Cover Image

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

          อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากหลายคนจะมองว่าการเต้นเป็นเรื่องไกลตัว เหตุเพราะการเต้นมักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่สงวนไว้ให้ผู้ที่ ‘สนิทกับร่างกาย’ กล้าแสดงออก หรือต้องรักความบันเทิงอยู่พอสมควรถึงจะยอมออกสเต็ปวาดลวดลายได้ 

          กระทั่งในยุคนี้ที่หันไปทางไหนก็พบเห็นคนแดนซ์ตามที่สาธารณะได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ทำให้การเต้น (มักมาในรูปแบบของ Challenge) กลายเป็นเทรนด์ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน กิจกรรมนี้ก็อาจไม่ได้ทำให้ใครๆ รู้สึกเชื่อมโยงมีส่วนร่วมได้มากนัก

          แต่ความจริงแล้วการเต้นอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวใครๆ ขนาดนั้น ยิ่งเมื่อแท้จริงแล้ว มันเชื่อมโยงกับ ‘สังคม’ กว่าที่คิด

          ตัวอย่างรูปธรรมที่ทั้งน่าทึ่งและยืนยันเรื่องนี้ได้ดี คือ Destiny Arts Center ศูนย์ศิลปะและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1988 ในเมืองโอ๊คแลนด์ (Oakland) เมืองท่าและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

          ศูนย์ศิลปะดังกล่าวใช้การเคลื่อนไหว ทั้งศิลปะการต่อสู้ และการเต้นรำ เป็นหัวใจหลักในการดูแลเยาวชน เป็นพื้นที่ให้พวกเขาได้ทำกิจกรรมพัฒนาตนเอง เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับ ‘ตัวตน’ ที่หลากหลาย เปิดให้ทุกคนเล่าเรื่องราวของตัวเอง และขยับขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าด้วยกัน ทั้งหมดนั่น เพียงเริ่มจากการขยับตัว

          ห้า-หก-เจ็ด-แปด!

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

โอ๊คแลนด์ แดนแห่งคนแดนซ์กระจาย

          ความหลากหลายของประชากรเป็นข้อขัดแย้งหนึ่งที่ดำเนินมาตลอดในประวัติศาสตร์อเมริกัน 

          โอ๊คแลนด์เองก็เป็นหนึ่งเมืองที่มีประวัติศาสตร์กับเรื่องนี้อย่างเข้มข้น เมืองนี้เป็นสถานที่ก่อกำเนิดขบวนการ Black Panthers Movement ในปี 1966 ช่วงเวลาที่การเหยียดสีผิวรุนแรงอย่างยิ่ง แบล็กแพนเตอร์เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวดำ เพื่อป้องกันคนในชุมชนจากการใช้ความรุนแรงของตำรวจ ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และเรียกร้องความเท่าเทียมผ่านแนวคิดสังคมนิยมและการ ‘ป้องกันตนเอง’ (ในช่วงเวลาดังกล่าว การป้องกันตนเองรวมถึงการใช้อาวุธด้วย)

          ในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างช่วงทศวรรษ 1970 ยังเป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมฮิปฮอปและการเต้นสตรีตแดนซ์ถูกสถาปนาขึ้น

          และมันเกิดขึ้นจากการกดทับเช่นเดียวกัน

          ในยุคค้าทาส ชาวแอฟริกันเคยถูกสั่งห้ามใช้กลองและห้ามพูดภาษาพื้นเมือง พวกเขาจึงใช้ ‘ร่างกาย’ และ ‘เสียงเท้า’ (เช่นการทำ Stomping) เป็น ‘ภาษา’ และเครื่องดนตรี ส่งผลให้ท่าทาง หรือการเต้นเหล่านี้ (ภายหลังเป็นแรงบันดาลใจของการเต้นประเภท KRUMP) เป็นวิธีรักษาตัวตนและศักดิ์ศรี ซึ่งถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ

          เวลาต่อมาฮิปฮอปก็เฟื่องฟูขึ้น โดยเฉพาะบนถนนย่านบรองซ์ (Bronx) ของนิวยอร์กช่วงยุค 70s เพราะวิกฤตเศรษฐกิจและการถูกทอดทิ้งจากรัฐ ทำให้ผู้คนใช้การเต้นข้างถนนเป็นการประกาศศักดาว่า ‘ฉันมีตัวตน’ เยาวชนหลายคนในยุคนั้นเปลี่ยนพื้นที่รกร้างกลางเมืองให้กลายเป็น ‘Cypher’ (วงเต้น-วงแข่งขันแรป) เป็นพื้นที่ประชาธิปไตยที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะจนหรือรวย ไม่ว่าคุณจะผิวสีอะไร

          ศูนย์ Destiny Arts Center ก่อตั้งหลังจากเรื่องราวทั้งหมดเพียงไม่กี่ทศวรรษ แม้ความขัดแย้งจะไม่ได้เรียกร้องให้ใครจับอาวุธขึ้นสู้เหมือนยุคแบล็กแพนเตอร์ แต่สังคมอเมริกันที่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ในนามความหลากหลาย ก็ได้ฟูมฟักจิตวิญญาณแห่งการดูแลชุมชนและการป้องกันตัวเองให้ผู้คน พร้อมกับที่สร้างศิลปะที่ทรงพลังอย่างการเต้นสตรีตแดนซ์ขึ้นมา

          เคท ฮอบส์ (Kate Hobbs) และ แอนโทนี แดเนียลส์ (Anthony Daniels) ศิลปินสองผู้ก่อตั้งก็รับจิตวิญญาณดังกล่าวมาสร้างเป็นพื้นที่สอนศิลปะการต่อสู้เล็กๆ ในปี 1988 ที่ถนนซาน ปาโบล นอร์ธ โอ๊คแลนด์ วาดภาพว่ามันจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเยาวชนได้มาขยับเขยื้อนร่างกายและเติบโต จนเมื่อทั้งสองก็ได้พบและร่วมงานกับนักเต้นมืออาชีพอย่าง ซาราห์ โครเวลล์ (Sarah Crowell) ผู้มีแรงฝันในการใช้ศิลปะการเต้นรำมามีส่วนร่วมทางสังคม มนุษย์สามคนที่รักการเคลื่อนไหว จึงร่วมกันเดินหน้าใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวเพื่อเล่าเรื่องมาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงชีวิตของเยาวชน 

          การดูแลชุมชน เปิดรับความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมทางสังคม จึงเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแนบสนิทกับศิลปะการป้องกันตัวและการเต้นรำ 

          Destiny Arts Center จึงถือกำเนิดขึ้นบนจังหวะที่ต้องตรงกันเช่นนี้ 

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center
Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

เต้นแล้วช่วยอะไร เต้นอย่างไรถึงช่วยสังคม

          เจ็บปวด แปลกแยก หรือต่อต้าน เราก็เต้นรำ 

          ซาราห์ โครเวลล์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเคยกล่าวไว้ว่า “โชคชะตา (Fate) คือสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ แต่พรหมลิขิต (Destiny) คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองได้” และ “เราจำเป็นต้องขยับร่างกายของเรา หากต้องการกำหนดพรหมลิขิตที่ว่านั้น” ในความหมายนี้การสอนให้เด็กๆ ขยับตัวและควบคุมร่างกายของตนเอง จึงเป็นเหมือนก้าวแรกของการสอนให้รู้ว่า เขาสามารถควบคุมอนาคตของตนเองได้เช่นกัน

          Destiny Arts Center ใช้การเคลื่อนไหว (ศิลปะการป้องกันตัว+ศิลปะการเคลื่อนไหว) เพื่อเข้าถึงเยาวชนกว่า 2,600 คนในแต่ละปี ทั้งที่ศูนย์ในนอร์ทโอ๊คแลนด์ โรงเรียนรัฐบาล และศูนย์ชุมชนทั่วพื้นที่ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และวัฒนธรรม 

          พวกเขาเริ่มต้นจากการสร้างโปรแกรมเครือข่ายขนาดเล็กไม่กี่แห่งในนอร์ทโอ๊คแลนด์และเวสต์โอ๊คแลนด์ ก่อนจะค่อยๆ ขยายโปรแกรมให้หลากหลายขึ้น เริ่มจากการสร้างโปรแกรมสำหรับคนแต่ละวัย เด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุ ไปจนถึงส่งศิลปินไปจัดโปรแกรมพำนักเพื่อการเรียนรู้ (Teaching Artist Residencies) ให้แก่เยาวชนในพื้นที่อื่นๆ ในเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่อีสต์โอ๊คแลนด์และเวสต์โอ๊คแลนด์ ซึ่งเป็นย่านที่เยาวชนมีโอกาสเข้าถึงศิลปะได้ยาก

          พวกเขายังระบุไว้ชัดเจนว่า Destiny Arts Center เป็นพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับคนผิวสี โดยเฉพาะคนผิวดำ ไปจนถึงกลุ่ม LGBTQ+ เพราะนอกจากการตระหนักความหลากหลายของสังคมแล้ว ยังเป็นการดำเนินตามเจตนารมของวัฒนธรรมฮิปฮอป ซึ่งมีคนผิวดำและ LGBTQ+ เป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญ อีกทั้งพวกเขาเหล่านั้นยังใช้การเต้นเป็นการตอบสนองต่อการถูกกีดกันทางสังคมและทางการเมืองมาตลอดประวัติศาสตร์ ดังนั้นทั้งนักเรียนและศิลปินที่ทำงานร่วมกับพวกเขาจึงเต็มไปด้วยกลุ่มที่หลากหลาย ทั้งเชื้อชาติ เพศ ฐานะ และอายุ

