ทุนจีนรุกคืบ-รัฐบาลน้ำเงินละเลย: บทเรียนเกือบทศวรรษของ EEC กับ สมนึก จงมีวศิน
โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ก่อตั้งขึ้นหลังมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2560 ด้วยเป้าหมายขับเคลื่อนไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม เกือบทศวรรษที่ผ่านมา โครงการพัฒนากลับสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน ตั้งแต่ปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศและน้ำ ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมถึงความท้าทายใหม่อย่างการเกิดขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งยังไม่ถูกควบคุมโดยรัฐมากเท่าที่ควร
วันโอวัน ชวน สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากกลุ่ม EEC Watch ร่วมถอดบทเรียนการพัฒนาเกือบทศวรรษของ EEC, เจาะลึกปัญหาและผลกระทบจากโครงการดังกล่าว ผ่านจังหวัดปราจีนบุรี และดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนสำรวจท่าทีของรัฐบาลไทย ทุนจีน และก้าวต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น
หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ 101 One-on-One EP.410: เกือบทศวรรษของ EEC การพัฒนาที่อาบยาพิษ? | สมนึก จงมีวศิน เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ดำเนินรายการโดย วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

เวลาล่วงเลยมากว่าเก้าปีแล้ว สมนึกมองว่าการพัฒนาของ EEC ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ทั้งยังประสบความล้มเหลว เนื่องจากการประกาศพื้นที่ EEC ทำให้ทุนกลุ่มหนึ่งเข้ามาใหม่ และสร้างปัญหาเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทุนกลุ่มเดิมที่สร้างปัญหาน้อยถึงปานกลางก็เริ่มกลับประเทศ หรือเปลี่ยนไปใช้พื้นที่ของประเทศอื่น
สมนึกระบุว่า โครงการ EEC อาจไม่ช่วยคนไทยในแง่ของการจ้างงานและยกระดับรายได้มากนัก เพราะมีกฎที่อนุญาตว่าในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนี้ เอกชนสามารถนำแรงงานประเทศตัวเองเข้ามาได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบนอย่างซีอีโอ ไดเรกเตอร์ เมเนเจอร์ หรือซูเปอร์ไวเซอร์ ขณะที่ระดับล่างก็สามารถจ้างแรงงานข้ามชาติได้
“เจ้าของโรงงานคือคนจีน คนทำงานให้เขามีทั้งคนจีนและคนเมียนมา คำถามคือคนไทยอยู่ตรงไหน ก็อาจมีบ้างที่ทำอาชีพซึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ แต่อัตราการจ้างงานตอนนี้ก็ตกลงไปมาก เมื่อเทียบกับยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด” สมนึกกล่าว พร้อมเสริมด้วยว่าเราไม่มีเงื่อนไขบังคับว่าต้องจ้างงานคนไทย
สมนึกระบุด้วยว่าโรงงานจีนมีวัฒนธรรมหวง supply chain ขณะเดียวกันก็นิยมทำงานกับคนเชื้อชาติเดียวกัน เช่น หากจะประกอบรถยนต์อีวียี่ห้อหนึ่ง อุปกรณ์ทุกอย่างต้องเป็นของจีน หากยังไม่มีโรงงานอุปกรณ์ในไทยก็จะใช้วิธีนำเข้า
การขยายอิทธิพลของทุนจีนเริ่มจากจีนอยากขยายฐานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์มาสู่พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมนึกเล่าว่าในยุคของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยพยายามทำร่างกฎหมายคล้าย พ.ร.บ. EEC ซึ่งถูกคัดค้านและไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาเกิดรัฐประหาร ซึ่งจีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีปฏิสัมพันธ์กับรัฐที่ทำรัฐประหาร ขณะที่จีนก็ชวนทำเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน คสช. จึงออกคำสั่งอันเป็นจุดกำเนิดของ EEC
ภายหลังคำสั่ง คสช. ก็ตามมาด้วยประกาศและคำสั่งอื่นเกี่ยวกับอุตสาหกรรม จนกระทั่งออกเป็น พ.ร.บ.EEC ในปี 2561 ซึ่งสมนึกระบุว่า “ทุกอย่างก็ดำเนินไป ไม่มีใครกล้าสู้คำสั่ง คสช. เช่น ถ้าเขาไม่ไล่รื้อ เขาก็จับพี่น้องชาวประมงไปอยู่ค่ายทหารเพื่อไม่ให้ออกมาคัดค้านอะไรอีก”
“อย่างเรื่องท่าเรือที่มาบตาพุด แหลมฉบัง ทาง คสช. บอกว่ามีการทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งระหว่างทำรายงาน เกิดการประมูลกับทุนไทยและทุนต่างชาติ เขาก็เลยมาเร่งกระบวนการ EHIA เพื่อให้ประมูลสำเร็จและเซ็นต์สัญญา โครงการจึงไปเร็วมาก เราเรียกกระบวนการต่างๆ ว่าเร่งรัดให้ทุนเข้าครอบงำ ยกเว้นกฎหมาย และหย่อนยาน”
นอกจากนี้ สมนึกชี้ว่าตามหลักแล้ว การประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษของโลกตะวันตกต้องมีการรับฟังประชาชน ตั้งแต่ก่อนมีโครงการ รวมถึงระหว่างที่ดำเนินโครงการว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกอะไรหรือไม่ แต่กลไกเหล่านี้อาจยังไม่เข้มแข็งมากพอในบริบทของประเทศไทย
ปราจีนบุรี: ว่าที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (?) กับการเป็น ‘ที่ทิ้งขยะ’
สมนึกชี้ว่าปราจีนบุรีอาจกลายเป็นจังหวัดที่สี่ของโครงการ EEC ซึ่งปัจจุบันสองอำเภอของปราจีนบุรีเป็น ‘ที่ทิ้งขยะ’ ของ EEC อยู่แล้ว กล่าวคืออุตสาหกรรมส่วนเกินที่ไม่สามารถกำจัดในโครงการได้ ก็จะมากำจัดที่ปราจีนบุรีเป็นหลัก เนื่องจากโครงการพัฒนามีผู้ผลิตอุตสาหกรรมมากกว่าผู้กำจัดเป็นทุนเดิม
“สองอำเภอในปราจีนบุรีอาจเป็นที่ทิ้งขยะของโลกด้วย เพราะหลังจากจีนปิดรับขยะตั้งแต่ปี 2561 พวกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก หรือขยะอันตรายก็มาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยเป็นจุดสำคัญ” สมนึกระบุ
แม้ปี 2568 ประเทศไทยจะหยุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว แต่ปัจจุบันยังพบขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศอยู่ ทั้งนี้ สมนึกกล่าวเสริมด้วยว่าปราจีนบุรีเป็นแหล่งรีไซเคิลขนาดใหญ่ และรับรีไซเคิลสิ่งของจากโครงการ EEC อยู่แล้ว โดยก่อนทิ้งขยะจะต้องรีไซเคิลเพื่อเอาโลหะหรือแร่มีค่าออกไปก่อน ซึ่งกากสุดท้ายก็มักจะถูกทิ้งอยู่ที่ปราจีนบุรี
สมนึกกล่าวว่ากฎหมายไทยไม่มีประสิทธิภาพ โดยยกตัวอย่าง พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ว่าหากเจอกากในพื้นที่หนึ่ง ผู้กระทำจะถูกจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งเป็นค่าปรับที่ต่ำมากโดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ บางครั้งขึ้นศาลรับสารภาพก็อาจโดนปรับแค่สี่หมื่นบาทเท่านั้น แทบไม่เคยมีโทษจำคุก
ขณะเดียวกัน ผู้กำกับดูแลก็ไม่กำกับดูแลอย่างที่ควรจะเป็น สมคิดเล่าว่า สำนักงาน EEC บอกว่าดูแลเฉพาะเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น ถ้าบริเวณอื่น เช่น โรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงงานแอบประกอบการโดยไม่ขอทะเบียน ก็จะอ้างว่าสำนักงาน EEC ไม่เกี่ยวข้องและไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ และบอกว่าเป็นหน้าที่ของกรมโรงงาน

ดาต้าเซ็นเตอร์: โจทย์ใหม่ที่ต้องมีผู้ควบคุมดูแล
ดาต้าเซ็นเตอร์ (data center) คือศูนย์ข้อมูลอันเป็นสถานที่ทางกายภาพ ที่ออกแบบเพื่อรองรับฮาร์ดแวร์หรือเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งสมนึกชี้ว่าจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ขณะเดียวกัน โลกก็รู้ปัญหาว่าดาต้าเซ็นเตอร์กินน้ำและไฟฟ้าเยอะ จนหลายประเทศก็หยุดรับดาต้าเซ็นเตอร์
ทว่า ประเทศไทยก็อนุญาตให้เปิด ซึ่งสมนึกชี้ว่าตอนนี้ใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้จะ 100 ใบแล้ว โดยร้อยละ 61 หรือสองในสามของการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในพื้นที่ EEC สามจังหวัด ส่วนที่เหลือจะอยู่ตามกรุงเทพฯ และปริมณฑล
“ประเทศอื่นเขาเจอปัญหามาก่อน จึงบังคับว่าหากจะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องเจอกับกฎเกณฑ์อะไรบ้าง อาทิ ต้องทำ EIA หรือประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น พัดลมเสียงดังหรือไม่ ใช้สารอัตรายในการทำงานอย่างไร แต่ตอนนี้ไทยยังไม่พูดเรื่องนี้เลย พูดแต่ว่าจะเก็บเงินเขาเพิ่มเรื่องอะไร
“ผมไม่ได้บอกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ดี เพราะทุกคนใช้ แต่เราไม่ควรเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของโลก” สมนึกระบุ
ทั้งนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์บางส่วนก่อสร้างเสร็จแล้ว ขณะที่บางส่วนก็กำลังก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ๆ จะเริ่มกินน้ำและไฟมากขึ้นอีก โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอ ซึ่งจะปล่อยความร้อนเยอะ ใช้น้ำและไฟเยอะ เสียงดัง ทั้งยังอาจปล่อยสารเคมีและขยะพลาสติกจำนวนมาก
“คำถามคือประชาชนจะแสดงความกังวลเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์กับใคร ในเมื่อมันก่อตั้งในนามโกดังสินค้า กรมโรงงานไม่ได้อนุมัติ กรมควบคุมมลพิษไม่เกี่ยวข้อง คนเกี่ยวข้องคือเทศบาล ซึ่งมีแค่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และอาจขาดความเข้าใจในดาต้าเซ็นเตอร์”
สมนึกเสนอว่าตอนนี้ไทยควรหยุดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เสียก่อน อย่างที่ไอร์แลนด์ก็ประกาศหยุดจนถึงปี 2571 เพราะเมืองหลวงอย่างดับลินต้องเผชิญเหตุการณ์ไฟดับและไฟตกอยู่บ่อยครั้ง ตลอดจนน้ำไม่พอใช้
“ในเมื่อเรารู้ผลกระทบแล้ว ก็อาจหยุดรับก่อน แล้วเคลียร์ว่าจะทำให้สถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้นอย่างไร ตรงไหนมีปัญหาก็บังคับให้ทำ EIA ไปเลย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทว่าตอนนี้ไม่มีกระบวนการเหล่านี้
“นอกจากนี้ ผมคิดว่ามันต้องมีผู้ควบคุมดูแล คำถามคือหน่วยงานไหนเป็นผู้ดูแล กสทช. ไหม หรือกระทรวงดีอี ซึ่งสุดท้ายหน่วยงานที่คนเยอะที่สุดคือกรมโรงงานและกรมควบคุมมุลพิษ ก็ให้พวกเขาทำไหม เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ก็เป็นโรงงานนั่นแหละ เพียงแต่ไม่มีผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้” สมนึกกล่าว
การเมืองระดับชาติ ทุนจีน และก้าวต่อไปของ EEC
ในปัจจุบันที่ทุนจีนรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ EEC มากขึ้น สมนึกเล่าว่าในบางเมืองมีมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารยี่ห้อจีน รวมทั้งมีการให้เช่าทำโกดังฮาร์ดแวร์ ให้เช่าทำร้านอาหาร ตลอดจนเช่าพื้นที่เพื่อกิจการอื่นๆ
“คนจีนอยู่เมืองไทยคงมีความสุข ตอนเช้ามีรถแอร์มารับ มีร้านขายเต้าหู้ที่ขายโดยคนจีน เราปล่อยให้สังคมเป็นแบบนี้ไปแล้ว เกิดการแย่งอาชีพ เขาทำกิจการร้านอาหารได้โดยอ้าง พ.ร.บ.EEC” สมนึกกล่าว
