริบทใด ดังนั้น การรู้ตัวเอง จะช่วยให้เราลงทุนได้ปลอดภัยขึ้น และถึงเป้าหมายการลงทุนที่ต้องการได้ง่ายขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

Back To Top