          การฝึกศิลปะการเคลื่อนไหวในสไตล์ของพวกเขาคล้ายเป็นเหมือนสตูดิโอ (และสตูดิโอเคลื่อนที่) ที่มีคลาสหลากแนวให้เข้าร่วม ทั้งศิลปะการต่อสู้ ฮิปฮอป เบรคแดนซ์ แอฟริกันแดนซ์ แถมยังแยกย่อยออกเป็นคลาสเริ่มต้น และระดับที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

          นอกจากกิจกรรมที่จัดขึ้นในศูนย์ พวกเขานำคลาสต่างๆ ไปสอดแทรกไว้ในหลายพื้นที่ เช่น ในโรงเรียน ทั้งในเวลาเรียนและช่วงพักกลางวัน โดยเข้าไปสร้างความร่วมมือกับโรงเรียนต่างๆ ทำงานกับผู้บริหารในการจัดการหลักสูตร และนำศิลปินนักเต้นเข้าไปทำงานร่วมกับคุณครูในห้องเรียน โดยมีทั้งการร่วมมือระยะสั้น  และระยะยาวแบบรายปี (ตลอดภาคการศึกษา) เพื่อร่วมกันสร้างวัฒธรรมเชิงบวกและป้องกันไม่ให้หลักสูตรแตกต่างกันจนเกินไป

          “Destiny Arts มีส่วนทำให้ปีการศึกษาของเราฟู่ฟ่า โครงการ กลยุทธ์ การนำไปใช้จริง หรือความคิดสร้างสรรค์ของโปรแกรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่ปลดปล่อยพลังของนักเรียนของฉันเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการศึกษาที่ถูกออกแบบมาอย่างละเอียดและวางแผนมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการเคลื่อนไหว วัฒนธรรม ดนตรี หรือภาษา นักเรียนล้วนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าคลาสและรอคอยที่จะให้ถึงวันที่พวกเขาจะได้ออกสเตป”  คุณครูท่านหนึ่งออกความเห็น

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

          ส่วนกิจกรรมนอกโรงเรียน ก็จะจัดเป็นโปรแกรมหลังเลิกเรียนและแคมป์ช่วงฤดูร้อน ที่เปิดให้เด็กและเยาวชนได้มาเต้นและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเวลาว่างได้ที่ศูนย์ นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับศูนย์ชุมชนหรือกลุ่มกิจกรรมในพื้นที่ (เช่นกลุ่มละครเวที) ไปจนถึงสถานพินิจเยาวชนด้วย

          หัวใจสำคัญในโปรแกรมต่างๆ ของ Destiny Arts Center ไม่ใช่การสอนทักษะการเต้นเพียงอย่างเดียว แต่จะทำงานกับความรู้สึก ปัญหา เรื่องราวของแต่ละคน หรืออย่างที่ซาราห์ผู้ก่อตั้งเรียกว่า ‘เราทำงานกับเรื่องที่สำคัญกับพวกเขา’ 

          ชีวิตของเด็กและวัยรุ่นแต่ละคนไม่ง่าย เราล้วนผ่านกันมาแล้วทั้งนั้น เส้นทางการเติบโตและชีวิตในโรงเรียนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป พวกเขาหลายคนเจอกับปัญหาที่กระทบจิตใจ และอาจเป็นเงาที่ทอดยาวจนวันที่พวกเขาแก่ตัว ไม่ว่าจะปัญหาครอบครัว การกลั่นแกล้ง (bullying) หรืออคติทางเพศ 

          ในบริบทเชิงพื้นที่ สภาพปัญหาเรื่องเยาวชนในโอ๊คแลนด์โดยรวมก็ร้ายแรงไม่แพ้กัน เพราะมีหนุ่มสาวจำนวนมากในชุมชนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจากหลายเหตุผล ทั้งการเหยียดเชื้อชาติ ปัญหายาเสพติด การครอบครองอาวุธปืน อีกทั้งโอ๊คแลนด์ยังเป็นพื้นที่ที่ค่าครองชีพสูง จนครอบครัวคนผิวดำจำนวนมากต้องย้ายออกจากที่อยู่อาศัย เนื่องจากทนแรงกดดันทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไม่ไหว

          มีหลายวิธีที่สังคมจะเลือกใช้รับมือกับปัญหาทั้งหมดนี้ แต่วิธีที่ Destiy Arts Center เลือกใช้และเข้ามาเติมเต็มชุมชน คือแนวความคิดที่เรียกว่า ‘การพัฒนาเยาวชนเชิงสร้างสรรค์’ หรือ CYD (Creative Youth Development)  โดย Destiny Arts Center นำประเด็นหนักๆ เหล่านี้มาแปลงให้เป็นท่าเต้น

          และผู้ที่ออกแบบ ก็เป็นเยาวชนโอ๊คแลนด์นั่นแหละ

          ท่าเต้นดังกล่าวเรียกว่า Turfing (Take Up Room on the Floor) มีลักษณะเด่นคือการเคลื่อนไหวตามจังหวะ ผสมผสานกับการโบกมือ และการเคลื่อนไหวบนพื้น เช่น การลื่นไถล การงอตัว Turfing มักใช้เพื่อ ‘ไว้อาลัยให้กับผู้ที่จากไป’ จากความรุนแรงในท้องถนน หรือเพื่อแสดงการประท้วงต่อต้านการใช้ความรุนแรงของตำรวจ โดยนักเต้นจะใช้พื้นที่สาธารณะหรือทางแยกเป็นเวที เพื่อทวงคืนพื้นที่ของชุมชน

          หัวใจสำคัญของ CYD คือ อันดับแรกต้องมีสถานที่ที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพไว้ฝึกซ้อมก่อน จากนั้นเมื่อเยาวชนรู้จุดแข็งและออกแบบกิจกรรมขับเคลื่อนเป็นของตัวเองได้แล้ว พวกเขาก็ต้องมีศักยภาพในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี โดย CYD จะสนับสนุนให้เยาวชนตั้งความคาดหวังต่อการเติบโตและการเรียนรู้ทางศิลปะและตระหนักถึงส่วนรวมและสร้างความร่วมมือกับชุมชนของตนเอง

          นั่นคือการบรรลุศักยภาพของไปพร้อมๆ กับสร้างทักษะทางสังคม อารมณ์ และการรับรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน 

          แนวทางนี้ถูกนำมาผนวกกับศิลปะการเคลื่อนไหว โดยหน้าที่ของ Destiny Arts Center คือการเปลี่ยนความทุกข์ ความโกรธเกรี้ยวของวัยรุ่นไปเป็นความมุ่งมั่นต่อสังคม เปลี่ยนความรู้สึกขาดสิทธิเสรีภาพไปเป็นความรู้สึกว่าพวกเขาจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ โดยให้พวกเขาใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวเป็น ‘ภาษา’ ในการสื่อสาร

          “ผมโตมากับศูนย์ Destiny โดยที่ผมไม่รู้เลยว่ามันพิเศษแค่ไหนที่ผมมีพื้นที่ปลอดภัย ได้รับการโอบอุ้มทางอารมณ์และโอบอุ้มอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนให้สร้างความสัมพันธ์เชิงลึกกับเพื่อนๆ ที่มีพื้นเพทางเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน” ชานดริกา ฟรานซิส (Chandrika Francis) ศิษย์เก่านักเต้นสะท้อน

          เมื่อเข้าไปดูไกด์ไลน์หลักสูตรของ Destiny Arts Center ที่ใช้กับเยาวชนอายุตั้งแต่ 3-24 ปี จะพบว่าทุกๆ คลาสเรียนของ Destiny ไม่ว่าจะเป็นการเต้นหรือศิลปะป้องกันตัว จะต้องผ่านกระบวนการ 5 ขั้นตอน เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์จะ ‘เต้นรำ’ อยู่ในหัวใจของนักเรียน ได้แก่

  1. Opening Circle หรือวงเปิด กิจกรรมที่ทำให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าถูกมองเห็นและได้ยินเป็นการเช็กอินพื้นที่ก่อนเริ่มเรียน
  2. Share Artistic Experience หรือการแบ่งปันประสบการณ์ศิลปะ โดยศิลปินผู้สอนจะนำเทคนิคการเต้นหรือการต่อสู้มาถ่ายทอดแบบ ลงมือทำจริง
  3. Engage in Creative Process หรือกระบวนการสร้างสรรค์ร่วม ในแต่ละคลาสจะไม่ใช่แค่การเต้นตามครูสั่ง แต่ครูและนักเรียนจะ ‘Co-create’ หรือ ออกแบบผลงานร่วมกัน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของในผลงานนั้นๆ
  4. Closing Circle หรือวงปิด กิจกรรมช่วงท้ายเพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน
  5. Culminating Performance หรือการแสดงปิดท้าย การขึ้นเวทีเพื่อเป็นสักขีพยานถึงความมุ่งมั่น โดยมีครอบครัวและชุมชนคอยให้กำลังใจ ให้ฟีดแบ็ก และตระหนักในคุณค่าของพวกเขา 
Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center
Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center
Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

ถ้าจะเต้นเพื่อเปลี่ยน ก็ต้องเต้นอย่างมีหลักการ ไม่ว่าคนรุ่นแม่หรือรุ่นหลานก็ทำได้หมด

          “พวกเขาทำการแสดงผ่านเรื่องราวส่วนตัวที่มักจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสและปลดปล่อยออกมาอย่างสุดขีด พวกเขาเล่าเรื่องราวผ่านร่างกาย และท้าทายผู้ชมให้มองโลกในมุมมองใหม่ผ่านเรื่องราวของพวกเขาเอง

          “ฉันเชื่อว่าเมื่อผู้คนเล่าเรื่องที่ซื่อสัตย์ด้วยวิธีที่สวยงามและมีทักษะ มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนสร้างการเปลี่ยนแปลง” ซาราห์ โครเวลล์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Destiny Arts Center

          เมื่อในสายตาของ Destiny Arts Center ศิลปะการแสดงเป็นเครื่องมือสื่อสารทางสังคมที่ทรงพลังที่สุด พวกเขาจึงสร้างโปรเจกต์พิเศษขึ้นมาให้คนวัยต่างๆ ได้มาร่วมเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ชีวิต และออกแบบการเล่าเรื่องของพวกเขาเอง 

          คณะการแสดงปัญญาชนบนรองเท้าผ้าใบ Teen Company (DAYPC) หรือ The Destiny Arts Youth Performance Company (DAYPC) คือกลุ่มวัยรุ่นนักเคลื่อนไหวทางศิลปะ (Artivists) ที่มารวมตัวกันเป็นคณะการแสดง และร่วมมือกับศิลปินมืออาชีพในการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา

          ทุกๆ ปี ศิลปินและทีมงาน Destiny Arts Center จะจัดการออดิชันเพื่อคัดเลือกศิลปินจำนวน 25 คน เพื่อเข้าร่วมกระบวนการฝึกซ้อม อบรม และเขียนบทการแสดงเป็นเวลา 9 เดือน โดยพวกเขาจะผสมผสานการเต้นแบบร่วมสมัย ฮิปฮอป การแสดงละคร และการเต้นกลางอากาศ (Aerial Dance) เพื่อเล่าเรื่องราวความอยุติธรรมที่พวกเขาพบเจอในชีวิตจริง บางครั้งเป็นการเต้นในการประท้วง เต้นบนเวที หรือการถ่ายทำวิดีโอภาพยนตร์ที่มีการเต้นรำร่วมด้วย

          หลังจากนั้น พวกเขาก็จะเปิดตัวการแสดงที่ใช้เวลาฝึกซ้อมมา เพื่อให้ผู้ชมได้เข้ามาดู โดยเป็นผู้ชมที่มีอายุและภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลาย

          ตั้งแต่ปี 1993 กลุ่มเยาวชนจาก DAYPC มีผู้ชมกว่า 25,000 คนต่อปี  อีกทั้งพวกเขายังได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากชุมชนทั้งในด้านความสามารถทางเทคนิค ความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความเท่าเทียม ความยุติธรรม และความเสมอภาค จนในปี 2017 DAYPC ได้รับรางวัล National Arts and Humanities Youth Program Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของประเทศสำหรับโครงการพัฒนาเยาวชนเชิงสร้างสรรค์

          ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือแรงบันดาลใจที่มีต่อตัวเยาวชนเองมีนักเรียนในโปรแกรมนี้ถึงร้อยละ 98 ที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย และร้อยละ 95 ได้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าวินัยจากการซ้อมช่วยบ่มเพาะความสำเร็จในชีวิตจริง

          “ฉันจำได้ว่าในคืนหนึ่งของการแสดงใหญ่ ฉันรออยู่หลังเวทีเพื่อขึ้นแสดง และรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์เลย ฉันคิดกับตัวเองว่า ฉันทำแบบนี้ได้ตลอดไปจริงๆ นะ ประสบการณ์การแสดงกับคณะนักแสดงนั้นเหลือเชื่อทุกครั้ง” ศิษย์เก่าคณะนักแสดงเยาวชนกล่าว

          ขณะที่ แองเจลา เดวิส (Angela Davis) นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวถึงกับยกย่องว่าพวกเขาเป็น “กลุ่มเยาวชนที่มีวิสัยทัศน์ ผสมผสานการเมืองและการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยได้อย่างยอดเยี่ยม”

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

          Teen Company คือโปรแกรมการสอนที่ต่อยอดให้กับคณะการแสดงเมล็ดพันธุ์ใหม่หรือ Junior Company (DJC) โปรเจกต์นี้ก่อตั้งในปี 2009 เพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กอายุ 9-12 ปี ได้เริ่มค้นหา ‘เสียง’ ของตัวเองก่อนจะก้าวเข้าสู่กลุ่มวัยรุ่น โดยเด็กๆ จะได้ฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างพื้นฐานเทคนิคการแสดงและร่วมสร้างสรรค์ส่วนหนึ่งของการแสดงประจำปีร่วมกับพี่ๆ DAYPC ทำให้เกิดการส่งต่อทักษะจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นรูปธรรม

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

          ต่อด้วย คณะการแสดงสูงวัยใจซิ่ง Elders Project ซึ่งถือเป็นโปรเจกต์ที่ขยายความสำเร็จของ Destiny Arts Center ในแง่ของการเข้าถึงผู้คนในกลุ่มอายุที่หลากหลาย โดยการนำผู้สูงอายุและวัยรุ่นมาเต้นด้วยกัน

          การนำคนสองรุ่นที่สังคมมักจะมองข้ามมาอยู่บนเวทีเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการเยียวยาและการยอมรับซึ่งกันและกัน สมาชิกคนหนึ่งของโปรเจกต์นี้อยู่ในวัย 80 ปี และเธอกล่าวว่า “การได้เป็นส่วนหนึ่งของ Elders Project คือจุดสูงสุดในวัย 80 ของฉัน” นั่นเพราะที่นี่ทำให้เธอรู้สึกว่าร่างกายของเธอยังมีเรื่องราวที่โลกอยากฟัง

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center
Wildflower การเต้นรําและละครเวทีนําเสนอโดย Destiny Arts Youth Performance Company ร่วมกับ Destiny Arts Junior Company, Bandaloop และ The Elders Project

          ศูนย์ Destiny ยังทำหน้าที่เป็นบ้านหรือ ‘พื้นที่กลาง’ ของคณะศิลปินมืออาชีพที่มีอุดมการณ์เดียวกันเพื่อให้พวกเขาได้แสดงฝีมือ เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ เติมทักษะ และเติมแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในชุมชน ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างศูนย์กลางศิลปินผู้ขับเคลื่อนสังคม Resident Companies ขึ้นมา

          ตัวอย่างเจ๋งๆ ของโปรเจกต์นี้ก็เช่น การร่วมงานกับศิลปินฮิปฮอปที่เน้นบอกเล่าการต่อต้านอคติและความยุติธรรมทางเชื้อชาติ การทำคณะละครเต้นที่นำทฤษฎีสตรีนิยมหรือแนวคิดเฟมินิสต์ มาผสานกับสตรีตแดนซ์ ซึ่งเป็นการแสดงที่เล่าเรื่องการสลายบทบาททางเพศและเยียวยาบาดแผลทางใจในสังคม หรือการทำงานร่วมกับ See Through Soul คณะเต้นแนวสดใหม่ที่หยิบเอาสไตล์ Vogue, Waackin’ (เป็นการเต้นที่ใช้การขยับแขนเป็นจุดเด่น และมีต้นกำเนิดมาจากวัฒนธรรมของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ) และ House (การเต้นที่แตกแขนงออกจากฮิปฮอป มีเอกลักษณ์คือการขยับตัวมากและใช้ขาเต้นตามจังหวะ)

          อีกการแสดงหนึ่งที่น่าสนใจคือโปรเจกต์ไพล็อตที่ผสมผสานพิธีกรรมโบราณของชาวแอฟริกัน-พื้นเมืองอเมริกัน เข้ากับแนวทางการเคลื่อนไหว Black Lives Matter เพื่อหยิบยกแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นมามาจากความล้มแล้วลุกเร็วของบรรพบุรุษของพวกเขาจากรุ่นสู่รุ่น 

          โปรเจกนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นการทำงานแบบข้ามศาสตร์ หลวมรวมหลักการแบบปฏิบัติการตอบโต้ทางศิลปะ (art activism) การเยียวยาบรรพบุรุษ  และวิวัฒนาการของอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนกันของกลุ่ม QTGNC (เควียร์, คนข้ามเพศ และผู้ที่ไม่ต้องการแสดงออกทางเพศตามบรรทัดฐานของสังคม) บนฐานของการพลัดถิ่นของชาวแอฟริกัน-พื้นเมืองอเมริกัน

          อาจฟังดูเข้มข้นไปบ้าง แต่ในทางหลักการแล้วคือการนำอำนาจกลับมาสู่กลุ่มเคลื่อนไหวชาวแอฟริกัน-พื้นเมืองอเมริกัน และสร้างความหมายอันเป็นปัจจุบันให้พวกเขาผ่านการเคลื่อนไหวทางร่างกาย

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center
Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

บน ‘มิกซ์เทป’ ที่เปิดวนซ้ำ เราเต้นรำไม่เลิกรา  

          การสำรวจฟีดแบ็กจากนักเรียนสะท้อนผลลัพธ์ที่น่าทึ่งของ Destiny Arts Center พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเราให้เครื่องมือที่ถูกต้องแก่เยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวหรือการเต้นสตรีตแดนซ์เราไม่ได้แค่สอนให้เขาขยับร่างกาย แต่เรากำลังสอนให้เขาขยับความเชื่อมั่นของตัวเอง ไปพร้อมกับขยับสังคม