นอกจากนี้ สมนึกตั้งข้อสังเกตว่าทุนจีนเริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับสวนเกษตรมากขึ้น เกิดการครอบครองที่ดิน ทั้งที่ดินปกติและที่ดินป่าสงวน โดยอาจกระทำผ่านอมินี ซึ่งรัฐบาลน้ำเงินก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาเท่าที่ควร กลับจะนำปัญหาลงไปภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาคใต้ ผ่านโครงการแลนด์บริดจ์หรือ SEC ทั้งที่ยังแก้ปัญหา EEC ไม่สำเร็จ
ขณะที่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ยากลำบาก แม้กระทั่งกับข้าราชการเอง สมนึกเล่าว่ากรมโรงงานจะเข้าตรวจโรงงานจีน หากเขาไม่อนุญาตก็เข้าไม่ได้ หรือล่าสุดโรงงานแห่งหนึ่งในสระบุรีประกาศไม่ให้กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้า อ้างว่าเป็นบุคคลที่มี conflict of interest ซึ่งผมคิดว่าเขาไม่มีสิทธิห้าม
“ผมเคยไปตรวจแรงงานข้ามชาติกับ สส. ที่ปราจีนบุรี ก็เข้าไม่ได้ ต้องขออนุญาตและรอกุญแจ แล้วจู่ๆ กุญแจก็เปิดได้ แต่ปรากฏว่าข้างในหนีหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรให้ตรวจ นี่คือปัญหาใหญ่ว่าเราไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้”
สมนึกเสริมว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางคนก็รู้สึกท้อ ไม่มีอำนาจ เจอสถานการณ์บังคับใช้กฎหมายไม่สำเร็จบ่อยๆ ก็อยากลาออก บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควร เพราะการติดตามข่าวเหล่านี้มีความเสี่ยง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลอย่างปฏิเสธไม่ได้
นอกจากนี้ เขาอธิบายด้วยว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษมีหน้าที่ดึงคนเข้ามา และเรียนรู้เทคโนโลยีของเขา จนกระทั่งผลิตเทคโนโลยีของตนเองได้ ไม่ใช่แค่เรียนรู้การประกอบเท่านั้น จากนั้นรัฐก็ควรปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ละยกระดับเทคโนโลยีที่พัฒนาใหม่เพื่อสร้างมูลค่าต่อไป
“เขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ควรเปิดตลอด เพราะอาจมีทุนไม่ดีเข้ามาเนื่องจาก ‘พิเศษ’ เกินไปก็ได้ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดีต้องมีอายุ แต่เราไม่มีเป้าเลยว่าจะปิดเมื่อไหร่”
สมนึกทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลน้ำเงินหนักที่สุด มีอำนาจเต็ม เป็นประชาธิปไตย ทำไมคุณไม่จัดการ คุณทำอะไรอยู่ คุณโยนความผิดให้พี่น้องประชาชน”
สำหรับเขา รัฐบาลชุดปัจจุบันรับมือยากยิ่งกว่ารัฐบาช คสช. ฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันมักพูดจาเสียดแทงและท้าทาย ทั้งที่ควรต้องทำ Strategic Environmental Assessment (SEA) กล่าวคือการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เช่น เก้าปีผ่านไป EEC มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เป็นต้น เพื่อประเมินว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ดี และอะไรคือสิ่งที่ควรปรับ
“ตอนนี้เราจะเป็นเมืองขึ้นจีนอยู่แล้ว ผมเป็นคนจีน 75% ยังรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เราต้องมีอาชีพเหลือให้คนไทย ไม่ใช่ทำกันแบบนี้ และสุดท้ายสิ่งแวดล้อมก็เสียหาย โดยไม่มีคนคิดว่าจะกู้อย่างไร ที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนยุคประยุทธ์จนยุครัฐบาลน้ำเงิน รัฐบาลน้ำเงินมีเสถียรภาพสุด แต่ทำไมไม่แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้จบ”

data center Eastern Economic Corridor (EEC) EEC EEC Watch ดาต้าเซนเตอร์ สมนึก จงมีวศิน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก