ตัวตนและแฟชั่นไร้เพศของ ‘โจนาธาน แอนเดอร์สัน’ ครีเอทีฟไดเรคเตอร์คนปัจจุบันของ Dior
ในแวดวงแฟชั่นช่วงที่ผ่านมานี้ คงไม่มีข่าวการร่วมมือไหนที่สร้างเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์ได้เท่าการจับมือเป็นพาร์ตเนอร์หลักด้านความคิดสร้างสรรค์ข้ามอุตสาหกรรมระหว่าง Dior กับ Cherry Lane Theatre ภายใต้ A24 ในระยะสัญญา 2 ปี โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมบันเทิงทั้ง ภาพยนตร์ ละครเวที และอีเวนต์สด
เวลาพูดถึงแบรนด์อย่าง Dior หลายคนคงนึกถึงว่า Dior คงเข้ามาดูแลเกี่ยวกับแฟชั่นและเครื่องแต่งกายให้แก่โรงละครหรือเปล่า ทว่าแท้จริงแล้ว งานนี้ Dior มีบทบาทมากกว่านั้น โดย Dior × A24 กำลังจะทดลองให้ผู้ชมทั้งในแวดวงแฟชั่นหรือกระทั่งการแสดงได้เห็นว่า แฟชั่นสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง (storytelling) และวัฒนธรรมร่วมสมัยได้
อย่างไม่กี่วันที่ผ่านมา A24 ก็ได้ปล่อยหนังสั้นเปิดตัวความร่วมมือกันระหว่างทั้งคู่ โดยหนังสั้นเล่าเกี่ยวกับตัวตนของ โจนาธาน แอนเดอร์สัน (Jonathan Anderson) ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของ Dior โดยนักแสดงทุกคนภายในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ซาบริน่า คาร์เพนเทอร์ (Sabrina Carpenter) คามิลล์ ค็อตติน (Camille Cottin) จอช โอ’คอนเนอร์ (Josh O’Connor) ดรูว สตาร์คีย์ (Drew Starkey) และ โซฟี ไวลด์ (Sophie Wilde) รับบทเป็นตัวของโจนาธาน ซึ่งแต่ละคนก็จะได้เล่นเป็นโจนาธานในเวอร์ชั่นของตัวเอง ผ่านภาพจำที่พวกเขาและคนทั่วไปจดจำตัวของครีเอทีฟไดเรคเตอร์คนนี้ได้

หากนึกย้อนกลับช่วงปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่โจนาธาน แอนเดอร์สันได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของ Dior ก็ได้ปลุกกระแสความสนใจแฟชั่นจากทั้งคนในอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งคนนอกวงการได้อีกครั้ง ผ่านคอลเล็กชั่นที่เจ้าตัวนำเสนอสู่สายตาชาวโลก ตัวอย่างเช่น Dior Spring/Summer 2026 คอลเล็กชั่นผู้ชาย ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นเปิดตัวของเขา ที่ได้นำหลากหลายแรงบันดาลใจมาผสมผสานกัน ผ่านการหยิบเอาความดั้งเดิมของ Dior มาตีความเสียใหม่ อย่างการนำ ชุด ลา ซีกา (La Cigale) เมื่อปี 1952 มานำเสนอในแบบร่วมสมัยมากขึ้น เป็นต้น
ทุกวันนี้ เมื่อพูดถึงโจนาธาน แอนเดอร์สัน หลายคนอาจนึกถึง Dior เป็นภาพแรก ด้วยภาพจำที่ทั้งแบรนด์และตัวเขาค่อยๆ สร้างขึ้นร่วมกันผ่านผลงานตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ก่อนจะก้าวเข้ามารับบทบาทสำคัญที่ Dior โจนาธานมีเรื่องราวบนโลกแฟชั่นอีกมากมายที่น่าสนใจ ตั้งแต่การสร้างตัวตนของแบรนด์ ไปจนถึงการทิ้งลายเซ็นของตัวเองไว้กับผลงานในแต่ละช่วงเวลา The MATTER จึงอยากชวนทุกคนย้อนสำรวจเส้นทางและตัวตนของชายผู้กำลังเขียนตำนานบทใหม่ให้กับโลกแฟชั่น ผ่านผลงานและการออกแบบของเขากัน
แฟชั่นไร้เพศ และเรื่องราวของโจนาธาน แอนเดอร์สัน
