ส.อ.ท. หนุนรัฐยืด "ไทยช่วยไทยพลัส-เติมเงินบัตรคนจน" กระตุ้นกำลังซื้อ-แนะฟื้น Easy E-Receipt ปลายปี : อินโฟเควสท์

ส.อ.ท. หนุนรัฐขยายเวลา “ไทยช่วยไทย พลัส” และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หวังช่วยลดภาระค่าครองชีพและอัดฉีดกำลังซื้อด่วนเพื่อพยุง SMEs แนะต่อยอด Easy E-Receipt ช่วงปลายปี ควบคู่เร่งอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อป และมาตรการประหยัดพลังงาน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเสริมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงาน และต้นทุนการดำรงชีวิตยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน จะช่วยสร้างแรงส่งต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ เช่น ธุรกิจอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และภาคบริการ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ และช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังมีความเปราะบาง
ในขณะเดียวกัน การเติมกำลังซื้อในช่วงนี้ไม่ได้ช่วยเฉพาะประชาชน แต่ยังช่วยให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ หากยอดขายกลับมา จะช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และช่วยรักษาการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนธุรกิจยังมีความผันผวน
*แนะรัฐต่อยอด “เงินกระตุ้น” ให้หมุนถึงสินค้าไทยและ SMEs
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การทำให้เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนในระบบ และส่งผ่านจากภาคการบริโภคไปสู่ SMEs ภาคการผลิต และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากขึ้น ภาครัฐควรมีมาตรการเสริมโดยเชื่อมโยงการกระตุ้นการบริโภคกับสินค้าไทยและสินค้า SMEs ผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ การจัดทำหมวดสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และการรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทยและสร้างแรงส่งต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาขยายขอบเขตร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ให้ครอบคลุมร้านค้าที่มียอดขายไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มจำนวนจุดขายและทางเลือกให้ประชาชน โดยสำหรับร้านค้าที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรมีมาตรการจูงใจเพิ่มเติมให้เพิ่มสัดส่วนสินค้าไทยและสินค้า SMEs ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้การขยายฐานร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยสร้างตลาดให้ผู้ผลิตไทย และลดการรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่สินค้านำเข้า
ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มีแนวโน้มที่จะนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นกลับไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน และรักษาหรือเพิ่มการจ้างงาน โดยหากมีการจัดซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ก็จะช่วยส่งต่อเม็ดเงินจากมาตรการไปยังห่วงโซ่อุปทานไทยได้กว้างขึ้น
นอกจากนี้ ควรพิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปี โดยต่อยอดรูปแบบ Easy E-Receipt และเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการซื้อสินค้าไทย สินค้า SMEs และสินค้า OTOP ในพื้นที่ต่างจังหวัด ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้
*เร่งมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงาน รับมือความผันผวนด้านพลังงาน
ภาครัฐยังควรนำมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมาแล้วกลับมาต่อยอด เพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงานในช่วงนี้ เช่น การให้ส่วนลดค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนประหยัดพลังงานและเห็นผลโดยตรงในบิลค่าไฟ การสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ผ่านคูปองส่วนลด โดยเน้นอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าสูง เช่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เป็นต้น
นอกจากนี้ ควรเร่งขยายโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคครัวเรือน ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยพัฒนากลไกสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านเงินลงทุน เงื่อนไขสินเชื่อ และกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง ควบคู่กับการปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินให้มีความจูงใจมากขึ้น เพื่อให้กระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานทางเลือกไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองมีผู้ประกอบการที่สามารถผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้
ทั้งนี้ ในภาคการผลิต ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับกระบวนการผลิตให้ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานได้
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน