Cover Image

ไม่รอจม! "ยศชนัน" หนุนระบบเตือนภัยน้ำถึงระดับครัวเรือน ใช้ Digital Twin ล็อกเป้าเซฟกลุ่มเสี่ยง : อินโฟเควสท์

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แก้ปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชน ตั้งแต่ภัยน้ำท่วม การศึกษา ไปจนถึงการสร้างงานในอนาคตของประเทศ

นายยศชนัน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำภาคเหนือ ได้เตรียมระบบบัญชาการร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมชลประทาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กรมอุตุนิยมวิทยา GISTDA และมหาวิทยาลัย มาประมาณ 2 เดือน พร้อมวอร์รูมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานประกอบกัน และหากการประเมินแตกต่าง จะยึดกรณีเลวร้ายที่สุดเป็นฐานในการเตรียมรับมือ

โดยบทเรียนจากพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า ฝนบนพื้นที่สูงอาจไหลลงสู่ชุมชนเร็วกว่าการตรวจวัดจากแม่น้ำ จึงเร่งติดตั้งโทรมาตรและเซนเซอร์วัดปริมาณฝนบนพื้นที่สูง เพิ่มระบบแจ้งเตือนชุมชนเมื่อฝนเกินเกณฑ์ พร้อมอบรมประชาชน และผู้นำชุมชน ให้เข้าถึงข้อมูล อ่านสถานการณ์ และรู้แผนอพยพด้วยตัวเอง รวมทั้งเตรียมศูนย์พักพิงในมหาวิทยาลัย และหน่วยงานราชการไว้ตลอดเวลา

นายยศชนัน กล่าวว่า เป้าหมายต่อไป คือ พัฒนาการเตือนภัยจากระดับตำบล ให้ละเอียดถึงระดับชุมชน และครัวเรือน โดยใช้ Digital Twin จำลองภูมิประเทศ ระดับสูง-ต่ำ เส้นทางน้ำ และจุดที่ควรขุดลอก พร้อมมาร์กตำแหน่งผู้ป่วยติดเตียงในระบบ thaiwater.net เพื่อให้รู้ว่าบ้านใดเสี่ยง ต้องอพยพเมื่อใด และใครจะรับผิดชอบนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ในเรื่องการศึกษา รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนวคิด Precision Education หรือการจัดการศึกษาที่เหมาะกับความถนัดของเด็กแต่ละคน โดยมองว่าเด็กไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกันทั้งหมด และไม่ควรใช้เกรดเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง เพราะความสามารถด้านศิลปะ ช่าง เกษตร หรือสาขาอื่นสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้

ทั้งนี้ AI จะเข้ามาช่วยให้เด็กเรียนรู้เนื้อหาที่เหมาะกับความสนใจของตัวเอง ขณะที่ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้แนะนำหรือ Facilitator ช่วยค้นหาความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก ซึ่งทำได้ง่ายขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีสามารถปรับเนื้อหา และวิธีเรียนให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

นายยศชนัน ยังเห็นว่า เส้นทางการศึกษาไม่ควรถูกบังคับให้ทุกคนต้องเดินเหมือนกัน เด็กบางคนอาจต้องช่วยครอบครัวและเลือกเรียนสายอาชีพ สามารถเรียนไปทำงานไป มีรายได้ตั้งแต่ยังเรียน และเมื่อพร้อมก็ควรมีเส้นทางต่อมหาวิทยาลัยได้โดยมีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่ต่างจากสายสามัญ

ส่วนระบบ TCAS อยู่ระหว่างพยายามปรับให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น โดยลดน้ำหนักการสัมภาษณ์ลงเหลือประมาณ 30% ในบางแห่ง และพัฒนาการใช้ Portfolio ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความได้เปรียบของผู้สมัครที่มีต้นทุนมากกว่าในการจัดทำแฟ้มผลงาน

อีกแนวทางที่ใกล้ตัวคนวัยทำงาน คือ ระบบ Credit Bank จะเปิดโอกาสให้นำประสบการณ์ และทักษะจากการทำงาน มาเทียบเป็นคุณวุฒิหรือหน่วยกิต สะสมต่อยอดเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้ คนที่เคยไม่มีโอกาสเรียนในอดีต จึงสามารถกลับมาเรียนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์

นายยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย ในตลาดแรงงานจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พร้อมเปิดโอกาสให้คนพิการและกลุ่มที่ยังทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น ผ่านการปรับกฎระเบียบ เพิ่มทักษะ และใช้ Assistive Technology ช่วยให้สามารถทำงานได้ตามความสามารถ

ทั้งนี้ ภาพใหญ่ของการพัฒนาคนจะขับเคลื่อนผ่านแนวคิด Thailand Nation of Mastery เชื่อมความเชี่ยวชาญของคนแต่ละคนให้กลายเป็นความสามารถระดับประเทศ ตั้งแต่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน SME ไปจนถึงโรงงานและธุรกิจนวัตกรรม โดยใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น

นายยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยต้องใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และสุขภาพ ต่อยอดเป็น Clinical Trial Hub ดึงการทดลองยาและเครื่องมือแพทย์มาตรฐานสากลเข้าประเทศ เชื่อมบริษัทไทย สมุนไพร อาหาร และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อสร้างทั้งองค์ความรู้ การลงทุน และโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพใหม่

พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงการเตรียมเดินทางไปร่วมเวที STS Forum ที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยงานนี้เปรียบเหมือน World Economic Forum ในสายวิทยาศาสตร์ นายยศชนัน กล่าวว่า ในครั้งนี้เตรียมนำเสนอแนวคิด Nature Positive ในเวที ผลักดันให้ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และป่าไม้ของไทยมีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่เป้าหมาย Net Zero โดยย้ำว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาธรรมชาติต้องเดินไปพร้อมกัน

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

Back To Top