แน่นอนว่าการที่เราจะรู้จักตัวตนของใครสักคนได้ ก็ย่อมต้องรู้จักเรื่องราวและชีวิตเบื้องหลังของพวกเขาไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นเราขอเริ่มตั้งแต่ในวันที่เขาเป็นวัยรุ่น เดิมทีโจนาธานสนใจการแสดงและย้ายไป วอชิงตัน ดี.ซี.เพื่อเรียนที่ Studio Theatre ระหว่างอยู่ที่นั่น เขาก็ได้พบกับคนที่ดูแลเครื่องแต่งกายในโรงละคร และเริ่มสนใจว่าเสื้อผ้าสามารถสร้างตัวละครและบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างไร ซึ่งมันได้จุดประกายความสนใจด้านแฟชั่นและงานออกแบบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเข้าศึกษาด้านการออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายอย่างจริงจังที่ London College of Fashion ก่อนจะสำเร็จการศึกษาในปี 2005 แล้วจึงเริ่มเข้าทำงานที่ Prada ในฐานะ ผู้ดูแลการจัดแสดงสินค้าและภาพลักษณ์หน้าร้าน (Visual Merchandiser)
ที่ Prada โจนาธาน ทำงานภายใต้การดูแลของ มานูเอลา ปาเวซี (Manuela Pavesi) ผู้เป็นมือขวาของ มิวเซีย ปราดา (Miuccia Prada) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมและหัวหน้านักออกแบบของ Prada หลังจากทำงานอยู่ที่นั่นได้ประมาณ 3 ปี โจนาธานก็ได้ตัดสินใจที่จะสร้างตัวตนของเขาบนโลกแฟชั่นอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้ชายขึ้นในปี 2008 โดยใช้ชื่อว่า ‘JW Anderson’
แม้โจนาธานจะมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและเสื้อผ้าไม่มากนักในช่วงเริ่มต้น แต่เขาก็สามารถสร้างแนวทางการออกแบบของตัวเองผ่าน JW Anderson ได้ชัดเจนตั้งแต่แรก โดยโจนาธานต้องการนำเสนอแนวคิดว่าด้วยความเป็นชายและความเป็นหญิงร่วมสมัย ผ่านการออกแบบซิลูเอท (Silhouette) ที่ชวนให้ตั้งคำถาม พร้อมหยิบองค์ประกอบจากเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงมาผสมผสานกันอย่างตั้งใจ
ด้วยช่วงแรก JW Anderson ยังนำเสนอเฉพาะเสื้อผ้าผู้ชาย มุมมองการออกแบบที่ทลายเส้นแบ่งทางเพศของโจนาธานจึงได้รับความสนใจ ตลอดจนเป็นแรงสั่นคลอนสำคัญในวงการแฟชั่น และด้วยเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของผลงานนี้เอง ทำให้ JW Anderson ได้รับโอกาสให้จัดแสดงคอลเล็กชันในตารางหลักของ London Fashion Week ตั้งแต่ปี 2008
และหากถามว่าการนำเสนอเรื่องเพศบนเสื้อผ้าของ JW Anderson สร้างความสั่นคลอนต่อวงการแฟชั่นอย่างไร งานศึกษาเกี่ยวกับ แนวคิดต่อต้านเพศ (Antigender) ในโลกแฟชั่นจากกรณีศึกษาแบรนด์ JW Anderson ของ จูดิธ เบเยอร์ (Judith Beyer) จาก Massey University ระบุว่า แนวคิดของแบรนด์กำลังตั้งคำถามต่อระบบ 2 เพศในสังคม โดย นำสัญลักษณ์ที่ถูกผูกเข้ากับความเป็นชายและความเป็นหญิงมาปะปนและตีความใหม่ จนเส้นแบ่งระหว่างเสื้อผ้าของสองเพศเริ่มพร่าเลือนลง และเปิดพื้นที่ให้ความเป็นชายและความเป็นหญิงสามารถถูกแสดงออกได้หลากหลายมากขึ้น
สำหรับใครที่นึกภาพไม่ออกว่าแนวคิดการเบลอเส้นแบ่งทางเพศของโจนาธานมีหน้าตาอย่างไร เราขอยกตัวอย่าง JW Anderson Fall/Winter 2013 ที่จัดแสดงในช่วง London Fashion Week โดยคอลเล็กชั่นนี้ได้นำเสนอทั้ง กางเกงขาสั้นระบาย เดรส เสื้อเกาะอก และรองเท้าบู๊ตสำหรับขี่ม้า ซึ่งทั้งหมดถูกสวมใส่โดยนายแบบผู้ชาย

JW Anderson Fall/Winter 2013
หากมองด้วยเลนส์ยุคปัจจุบัน เราก็อาจมองว่าผู้ชายใส่เดรสหรือกระโปรงก็ดูจะเป็นเรื่องปกติ เพราะเดี๋ยวนี้ใครอยากแต่งตัวแบบใดก็ล้วนเป็นสิทธิและเสรีภาพของแต่ละบุคคลทั้งนั้น แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 2000 – ต้นทศวรรษ 2010 นั้น มุมมองการจำแนกเพศและขีดเส้นแบ่งเครื่องแต่งกายที่ชัดเจนยังคงเป็นแนวคิดหลักของสังคมหรือแม้กระทั่งโลกแฟชั่นอยู่ JW Anderson ซึ่งเน้นงานออกแบบที่ไม่ยึดถือตามขนบแนวคิดสังคมจึงกลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นขึ้นมาในวงการ นำไปสู่เสียงชื่นชมในความกล้าออกในกรอบเดิมๆ ตลอดจนเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่อตัวแบรนด์และโจนาธาน
บทความวิพากษ์วิจารณ์ JW Anderson ที่เผยแพร่บน Daily Mail ปี 2013 แสดงความคิดเห็นว่า “ดีไซเนอร์ที่ JW Anderson สร้างความอัปยศอดสูให้แก่เหล่านายแบบอยู่ไม่น้อย เพราะพวกเขาบังคับให้เหล่านายแบบต้องออกมาเดินบนรันเวย์ในชุดกางเกงขาสั้นระบายลูกไม้ ชุดเดรสหนัง และรองบูทสูงถึงเข่าประดับระบาย”
จากบทความของ Daily Mail สะท้อนให้เห็นว่ากรอบเรื่องเพศในยุคสมัยนั้น ถือเป็นโครงสร้างที่ฝังรากลึกลงไปในความคิดของผู้คนในสังคม JW Anderson เป็นเพียงหนึ่งในแบรนด์ที่กล้าที่ท้าทายกรอบสังคมนี้ เพราะสำหรับโจนาธานแล้ว ตู้เสื้อไม่ควรถูกจำกัดด้วยเพศ ทุกคนควรได้สวมใส่อะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ
ด้วยความโดดเด่นและความล้ำสมัยของงานออกแบบของ JW Anderson ในเดือนกันยายน ปี 2013 เดลฟีน อาร์โนล์ (Delphine Arnault) และ ปิแอร์ อีฟ รุสเซล (Pierre-Yves Roussel) แห่ง LVMH จึงชักชวนโจนาธาน แอนเดอร์สัน มาเป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ให้กับ Loewe หนึ่งในแบรนด์ภายใต้เครือ LVMH
ก่อนที่โจนาธานจะเข้ามามีบทบาท Loewe เป็นแบรนด์หรูที่มีฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ที่เน้นไปที่งานเครื่องหนังเป็นหลัก ทว่าเมื่อโจนาธานเข้ามากุมบังเหียนด้านงานออกแบบ แบรนด์ก็ได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยโจนาธานเข้ามาเติมองค์ประกอบความเหนือจริง (Surrealism) เข้าไปในดีเอ็นเอของ Loewe ผ่านการเล่นกับเทคนิค ทรอมป์-เลยล์ (Trompe-l’œil) หรือเทคนิคการสร้างภาพลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงเสื้อผ้าให้กลายเป็นงานประติมากรรม และอารมณ์ขี้เล่นที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ โจนาธานได้เปลี่ยนแบรนด์เครื่องหนังที่คนมองว่าเชยให้ขายแฟชั่นเชิงคอนเซ็ปต์มากขึ้น ผ่านการเชื่อมโลกของแฟชั่นเข้ากับศิลปะ ทั้งนี้ โจนาธานก็ยังคงไม่ลืมความเป็น Loewe ด้วยการผสมผสานงานหัตถศิลป์และองค์ความรู้ทางศิลปะแบบดั้งเดิมของแบรนด์ เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงานเครื่องหนัง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบเขาได้อย่างกลมกลืน
หนึ่งในตัวตนสำคัญที่โจนาธาน แอนเดอร์สันนำเสนอมาให้เห็นผ่านผลงานของเจ้าตัวในฐานะครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของ Loewe คือการหยิบเอาความดั้งเดิมมาผสมผสานเข้ากับความคิดหรือองค์ความรู้ร่วมสมัย ตัวอย่างเช่น Spring/Summer 2022 ซึ่งเป็นโชว์แรกหลังการแพร่ระบาดของโควิด 19 Loewe ภายใต้โจนาธานเต็มไปด้วยการทดลองแนวคิดและความสร้างสรรค์เชิงคอนเซ็ปต์มากขึ้นกว่าเก่า โจนาธานใช้ผลงานของเขาในการสำรวจแง่มุมต่างๆ ของชีวิตร่วมสมัย ตั้งแต่ความหมกมุ่นของเราที่มีต่อหน้าจอ การแพร่กระจายของสิ่งต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการที่เรากำลังแยกแยะระหว่างของจริงกับของปลอมได้ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยนำแนวคิดเหล่านี้มาสร้างน้ำหนักผ่านเสื้อผ้าที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น Loewe เอาไว้
แม้ Loewe จะเป็นแบรนด์ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน และขายความดั้งเดิมมาโดยตลอด แต่โจนาธานก็ยังคงไม่ละทิ้งการนำเสนอเสื้อผ้าในฐานะเครื่องแต่งกายมากกว่าเครื่องแบ่งเพศเฉกเช่นเดิมที่เขานำเสนอมาโดยตลอดผ่าน JW Anderson อย่างใน Loewe Fall/Winter 2015 ที่เขานำเสนอเสื้อผ้าผู้ชายผ่านซิลูเอทและวัสดุที่ท้าทายภาพจำของความเป็นชาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเบลาส์ (Blouse) ผ้าไหมประดับระบาย เสื้อผ้าที่มีความพลิ้วไหว หรือการเลือกใช้ภาพรวมของชุดที่มีความเป็นหญิงเข้ามาอยู่บนร่างกายของนายแบบ
โดยหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญใน Loewe Fall/Winter 2015 คือการนำเสนอแนวคิดเรื่อง ความสับสนทางเพศ (gender confusion) ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงในสังคม ตัวเขาในฐานะนักออกแบบจึงเชื่อว่า หน้าที่ของตัวเองคือการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านเสื้อผ้า
ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปีที่ดำรงตำแหน่งครีเอทีฟไดเรคเตอร์ให้กับ Loewe โจนาธานได้ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนภาพจำของแบรนด์ ผ่านการนำงานหัตถศิลป์อันเป็นรากฐานของ Loewe มาผสมผสานเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย ศิลปะ วัฒนธรรมดิจิทัล และการทดลองทางแฟชั่น ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการดึงลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจแบรนด์เก่าแก่นี้อีกครั้งด้วย
ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2025 โจนาธานก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ให้แก่เสื้อผ้าฝั่งบุรุษของ Dior และในเดือนมิถุนายน 2025 ก็ได้รับหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ฝ่ายเสื้อผ้าสตรีและคอลเล็กชั่นโอต์กูตูร์ของ Dior ต่อด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 79 ปีของ Dior ที่ดีไซเนอร์เพียงคนเดียวรับผิดชอบทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง อย่างไรก็ดี สถานะ Dior แตกต่างออกไปจาก Loewe สิ่งที่เขาต้องเผชิญหน้าเมื่อก้าวเข้าสู่บ้านของ Dior คือ การทำงานกับแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์และภาพจำอันแข็งแรงอยู่แล้ว พร้อมกับโจทย์สำคัญว่าจะนำมรดกเหล่านั้นมาตีความใหม่อย่างไร โดยไม่ทำให้ผู้คนลืมว่านี่คือ Dior

Dior Spring/Summer 2026
ซึ่งโจนาธานก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเขาทำมันมาตลอดตั้งแต่ตอนอยู่ที่ Loewe ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวตนของเขาที่ถูกสะท้อนออกมาผ่านผลงานการออกแบบของเจ้าตัวเช่นกัน นั่นคือ การหยิบเอาองค์ประกอบที่ผู้คนคุ้นเคยจากแบรนด์มาตีความใหม่ผ่านมุมมองของตัวเอง โดยยังคงรักษาร่องรอยของสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำความเป็น Dior เอาไว้ ตัวอย่างเช่น Dior