“DEFA” กติกาดิจิทัลอาเซียนฉบับแรกของโลก จ่อใช้กลางปี 70 “พาณิชย์” ปลุกธุรกิจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดโครงการสัมมนา “DEFA เชื่อมโลกดิจิทัล ขยายโอกาสทางธุรกิจไทย” เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกติกาและประโยชน์ของกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) รวมถึงเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงตลาดดิจิทัลของอาเซียนได้อย่างเต็มศักยภาพ
ภายในงานมีนางสาวพริ้วแพร ชุมรุม รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงภาพรวมและความคืบหน้าของความตกลงดังกล่าว

นางสาวพริ้วแพร ให้สัมภาษณ์ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า DEFA มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นความตกลงด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาค ขณะที่ความตกลงด้านดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นความตกลงระดับทวิภาคี ซึ่งมุ่งทำให้กฎเกณฑ์ระหว่างสองประเทศมีความสอดคล้องกัน
สำหรับ DEFA จะครอบคลุมประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงติมอร์-เลสเต รวม 11 ประเทศ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้เล่นในตลาดอาเซียนสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้กฎเกณฑ์ที่มีความสอดคล้องกันมากขึ้น โดยต่างประเทศให้ความสนใจความตกลงฉบับนี้อย่างมาก เนื่องจากเป็นความพยายามสร้างกติกาดิจิทัลร่วมกันในระดับภูมิภาค และอาจเป็นต้นแบบให้ภูมิภาคอื่นนำไปปรับใช้หรือเชื่อมโยงกันในอนาคต
ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจในอาเซียนต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ แม้กฎหมายบางประเภทจะมีชื่อหรือหลักการคล้ายกัน เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่รายละเอียด เงื่อนไข และข้อบังคับภายในประเทศยังแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวถือเป็นต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทที่ประกอบธุรกิจในหลายประเทศ
ดังนั้น DEFA จึงมีเป้าหมายสำคัญในการลดความแตกต่างและความกระจัดกระจายของกฎเกณฑ์ หรือ Fragmentation ภายในภูมิภาค เพื่อให้การดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนสะดวกขึ้น และช่วยลดต้นทุนของภาคเอกชน
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด คาดว่า DEFA จะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ เดือนพฤศจิกายน 2569 หลังจากนั้นไทยจะนำความตกลงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและอนุมัติภายในประเทศ ก่อนดำเนินการให้สัตยาบัน โดยคาดว่า DEFA จะมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปี 2570
“เท่าที่พูดคุยกัน ทุกประเทศต้องการเร่งให้ความตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะยิ่งทำเร็ว ประโยชน์ก็จะยิ่งตกถึงประเทศได้เร็วที่สุด” นางสาวพริ้วแพร กล่าว
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จาก DEFA นั้น ไม่ได้ประเมินแยกเป็นรายสาขา แต่มองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งในหลายด้าน เช่น ระบบการชำระเงิน ขณะที่ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และการแพทย์ ซึ่งไทยมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็น Wellness Hub ต่างต้องอาศัย Digital Transformation ทั้งในด้านการส่งผ่านข้อมูล ความปลอดภัย และ Digital Identity รวมถึงการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการ
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Sustainable Economy และ Green Economy ก็จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ Carbon Footprint การบริหารจัดการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย
นางสาวพริ้วแพร กล่าวว่า โอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจาก DEFA มีอีกมาก เช่น ธุรกิจซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน ขณะที่ผลการศึกษาของอาเซียนประเมินว่า หาก DEFA สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573
ทั้งนี้ ผลจากการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอุตสาหกรรมดิจิทัลโดยตรง แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นอีกมาก โดยขึ้นอยู่กับว่าภาคเอกชนจะลุกขึ้นมาใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
ในอนาคต เครื่องมือดิจิทัลอย่างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ควรสามารถได้รับการยอมรับในประเทศปลายทางมากขึ้น เพื่อช่วยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกัน DEFA จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจไทย โดยภาครัฐสามารถให้คำปรึกษา รวมถึงมีกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อช่วยแก้ไขอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ และเป็นช่องทางใหม่ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยออกไปขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น
นางสาวพริ้วแพร กล่าวด้วยว่า ภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยก้าวออกไปทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านดิจิทัลที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่คุ้นเคยกับการขยายธุรกิจออกนอกประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวงและหน่วยงานในการช่วยผลักดันให้สามารถใช้ประโยชน์จาก DEFA ได้อย่างเต็มที่

ด้านนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า DEFA จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) สามารถนำเทคโนโลยีและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายตลาดไปยังผู้บริโภคในประเทศสมาชิกอาเซียนได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลาย ภายใต้กฎระเบียบที่มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ กรมยังได้เชิญวิทยากรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายออนไลน์ข้ามพรมแดน พร้อมทั้งหารือถึงโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจดิจิทัล แนวทางการใช้ประโยชน์จาก DEFA และการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน
นางสาวโชติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า DEFA จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนให้เปิดกว้าง ปลอดภัย เชื่อมโยง แข่งขันได้ และครอบคลุม พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุน และสนับสนุนการก้าวสู่อาเซียนในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก