Cover Image

เปิดโลก Digital Forensics เมื่อ "คอมพ์-มือถือ" เป็นพยานปากเอก หลังเกิดคดีรุนแรง

  1. หน้าหลัก 
  2. Cyber BIZ 
  3. Lifestyle 

เปิดโลก Digital Forensics เมื่อ "คอมพ์-มือถือ" เป็นพยานปากเอก หลังเกิดคดีรุนแรง

เผยแพร่: 8 ส.ค. 2569 12:30   ปรับปรุง: 8 ส.ค. 2569 12:30   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แทบทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง สิ่งแรกที่ตำรวจทำอาจไม่ใช่การสอบปากคำพยาน แต่คือการยึดสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ของผู้ก่อเหตุ

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ใช้คือเทคโนโลยี Digital Forensics หรือนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เช่น เครื่องมือสกัดข้อมูลตระกูล UFED ของ Cellebrite, Magnet AXIOM, หรือ GrayKey

เทคโนโลยีเหล่านี้ทำงานง่ายมาก คือเมื่อตำรวจเสียบสายเข้ากับโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์จะเจาะผ่านการเข้ารหัสเพื่อทำ Physical Extraction หรือ Logical Extraction ดูดข้อมูลทุกบิตออกมา แม้กระทั่งแชตที่ถูกกดลบไปแล้ว ผ่านการกู้คืนไฟล์ SQLite database ที่ยังไม่ถูกเขียนทับ

ทีมสอบสวนอาจจะเจอรูปภาพอาวุธปืน ประวัติการค้นหา Google เช่น "วิธีทำระเบิด" หรือ "จุดอ่อนของเสื้อเกราะ" และข้อความระบายความโกรธแค้นในแอปพลิเคชันอย่าง Discord หรือ Telegram

เหตุความรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ย้ำเตือนว่าในยุคดิจิทัล ชีวิตของเราถูกบันทึกไว้เกือบทั้งหมดบนอุปกรณ์ที่พกติดตัว
หลังเหตุการณ์กราดยิงที่บัฟฟาโล (Buffalo) ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2022 ตำรวจพบว่าเพย์ตัน เจนดรอน (Payton Gendron) มือปืนวัย 18 ปี เขียนข้อความมากกว่า 600 ข้อความลงในแพลตฟอร์ม Discord เปิดเผยแผนการล่วงหน้านานนับเดือน

หรือในเหตุกราดยิงที่พิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) คนร้ายโพสต์ข้อความเกลียดชังชาวยิวบนแพลตฟอร์ม Gab และโชว์รูปอาวุธปืน

แต่ปัญหาคือเครื่องมือ Digital Forensics ระดับทหารเหล่านี้ จะถูกอนุมัติให้ใช้งานได้ผ่านหมายศาล ก็ต่อเมื่อ "ศพ" ถูกหามออกจากที่เกิดเหตุแล้ว จึงจะสามารถหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการหา "แรงจูงใจ"

อย่างไรก็ตาม จุดที่เครื่องมือนี้สอบตกอย่างสิ้นเชิง คือเรื่องของการป้องกัน เพราะแม้ฆาตกรจะจงใจพิมพ์เบาะแสลงไปบนหน้าฟีด แต่ AI ของบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ที่สามารถเสิร์ฟโฆษณารองเท้าผ้าใบให้เราได้ทันทีที่เพื่อนเราพูดถึง กลับดักจับข้อความขู่ก่อการร้ายเหล่านี้ไม่ได้

สาเหตุของการดักจับไม่ได้ มีชื่อภาษาอังกฤษเรียกภาวะนี้ว่า Contextual Ambiguity หรือความคลุมเครือของบริบท เพราะนัก Data Scientist ที่ต้องเทรน AI ให้จับคำว่า "เดี๋ยวจะไปยิงให้หมดเลย" ในภาษาของวัยรุ่นที่เล่นเกมต่อสู้อย่าง Valorant หรือ PUBG ประโยคนี้คือการสื่อสารปกติในบริบทของการเล่นเกม หากแพลตฟอร์มตั้งค่า Sensitivity ความไวของ AI ให้สูงเกินไป เด็กหลายล้านคนที่บ่นเรื่องเกม บ่นเรื่องสอบ หรือโพสต์ระบายอารมณ์ด้วยมีม (Meme) รุนแรง จะถูกตีตราว่าเป็นภัยคุกคามทันที อาจเกิดการแจ้งเตือนล้นเกินไปเป็น False Positive มหาศาลจนระบบล่มก็ได้

ภาพแสดงความเสียใจจากเหตุความรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพบหลักฐานเบื้องต้นจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในบ้านพักว่าผู้ก่อเหตุเคยเปิดดูคลิปเหตุกราดยิงในต่างประเทศอย่างน้อย 5 คลิป
สำหรับเหตุความรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ตำรวจพบหลักฐานเบื้องต้นจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในบ้านพักว่าผู้ก่อเหตุเคยเปิดดูคลิปเหตุกราดยิงในต่างประเทศอย่างน้อย 5 คลิป ตั้งแต่ประมาณวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 และมีประวัติการเล่นเกมแนวใช้ความรุนแรง เช่น World of Tanks และ Roblox ขณะที่การสืบสวนยังดำเนินต่อไปเพื่อหาแรงจูงใจ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเครียดจากการเรียน ครอบครัว หรือการถูกกลั่นแกล้ง