Spring/Summer 2026 ฝั่งผู้ชายที่เจ้าตัวหยิบเอาบาร์แจ็กเกต (Bar Jacket) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของ Dior กลับมาตั้งคำถามกับความหมายของการตัดเย็บ ไปจนถึงการนำประวัติศาสตร์ของ คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) ผู้ก่อตั้ง Dior หรือกระทั่งวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Dracula ของ บราม สโตเกอร์ (Bram Stoker) ผู้เป็นชาวไอริชเช่นเดียวกันกับเขามาดัดแปลงเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ร่วมสมัยมากขึ้น
หรืออย่างใน Dior Haute Couture Fall/Winter 2026–2027 โจนาธานก็ได้หยิบเอาผลงานของ ลินดา เบงกลิส (Lynda Benglis) ประติมากรชาวอเมริกัน มาเป็นจุดตั้งต้นในการตีความโอต์กูตูร์ ผ่านการนำเทคนิคอย่างการจับจีบ การผูกปม และการเดรป มาสร้างรูปทรงของเสื้อผ้าให้มีลักษณะคล้ายประติมากรรม ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็ยังนำ บาร์ แจ็กเกต อันเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของ Dior มาตีความใหม่ให้เข้ากับภาษาการออกแบบของตัวเองด้วย
แน่นอนว่าโจนาธานเองก็ยังคงไม่ละทิ้งตัวตนการสอดแทรกแนวคิดแฟชั่นไร้เพศผ่านผลงานของตัวเอง แม้จะเป็นงานออกแบบของ Dior ก็ตาม อย่างใน Dior Spring/Summer 2026 เสื้อผ้าที่นายแบบหลายคนส่วมใส่ก็สะท้อนแนวคิดนี้ออกมาได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น เสื้อเบลาส์คอสูง เสื้อกั๊กที่ปักลายดอกไม้ กางเกงคาร์โก้ทรงพองเหมือนกระโปรง รวมถึงเสื้อผ้าที่มีสัดส่วนและรายละเอียดซึ่งมักถูกเชื่อมโยงเข้ากับการแต่งกายของผู้หญิง
กระทั่งในฝั่งผู้หญิงอย่างคอลเล็กชั่น Dior Spring/Summer 2026 ก็ได้หยิบเอาองค์ประกอบความเป็นชายหลากหลายรูปแบบมาเล่าบนร่างกายของผู้หญิงด้วยเช่นกัน อาทิ ชุดสูทคาคิ (khaki) ที่จับคู่กับมินิสเกิร์ต (mini skirt) หรือการการนำองค์ประกอบจากฝั่งผู้ชายกลับมาอยู่ในคอลเลกชันผู้หญิง
แม้ว่าโจนาธาน แอนเดอร์สัน จะออกแบบให้ทั้ง JW Anderson Loewe รวมถึง Dior ซึ่งต่างก็มีอัตลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างกันไป แต่ตัวขอโจนาธานกลับสามารถสอดแทรกตัวตนของเขาลงไปในทุกแบรนด์ได้อยู่เสมอ อย่างแรกคือการหยิบเอาความร่วมสมัยมาผสมผสานและตีความไปกับความดั้งเดิมของเสื้อผ้า ถัดมาคือการนำเสนอจุดยืนเรื่องแฟชั่นที่ไร้เพศของตัวเอง รวมถึงการมองเสื้อผ้าเป็นพื้นที่สำหรับทดลองและตั้งคำถาม มากกว่าจะเป็นเพียงสิ่งที่ใช้บอกว่าเราควรแต่งตัวอย่างไร
สิ่งเหล่านี้ทำให้แม้ผลงานของโจนาธานจะเปลี่ยนไปตามบริบทของแต่ละแบรนด์ แต่เรายังคงมองเห็นลายเซ็นของเขาได้อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่เขานำติดตัวไปด้วยไม่ใช่รูปแบบของเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว หากเป็นวิธีคิดที่มีต่อแฟชั่น ที่เจ้าตัวสามารถหยิบสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคยจากแต่ละแบรนด์มาถอดความหมาย ตีความ และใส่ความคิดของตัวเองเข้าไป โดยยังรักษาร่องรอยบางอย่างที่ทำให้เราจำได้ว่านี่คือแบรนด์อะไร
แล้วสำหรับทุกคน ตัวตนของ โจนาธาน แอนเดอร์สัน เป็นแบบไหน?
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s) Editorial Staff: Paranee SrikhamYou might also like