Cover Image

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. เผย DSI สอบท้องถิ่นศรีสะเกษ พบเงินสะพัดพุ่ง 300 ล้านบาท

กมธ.ป.ป.ช. ร่วมสังเกตการณ์ DSI สอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่นศรีสะเกษ ชี้พบเหยื่อถูกหลอกนับร้อยราย เงินสะพัดในพื้นที่กว่า 300 ล้านบาท 

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เรียกผู้ต้องหาและผู้เสียหายจากคดีเรียกรับเงินทุจริตการสอบท้องถิ่นมาสอบปากคำ โดยมีผู้ต้องหาเดินทางมา 3 ราย คือ นายประยูร เดชหาญ, นายณัฐกฤต ไตรรัตน์ และนายประวิทย์ จารุรัชกุล (เฮง) อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมถึงผู้เสียหายคือ นายบุญร่วม วรรณวงษ์

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยหลังเข้าสังเกตการณ์ว่า DSI ได้ประสานตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษลงพื้นที่ หลังตนนำหลักฐานยื่นต่อ กมธ.ป.ป.ช. ชี้ให้เห็นว่าการทุจริตไม่ได้มีเพียงรายชื่อ 5,925 รายในส่วนกลาง แต่ยังมีกลุ่มผู้เสียหายระดับล่างที่จ่ายเงินแล้วสอบไม่ผ่าน ซึ่งเข้ามาแจ้งความไว้ 19 คดีใน จ.ศรีสะเกษ

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นคนเดือดร้อนอย่างมาก อยากให้ลูกหลานรับราชการท้องถิ่น จึงหลงเชื่อผู้ต้องหาที่เรียกเงินสูงถึง 6.5 แสนบาท จนต้องไปกู้เงินนอกระบบ นำบ้าน รถ และทรัพย์สินไปขาย แต่สุดท้ายกลับไม่มีรายชื่อสอบผ่าน ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยรายวัน ทั้งนี้ เมื่อ DSI ลงพื้นที่ มีรายงานว่านายหน้าที่รับเงินได้ติดต่อหาผู้เสียหายเพื่อขอคืนเงินทั้งหมดในวันที่ 20 ส.ค. นี้ ซึ่งตนขอเน้นย้ำให้ผู้เสียหายรายอื่นๆ เข้าแจ้งความดำเนินคดี เพราะยังมีโอกาสได้เงินคืน และผู้ก่อเหตุจะได้รับโทษหนักขึ้นหากไม่คืนเงิน

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. ระบุอีกว่า สำหรับ 19 คดีที่แจ้งความไว้ มีข้าราชการท้องถิ่นระดับปลัด อบต. และ ผอ. ต่างๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเตรียมตั้งกรรมการสอบสวนวินัยแล้ว นอกจากนี้ จากข้อมูลการสอบสวนพบว่าในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มีผู้ถูกหลอกลวงสูงถึง 600–700 คน มีการหิ้วเงินสดไปจ่ายให้คนในส่วนกลาง รวมมูลค่าความเสียหายเฉพาะ จ.ศรีสะเกษ สูงถึง 300 ล้านบาท หากขยายผลทั้ง 77 จังหวัด มูลค่าความเสียหายอาจพุ่งสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท

หลังจากนี้ กมธ.ป.ป.ช. จะใช้ “ศรีสะเกษโมเดล” เป็นแนวทางขยายผล โดยจะทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อขอข้อมูลรื้อคดีการทุจริตสอบท้องถิ่นจากโรงพักทั่วประเทศ พร้อมส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากเข้าข่ายความผิดมูลฐาน และอาจเข้าข่ายความผิดข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรหรือหลอกลวงประชาชนในทางอาญา

นอกจากนี้ นายอาสพลธ์ ยังได้เรียกร้องไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งส่งรายชื่อผู้ทุจริตทั้ง 5,925 รายตามที่ได้ทำ MOU ร่วมกัน ให้แก่ ปปง. และ ป.ป.ช. โดยเร็ว เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อย่างครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงแค่ตัดตอนเอาผิดเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

Back To Top