          ร้อยละ 80 ของนักเรียนยืนยันว่าคลาสต่างๆ ของที่นี่ช่วยให้พวกเขามีทักษะในการรับมือกับมรสุมชีวิตได้ดีขึ้น สอดคล้องกับมุมมองของครูในโรงเรียนโอ๊คแลนด์ที่ทำงานร่วมกับ Destiny Arts Center  โดยสังเกตเห็นว่า นักเรียนมีความสงบ มีความมั่นใจในการแสดงออกมากขึ้น และกล้าที่จะก้าวออกจาก Safe Zone ของตัวเองเพื่อยืนอยู่บนแสงไฟหน้าเวที”

          นอกจากนี้พวกเขายังสะท้อนว่าศิลปะและการเคลื่อนไหวกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง เพราะ ร้อยละ 84 ของนักเรียนรู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาได้พูดในสิ่งที่คำพูดสื่อสารไม่ออก และพลังแห่งการเคลื่อนไหวนี้ก็ทำให้เยาวชนร้อยละ 88 กลับมาภาคภูมิใจและรู้สึกดีกับตัวเองอีกครั้ง ดังที่ศิษย์เก่าคนหนึ่งได้ฝากข้อความถึงรุ่นน้องในโปรแกรมว่า “Destiny สอนฉันว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และเราควรไขว่คว้าทุกโอกาสไว้ด้วยความสุข”

          เดสมอน โอเชีย (Desmond O’Shea) เด็กหนุ่มวัย 14 ปีคนหนึ่งจากเมืองเบิร์กลีย์ เข้าร่วมกิจกรรมกับ Destiney Arts Center และค้นพบว่าศิลปะและการเต้นช่วยให้เขาสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น 

          เขาเล่าว่าตัวเองเจอความท้าทายในการปฏิสัมพันธ์กับคน เพราะเป็นคนไม่ค่อยพูดและบางครั้งก็หาคำพูดมาอธิบายสิ่งที่คิดไม่ออก เขาจึงหันมาใช้การวาดรูปและการเต้นเพื่อช่วยสื่อสารแทน เพราะเชื่อว่าการเต้นคือวิธีที่ยอดเยี่ยมในการทำความรู้จักและเชื่อมโยงกับผู้คน แม้จะเป็นคนที่เขาไม่รู้จักมาก่อนก็ตาม

          “สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับการเต้นคือการได้เรียนรู้วิธีเชื่อมโยงกับผู้คน แม้ว่าจะเป็นคนที่เราไม่รู้จัก…ผมมีคนที่ผมสามารถมองเป็นแบบอย่างได้ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ยังเรียนได้เกรด A และทำผลงานได้ดีในโรงเรียน Destiny มอบสังคมที่เป็นมิตรให้กับผม ผมรู้จักและผมก็ไว้ใจคนเหล่านี้ครับ”

          ขณะที่ จัสติน (Justine) เยาวชนผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เข้าร่วมกับ Destiny Arts Center ก็แชร์ว่านี่คือพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

          “ในโลกความเป็นจริง ผมถูกจำกัดอยู่ในกล่องใบเล็กๆ และต้องถูกติดป้ายว่าเป็นใครสักคนเสมอ แต่ที่นี่ไม่มีกล่องใบนั้นเลย…มีผู้คนมากมายที่เปิดใจและพร้อมจะรับฟังทั้งความยากลำบากและความฝันของคุณ ที่นี่เปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ครับ”

          เรื่องน่าสนใจอีกประการก็คือ คลาสเรียนทั้งหมดของพวกเขาใช้โมเดลแบบ ‘จ่ายตามกำลัง’ เนื่องจาก Destiny Arts Center ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเยาวชนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาศิลปะ พวกเขาจึงกำหนดราคาคอร์สเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่มีใครถูกปฏิเสธเพราะขาดเงิน เพราะในระบบดังกล่าว บางครอบครัวสามารถบริจาคมากกว่าราคาที่แนะนำได้ โดยที่เงินบริจาคจะถูกนำไปสนับสนุนครอบครัวอื่นๆ ในโครงการ

          ร้อยละ 84 ของครอบครัวที่มารับบริการมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจนของรัฐบาล และผู้ปกครองบางคนก็กล่าวถึงมันไว้ว่า “ถ้าเป็นที่อื่นฉันคงจ่ายไม่ไหว แต่ที่นี่ทำให้ฉันได้เห็นลูกสาวเบ่งบานและมีความกล้าหาญมากขึ้น”

          ด้วยผลกระทบที่น่าทึ่งเหล่านี้ หากจะเปรียบ Destiny Arts Center เป็นท่าเต้น มันก็คงเป็นท่าเต้นที่ใครๆ อยากให้ขยับขยาย ดิ้นกันต่อได้ไม่สิ้นสุด และดูเหมือนว่า Destiny Arts Center ก็เล็งเห็นเช่นนั้น พวกเขาจึงทำสิ่งที่เรียกว่า ‘Mixtape’ ขึ้นมา

