โลกการเงินผันผวน กรุงศรีดัน Digital FX รับธุรกิจยุคหลายสกุลเงิน
โลกการเงินผันผวน
กรุงศรีดัน Digital FX รับธุรกิจยุคหลายสกุลเงิน
ท่ามกลางตลาดการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมการค้าโลกที่เข้าสู่ยุคหลายสกุลเงิน (Multi-Currency Trends) ธุรกิจการเงินไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ความรวดเร็วของการทำธุรกรรม แต่ต้องตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ จึงเดินหน้าปรับกลยุทธ์สู่ยุค Digital FX พร้อมขยายบริการเงินตราต่างประเทศและโซลูชั่นบริหารความเสี่ยง รองรับภาคธุรกิจไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่โลกการค้าใหม่ ขณะเดียวกันประเมินทิศทางตลาดเงินปี 2569 เงินบาทยังมีโอกาสผันผวนสูง จากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และราคาน้ำมันโลก
ฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า กรุงศรีให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า และพร้อมทำหน้าที่ในฐานะพาร์ตเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายต่างๆ ของตลาดเงินทั่วโลก โดยที่ผ่านมา กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (FX) เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 16%
ความสำเร็จของธุรกิจตลาดเงินไม่ได้วัดกันที่ปริมาณธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อธนาคาร จากความสามารถในการช่วยบริหารความเสี่ยงท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยปัจจุบันตลาด FX กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยสะท้อนจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของไทยเติบโตมากกว่า 60% ขณะที่ปริมาณธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อการนำเข้าและส่งออกผ่านธนาคารพาณิชย์กลับเติบโตเพียง 5.7%
ความแตกต่างของอัตราการเติบโต ทำให้เห็นว่าแม้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยขยายตัว แต่รูปแบบการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศของภาคธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ทั้งจากช่องทางดิจิทัล ผู้ให้บริการรูปแบบใหม่ และเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย ส่งผลให้การแข่งขันในตลาด FX ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบโซลูชั่นที่ช่วยลดความเสี่ยงและตอบโจทย์ธุรกิจเฉพาะราย
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Multi-Currency Trends จากเดิมที่การค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ใช้สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน ปัจจุบันเริ่มเห็นการใช้สกุลเงินอื่นเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของคู่ค้าใหม่ ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ การกระจายการใช้สกุลเงินจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านการชำระเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินในระยะยาว
จากแนวโน้มการทำธุรกรรม FX ของภาคธุรกิจและภาครวมของตลาดการเงิน กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2026 โดยมุ่งเน้นการยกระดับบริการสู่ Digital FX เต็มรูปแบบ ผ่านการพัฒนาช่องทางออนไลน์ เช่น FX@Krungsri ระบบ FX API สำหรับเชื่อมต่อแพลตฟอร์มของลูกค้า รวมถึง Krungsri FX Line Official Account เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลตลาดการเงินและทำธุรกรรมได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้บริการ FX เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารธุรกิจ ไม่ใช่เพียงธุรกรรมปลายทาง
นอกจากนี้ ธนาคารเตรียมขยายโซลูชั่นด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและบริการ Multi-Currency โดยเพิ่มทางเลือกสกุลเงินใหม่ อาทิ เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) เงินดีแรมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (AED) และเงินริยาลซาอุดีอาระเบีย (SAR) ซึ่งเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 4/2568 เพื่อรองรับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับภูมิภาคใหม่ๆ โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ ยังพัฒนาโซลูชั่นบริหารความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์การลงทุน รวมถึงนำ AI และระบบ Automation มาสนับสนุนการทำงานของ FX Dealer เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และคุณภาพการให้บริการ
ขณะที่ รุ่ง สงวนเรือง ผู้อํานวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเปลี่ยนความสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังมีความเปราะบางและอาจกลับมากระทบตลาดเป็นระยะภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ คนใหม่ มีแนวโน้มปรับรูปแบบการสื่อสารลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ทำให้ตลาดอาจมีความผันผวนสูงขึ้นเมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน
สำหรับเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนจากยอดนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากการบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันโลกที่แม้ผันผวน แต่ยังซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดของรอบที่ผ่านมา รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดไทย โดยกรุงศรีมองว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย คาดว่าน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 หากเฟดคงดอกเบี้ยตามสมมุติฐานหลักและดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในระยะต่อไปจะมีความผันผวนสูงขึ้น และอาจไม่กลับไปเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าเพียงด้านเดียวเหมือนในอดีต เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไป ทั้งด้านการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ขณะเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยไว้ที่ระดับ 1% ต่อเนื่องอีกหลายไตรมาส หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อระยะนี้ส่วนใหญ่มาจากต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงาน มากกว่าปัจจัยด้านอุปสงค์ คาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2569 จะโตที่ระดับ 1.9% และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32.5 ล้านคน
ส่วนโอกาสของเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง ยังมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และ Cloud Service หลังคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 142% ทะลุระดับ 1 ล้านล้านบาท สอดคล้องกับแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตตามยุทธศาสตร์ China Plus One ซึ่งอาจเป็นแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องติดตามความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นโยบายภาษีของสหรัฐ ข้อจำกัดด้านการคลัง ผลกระทบหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสิ้นสุดลง รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งระดับหนี้ครัวเรือนสูง ความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป