‘ตรีรัตน์’ ถาม ‘เอกนิติ’ ลดภาษีน้ำมันทำไมมีแค่ E20-B20 จี้ลดดีเซล B7 ชี้ช่วยลดต้นทุนขนส่ง-ราคาสินค้าในวงกว้าง
วันนี้ (22 กันยายน) ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่ม E20 และ B20
ตรีรัตน์กล่าวขอบคุณเอกนิติที่รับฟังข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเรียกร้องมาโดยตลอดให้รัฐบาลนำภาษีสรรพสามิตน้ำมันมาใช้เป็นเครื่องมือบรรเทาภาระประชาชน เนื่องจากเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาจากโครงสร้างต้นทุนพลังงานโดยตรง และอาจช่วยลดราคาน้ำมัน ราคาสินค้า และค่าครองชีพได้
อย่างไรก็ตาม ตรีรัตน์เห็นว่า การลดภาษีเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 อาจยังไม่ตอบโจทย์การลดค่าครองชีพอย่างเต็มที่ เนื่องจากน้ำมันทั้งสองประเภทมีปริมาณการใช้น้อยกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 อย่างมีนัยสำคัญ
ตรีรัตน์ระบุว่า ปัจจุบันน้ำมัน B20 มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมัน E20 ประมาณ 6.5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของภาคขนส่ง ภาคเกษตร ภาคการผลิต และรถเชิงพาณิชย์ มีปริมาณการใช้ประมาณ 62 ล้านลิตรต่อวัน
พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกพิจารณาลดภาษีเฉพาะ E20 และ B20 ในช่วงเวลานี้ รวมถึงเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่กำลังจะไม่อนุญาตให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชยน้ำมันทั้งสองประเภทต่อไปหรือไม่
ตรีรัตน์กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการลดต้นทุนการขนส่ง บรรเทาค่าครองชีพ และลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B7 ย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้างมากกว่า
ส่วนข้อโต้แย้งจากฝ่ายรัฐบาลที่ว่า การลดภาษีน้ำมันดีเซลอาจเป็นการช่วยเหลือประชาชนเพียงบางกลุ่มนั้น
ตรีรัตน์เห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของระบบขนส่งและการผลิตสินค้า หากต้นทุนพลังงานลดลง กระทรวงพาณิชย์ต้องทำหน้าที่กำกับดูแลไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสคงราคาสินค้าไว้ในระดับเดิม
“การแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างยั่งยืนคือการลดต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แล้วจึงใช้งบประมาณหรือเงินกู้ไปชดเชยภาระให้ประชาชนในภายหลัง” ตรีรัตน์กล่าว
ตรีรัตน์กล่าวอีกว่า ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน โดยมีน้ำมันดีเซล B7 เป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญ หากรัฐบาลจะลดภาษีน้ำมัน ก็ควรเริ่มจากเชื้อเพลิงที่มีปริมาณการใช้สูงที่สุด และส่งผลต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่สุด
“เมื่อรัฐบาลยอมรับแล้วว่าการลดภาษีน้ำมันเป็นแนวทางที่ถูกต้อง คำถามคือ เหตุใดจึงยังไม่เริ่มจากน้ำมันดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณการใช้ประมาณ 62 ล้านลิตรต่อวัน และเป็นเชื้อเพลิงหลักที่กำหนดต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าของประชาชนทั้งประเทศ” ตรีรัตน์กล่าวทิ้งท้าย