          ในวัฒนธรรมฮิปฮอป Mixtape (มิกซ์เทป) คือผลงานเพลงที่ศิลปิน แรปเปอร์ หรือดีเจสร้างสรรค์ขึ้น โดยมักนำบีตเพลงของศิลปินอื่นมาร้องแร็ปในสไตล์ตัวเอง หรือรีมิกซ์ใหม่ จนมิกซ์เทปเป็นเครื่องมือสำคัญในการปล่อยผลงานใต้ดิน ถูกนำไปแจกฟรี หรือขายในราคาย่อมเยา เพื่อให้ผลงานนั้นกระจายต่อและสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินคนอื่นได้เรื่อยๆ

          มิกซ์เทปของ Destiny Arts Center ก็มีแนวคิดเช่นนั้น มันคือคู่มือที่เปรียบเป็นดั่งเทปม้วนสำคัญ ที่บันทึกแนวคิดและวิธีการ (Methodology) ในการเสริมสร้างให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นผู้นำที่มีจิตสำนึกต่อสังคม ผ่านการเต้นและการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ 

          คู่มือนี้จะช่วยให้ชุมชนและกลุ่มคนอื่นๆ นำวิธีการของพวกเขาไปสานต่อหรือไปเป็นแนวทางการเรียนการสอนได้ โดยพวกเขาจะระบุแนวคิดสำคัญๆ ไว้ เช่น การเลิกมองหา ‘จุดบกพร่อง’ ของเด็ก แต่ให้ความสำคัญกับการสำรวจว่าเด็กขาดอะไร หรือมีปัญหาตรงไหน ไปจนถึงการหันมามอง ‘จุดแข็ง’ หรือการเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพและพื้นฐานที่ดีในตัว และหน้าที่ของศิลปะก็คือการนำศักยภาพนั้นออกมา 

          อีกสิ่งที่พวกเขา ‘รีมิกซ์’ ลงไปในคู่มือด้วย คือแกนสำคัญที่สะท้อนตัวตนของชุมชนโอ๊คแลนด์ นั่นคือการให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเชื้อชาติ (Racial Equity) เช่น การให้ความสำคัญกับเยาวชน BIPOC (Black, Indigenous, and People of Color) และกลุ่ม LGBTQ+  หรือการสอนที่เข้าใจและคำนึงถึงบาดแผลทางใจของเด็กๆ ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูง หรือการพยายามให้เกียรติรากเหง้าของศิลปะการเต้น เช่น การรักษาแนวการเต้นแบบแอฟริกัน หรือเส้นทางการต่อสู้ของฮิปฮอปในอเมริกา

          และอีกบทเพลงสำคัญที่พวกเขาเปิดให้ดังก้องในเทปม้วนนี้ คือการสอนให้เยาวชนรู้ว่าเสียงของพวกเขาจะมีพลังที่สุดเมื่อรวมกลุ่มกันเพื่อขับเคลื่อนสังคม จะเป็นบนฟลอร์เต้นรำ ริมถนน โรงเรียน หรือสังคมที่พวกเขาใช้ชีวิต เมื่อพวกเขาเคลื่อนไหวบนบทเพลงเดียวกันนี้ ความแตกต่างไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งแยก แต่ถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ที่หลอมรวมคนทุกวัยและทุกภูมิหลังเข้าด้วยกัน 

          เมื่อเด็กคนหนึ่งเริ่มขยับตัวตามจังหวะที่เขากำหนดเอง นั่นคือวินาทีที่เขาประกาศว่าตนเองไม่ใช่เหยื่อของโชคชะตา แต่เป็นผู้กำกับพรหมลิขิตของตนเองอย่างเต็มภาคภูมิ

          Destiny Arts Center ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การเริ่มขยับตัวเพียงเล็กน้อย ก็อาจเป็นการขยับสังคมไปข้างหน้าได้ เพียงแค่เรากล้าที่จะก้าวเข้าสู่จังหวะไปพร้อมๆ กัน

          เพราะฉะนั้น…ห้า-หก-เจ็ด-แปด ไป!

Destiny Arts Center หรือการเต้นรำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
Photo: Destiny Arts Center

ที่มา

เว็บไซต์ Destiny Arts Center (Online)

บทความ “Black Americans Harness the Power of Dance as a Tool for Change” จาก berkeleyhighjacket.com (Online)

บทความ “Making a Connection Between Movement and Social Movements” จาก nytimes.com (Online)

วิดีโอ “Reimagining Destiny | Sarah Crowell | TEDxSanLuisObispo” จาก youtube.com (Online)

Cover Photo: Yoram Savion

Back To Top