ในคดีรุนแรงเช่นนี้ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ดิจิทัลมักกลายเป็นพยานเงียบที่สำคัญที่สุด เพราะการบันทึกชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การค้นหาข้อมูล และตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว นี่คือโลกของ Digital Forensics หรือนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล ที่บางคนอาจยังไม่รู้จัก

***โทรศัพท์มือถือ “รู้เห็น” อะไรบ้าง?

โทรศัพท์สมาร์ทโฟนสมัยใหม่เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สามารถดึงออกมาได้ด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง 6 ข้อมูลหลัก ๆ ที่มักถูกกู้คืนและใช้เป็นหลักฐาน ได้แก่ 1. ประวัติการสื่อสาร ทั้งบันทึกการโทรเข้า-ออก-สายที่ไม่ได้รับ ข้อความ SMS/MMS รวมถึงแชทจากแอปอย่าง LINE, WhatsApp, Telegram, Facebook Messenger ฯลฯ แม้ข้อความที่ลบไปแล้วก็มักกู้คืนได้หากยังไม่ถูกเขียนทับ

การตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ก่อเหตุ รวมถึงอุปกรณ์ของบุคคลใกล้ชิด จะช่วยเติมเต็มภาพแรงจูงใจก่อเหตุความรุนแรงได้มากขึ้น
2. ประวัติเบราว์เซอร์และการค้นหา ทั้งการคำค้นหา Google, คลิปวิดีโอที่เปิดดู เช่น เหตุกราดยิงในต่างประเทศ, เว็บไซต์ที่เข้าชม 3. ข้อมูลตำแหน่ง (Location Data) ทั้งประวัติ GPS, การเชื่อมต่อ Wi-Fi, สัญญาณเสาสัญญาณมือถือ, ตำแหน่งที่แท็กในรูปภาพ (EXIF data) และเส้นทางจากแอปแผนที่ สามารถสร้าง timeline การเคลื่อนไหวได้

4. สื่อและไฟล์ รูปภาพ วิดีโอ เสียงบันทึก (รวมที่ลบแล้ว) โน้ต ปฏิทิน 5. ข้อมูลแอปและระบบ รวมถึงรายการแอปที่ติดตั้ง ประวัติการใช้งาน ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เกม ข้อมูลคลาวด์ (iCloud, Google) และ metadata ต่าง ๆ และ 6. ข้อมูลที่ถูกลบ โดยหลายกรณีสามารถกู้คืนข้อความ รูปภาพ หรือไฟล์ที่ลบไปได้ เพราะระบบปฏิบัติการไม่ลบข้อมูลทันที แต่เพียงทำเครื่องหมายว่า “ว่าง” จนกว่าจะถูกเขียนทับ

เครื่องมือที่ใช้กันอย่างแพร่หลายระดับโลกและในไทย ได้แก่ Cellebrite UFED ซึ่งตำรวจไทยนำเข้าและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จำนวนมากเพื่อใช้สกัดข้อมูลจากมือถือ โดยเฉพาะคดีอาชญากรรมไซเบอร์และการแสวงประโยชน์จากเด็ก ยังมี Oxygen Forensic, MOBILedit และอื่น ๆ ซึ่งกระบวนการต้องทำอย่างระมัดระวังตามมาตรฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของหลักฐาน (chain of custody) ไม่ให้ถูกโต้แย้งในชั้นศาล

จากรายงาน พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมุ้งเน้นการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ในบ้านพักเป็นหลัก พบคลิปเหตุกราดยิงต่างประเทศและเกมรุนแรง ซึ่งอาจชี้ถึงแรงจูงใจหรือการวางแผนล่วงหน้า การตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ก่อเหตุ รวมถึงอุปกรณ์ของบุคคลใกล้ชิด จะช่วยเติมเต็มภาพได้มากขึ้น ทั้งตำแหน่งที่อยู่ก่อน-ระหว่าง-หลังเกิดเหตุ การสื่อสารกับใครก่อนลงมือ การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืน วิธีการ หรือเหตุการณ์คล้ายกัน และข้อความหรือโพสต์ที่อาจแสดงถึงความเครียดหรือความตั้งใจ

 เทคโนโลยี Digital Forensics กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยชีวิตดิจิทัล หลังเกิดเหตุรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมหรือกู้คืนได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระบบปฏิบัติการ ซึ่ง iOS หรือ Android มีความยากง่ายต่างกันในการปลดล็อก ยังมีการเข้ารหัส การลบข้อมูลอย่างถาวร หรือการรีเซ็ตเครื่อง นอกจากนี้ การใช้หลักฐานต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยต้องมีหมายศาลในหลายกรณีเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลด้วย

เหตุการณ์ความรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จึงย้ำเตือนว่าในยุคดิจิทัล ชีวิตของเราถูกบันทึกไว้เกือบทั้งหมดบนอุปกรณ์ที่พกติดตัว เทคโนโลยี Digital Forensics จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยชีวิตดิจิทัลหลังเกิดเหตุรุนแรง เพื่อหาความจริง ป้องกันเหตุซ้ำ และมอบความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายและสังคม

ที่สุดแล้ว Digital Forensics จึงไปไกลมากกว่าการดึงข้อมูล เพราะเป็นการวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลหลายแหล่งเพื่อเล่าเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ จนสามารถช่วยตอบคำถาม “ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และทำไม” ได้อย่างแม่นยำกว่าคำให้การเพียงอย่างเดียว.

Back To Top