‘กกพ.’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ไทยขึ้นแท่น Destination ใหม่ รับลงทุน LNG-Data Center ขีดเส้นปลายปีเคาะค่าไฟ Direct PPA
ท่ามกลางเวที Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ กกพ. มองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Destination ใหม่ของนักลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจ LNG และ Data Center ซึ่งมีบทบาทต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค
- ‘TRANSITION DESTINATION’ จุดหมายใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย
- จีน-ญี่ปุ่น-อาเซียน สนใจไทย ดัน Business Matching ธุรกิจก๊าซ
- ยุค Energy Security ต้อง ‘Diversify’ ไม่พึ่งแหล่งเดียว
- ย้ำไทยนำเข้าก๊าซกาตาร์เพียง 6% เดินหน้ากระจายแหล่ง LNG
- ผนึก บอร์ด Data Center บูรณาการดีมานด์ไฟฟ้า-น้ำ-สิ่งแวดล้อม
- กกพ. ชุดใหม่อยู่ระหว่างตรวจประวัติ คาดเสนอ รมว.พลังงาน ก.ย.
‘TRANSITION DESTINATION’ จุดหมายใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย
พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นำเสนอแนวคิดการจัดบูธภายใต้ ‘TRANSITION DESTINATION’ จุดหมายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย ในงาน Gastech 2026
โดยเปรียบการเปลี่ยนผ่านพลังงานเสมือนการเดินทางจากระบบพลังงานในอดีต ผ่านปัจจุบัน ไปสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคต
จุดหมายของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการมุ่งสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นระบบพลังงานที่สามารถรักษาสมดุลทั้ง ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เหมาะสม ความยั่งยืน และการแข่งขันที่เป็นธรรม
THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์ พูลพัฒน์ ถึงเวทีพลังงานระดับโลกครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดนักลงทุน
โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซ LNG และพลังงานสะอาด หลังมี CEO และผู้บริหารอุตสาหกรรมพลังงานจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วม
ขณะเดียวกัน ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) โลกที่เปลี่ยนแปลงทำให้นักลงทุนต้องแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ที่สามารถสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ และไทยมีศักยภาพที่จะเป็นทั้งตลาดและศูนย์กลางกระจายพลังงานไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
“ประเทศไทยเป็น Destination ที่สำคัญในเวลานี้ เนื่องจากภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเปลี่ยนไป ทำให้นักลงทุนต้องแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ที่จะสร้างความมั่นคงในการทำธุรกิจ ซึ่งไทยจึงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญ”
จีน-ญี่ปุ่น-อาเซียน สนใจไทย ดัน Business Matching ธุรกิจก๊าซ
พูลพัฒน์ มองว่า วันนี้ไทยมีความต้องการใช้ก๊าซในประเทศค่อนข้างสูง และมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งกระจายพลังงานไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
“ปัจจุบันเริ่มเห็นทั้งผู้ซื้อและผู้ลงทุนจากหลายประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น ทั้งจีน ญี่ปุ่น และประเทศในอาเซียน ซึ่งอาจนำไปสู่การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในธุรกิจก๊าซ”
ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญในตลาดนำเข้า LNG ขณะที่โครงสร้างธุรกิจก๊าซในประเทศมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
โดยมีทั้ง ปตท. รวมถึงผู้ประกอบการรายอื่นที่มีศักยภาพเข้ามาเป็นผู้นำเข้า LNG ในอนาคต
ยุค Energy Security ต้อง ‘Diversify’ ไม่พึ่งแหล่งเดียว
พูลพัฒน์ ระบุอีกว่า ทิศทางตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแหล่งก๊าซจากกาตาร์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งนำเข้า หรือ Diversify เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค
“เราอยู่ในยุคที่เป็น Energy Security ซึ่งต้องมองภาพรวมของการช่วยเหลือและพึ่งพากัน ไม่ใช่แค่ความมั่นคงของประเทศเราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความมั่นคงของภูมิภาคด้วย”
ทั้งนี้ Energy Security ในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการ แต่ยังหมายถึงความพร้อมในการพัฒนาประเทศในอนาคต หรือ Future Readiness
โดยต้นทุนพลังงานที่เหมาะสมจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างแต้มต่อด้านการแข่งขันทางการค้าในอนาคต
ย้ำไทยนำเข้าก๊าซกาตาร์เพียง 6% เดินหน้ากระจายแหล่ง LNG
สำหรับประเด็นการลดการพึ่งพาก๊าซจากกาตาร์ พูลพัฒน์ กล่าวว่า กาตาร์ยังเป็นคู่สัญญาระยะยาวของไทย และสัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาที่ดีและมีราคาที่เหมาะสม
แต่สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ก๊าซจากกาตาร์ไม่สามารถออกมาได้ตามปกติ
ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องแสวงหาและกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซจากแหล่งอื่นที่มีความเหมาะสมและเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไทยไม่ได้พึ่งพาก๊าซจากกาตาร์เพียงแหล่งเดียว โดยปัจจุบันนำเข้าก๊าซจากกาตาร์ประมาณ 6% จึงยังสามารถกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้
“ไม่ต้องห่วง เพราะตอนนี้เรานำเข้าจากกาตาร์แค่ 6% อย่างไรก็ตาม เราก็ยังต้อง Diversify หรือเพิ่มความมั่นคงของเราต่อไป”
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องการให้กาตาร์มีบทบาทช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลาง ที่ทำให้แหล่งก๊าซบางแห่งไม่สามารถส่งออกได้ โดยเฉพาะการช่วยจัดหา LNG ในราคาที่เหมาะสมเข้ามาทดแทน Cargo ที่ไทยไม่สามารถนำเข้าได้
เปิดประมูลแหล่งก๊าซใหม่ ลดนำเข้า-ลด ‘ต้นทุนค่าไฟ’
พูลพัฒน์ กล่าวอีกว่า การเปิดประมูลแหล่งก๊าซใหม่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
โดยรัฐบาลได้ส่งสัญญาณเปิดประเทศและเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในยุค Energy Transition และก๊าซยังเป็นพลังงานสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน
การเปิดแหล่งก๊าซในประเทศจะช่วยเพิ่มธุรกรรมและการลงทุน รวมถึงเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ขณะเดียวกันยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า หากสามารถนำก๊าซจากแหล่งในประเทศเข้ามาใช้เพิ่มขึ้น
“ถ้าเราได้ก๊าซที่มาจากแหล่งในประเทศ ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนเฉลี่ยค่าไฟถูกลง เพราะตอนนี้ก๊าซในประเทศไทยเราใช้ประมาณ 50% อยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีของใหม่มาเติมมากขึ้น ก็จะช่วยลดภาระที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศให้น้อยลง”
Data Center ‘Strategic New Demand’ กกพ. เข้าขายไฟสะอาด Direct PPA
สำหรับการลงทุน Data Center ซึ่งเป็น New Demand ที่เกิดขึ้นใหม่และมีลักษณะเป็น Strategic New Demand พูลพัฒน์กล่าวว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center มีขนาดใหญ่ และแตกต่างจากความต้องการไฟฟ้าในอดีต เนื่องจาก Data Center สามารถก่อสร้างเสร็จได้ภายใน 1-2 ปี ขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าอาจใช้เวลา 7-10 ปี
ดังนั้น กกพ. จำเป็นต้องกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน แต่ในขณะเดียวกันไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของ Data Center ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลได้
“เราจะต้องทำให้เกิดการกำกับที่สร้างความมั่นใจ โดยในมุมของ กกพ. เราเตรียมที่จะรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางกำกับ Data Center แต่ไม่ได้กำกับตัว Data Center โดยตรง แต่จะกำกับวิธีการขายไฟให้กับ Data Center”
ทั้งนี้ ผู้รับใบอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าหรือผู้ที่จะขายไฟให้กับ Data Center จะต้องมีมาตรการดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับ Regulator ก่อน
เนื่องจาก กกพ. ถือเป็นด่านแรกที่จะต้องตอบประชาชนว่าการลงทุนดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ก่อนพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณี
ผนึก บอร์ด Data Center บูรณาการดีมานด์ไฟฟ้า-น้ำ-สิ่งแวดล้อม
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ National Data Center Board ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน และเลขาธิการ กกพ. เป็นหนึ่งในกรรมการ โดยแต่ละหน่วยงานจะทำหน้าที่ตามอำนาจของตนเอง ทั้งด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และผังเมือง ก่อนบูรณาการการทำงานร่วมกันผ่าน National Data Center Board
สำหรับแนวทางจัดหาไฟฟ้าให้ Data Center พูลพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบัน Data Center มีทางเลือกในการจัดซื้อไฟฟ้าหลายรูปแบบ
ทั้งการซื้อไฟฟ้าจาก Grid การซื้อไฟฟ้าสีเขียว รวมถึงการทำ Direct PPA โดยจับคู่ผู้ผลิตไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้า แล้วใช้ระบบสายส่งในการส่งไฟฟ้าและจ่ายค่าบริการสายส่ง
นอกจากนี้ ในอนาคตอาจมีทางเลือกให้ Data Center ผลิตไฟฟ้าเองจากแหล่งพลังงานใกล้เคียงและเชื่อมต่อสายไฟเข้ามาใช้ โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอกทั้งหมด
สำหรับ Data Center ที่ลงทุนไปแล้ว ปัจจุบันบางรายซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นหลัก โดย กกพ. จะต้องเข้าไปกำกับดูแลในส่วนของการขายไฟฟ้าด้วย
จับตาเกณฑ์ค่าไฟ ‘Data Center’ ขีดเส้นภายในสิ้นปี
พูลพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ
โดยปัจจุบันผู้ให้บริการ Data Center ใช้อัตราค่าไฟฟ้าประเภทอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ที่ระดับ กว่า 3 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากหลักเกณฑ์มีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ จะต้องพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าและหลักเกณฑ์ให้เกิดความเสมอภาค ทั้งกับผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ โดยทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้มาตรการต่างๆ เสนอเข้าสู่ National Data Center Board ได้ภายในปีนี้
“ภายในปีนี้แน่นอน เพราะตอนนี้ทุกฝ่ายพยายามเร่งมือ ทั้งเราเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการไปสู่ National Data Center Board ให้ได้”
กกพ. ชุดใหม่อยู่ระหว่างตรวจประวัติ คาดเสนอ รมว.พลังงาน ก.ย.
สำหรับความคืบหน้าการสรรหาคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชุดใหม่ เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติกรรมการสรรหา เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างครบถ้วนและเรียบร้อย ก่อนเตรียมนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้ จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาชุดใหม่
คณะกรรมการสรรหามีทั้งหมด 8 คน และจะเป็นผู้สรรหา กกพ. จำนวน 4 คน โดยขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดประธาน เนื่องจากต้องรอให้กรรมการทั้ง 8 คนเข้ารับการแต่งตั้งและประชุมร่วมกันก่อน จากนั้นจึงจะเลือกประธานในที่ประชุม
สำหรับกรอบเวลาการเสนอรายชื่อกรรมการสรรหาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คาดว่าจะดำเนินการภายในเดือนกันยายนนี้
กกพ. ยืนยันว่า ความล่าช้าในการแต่งตั้งกรรมการสรรหาชุดใหม่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย
เนื่องจาก กกพ. ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และได้รับการยืนยันว่า หากมีกรรมการ กกพ. อย่างน้อย 4 คน ก็สามารถดำเนินการได้
ปัจจุบันการประชุมของ กกพ. จึงยังสามารถดำเนินการได้
โดยมีกรรมการครบ 4 คน ขณะเดียวกัน ในประเด็นเชิงเทคนิคที่มีความเฉพาะทาง ทั้งด้านวิศวกรรมและกฎหมาย ยังมีคณะอนุกรรมการของ กกพ. ในแต่ละด้านช่วยกลั่นกรอง ตรวจสอบ และสร้างความมั่นใจก่อนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กกพ.ต่อไป