ส่องดีล DeepSeek ลงทุน Unitree พัฒนา AI สร้างสมองให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
- หน้าหลัก
- Cyber BIZ
- Lifestyle
ส่องดีล DeepSeek ลงทุน Unitree พัฒนา AI สร้างสมองให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
เผยแพร่: 9 ส.ค. 2569 06:41 ปรับปรุง: 9 ส.ค. 2569 06:41 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
วงการเทคโนโลยีจีนสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อดีปซีค (DeepSeek) สตาร์ทอัปปัญญาประดิษฐ์ ((AI) ที่โด่งดังระดับโลกจากความสามารถด้านการเขียนโค้ดและคณิตศาสตร์ ควักเงินกว่า 140.8 ล้านหยวน หรือราว 20.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อหุ้นยูนิทรี (Unitree) ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชื่อดัง ในช่วงการเสนอขายหุ้น IPO ที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ จนเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสมรภูมิ AI จีนกำลังขยายจากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ที่มีตัวมีตนจับต้องได้
นี่ไม่ใช่การลงทุนธรรมดา เพราะทั้ง 2 บริษัทประกาศจับมือกันพัฒนาโมเดล AI สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โดยเฉพาะ โดย DeepSeek จะทุ่มความเชี่ยวชาญด้านโมเดลภาษาและการให้เหตุผล ผสานกับความเก่งกาจของ Unitree ในเรื่องกลไกการเคลื่อนไหวและปัญญาประดิษฐ์แบบมีรูปร่างตัวตนจับต้องได้ เป้าหมายคือการไขปริศนาที่ยากที่สุดของหุ่นยนต์ยุคใหม่ นั่นคือการทำให้หุ่นยนต์คิดเป็น และตอบสนองโลกจริงได้อย่างแม่นยำ
ปัญหาที่ทั้ง 2 บริษัทหมายมั่นจะเจาะทะลุคือคอขวดสำคัญของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลก หุ่นยนต์จีนเดินได้ วิ่งได้ เต้นตามคิวได้อย่างสวยงามด้วยต้นทุนที่ไม่แพง แต่ยังห่างไกลจากการทำงานอัตโนมัติที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะขาดข้อมูลโลกจริงที่จำเป็นต่อการฝึกฝน AI ให้เข้าใจสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
เบื้องหลังความก้าวหน้านี้คือภาพที่น่าทึ่งปนน่าตกใจ บริษัทหุ่นยนต์จีนหลายแห่งกำลังเปิดศูนย์เก็บข้อมูลเฉพาะทาง โดยให้มนุษย์จับมือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทำกิจกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการพับเสื้อผ้าหรือเปิดประตู เพื่อสอนให้หุ่นยนต์เรียนรู้การเคลื่อนไหวในโลกจริงทีละขั้นตอน เหมือนพ่อแม่สอนลูกหัดเดิน
และแม้ DeepSeek จะสร้างชื่อจากโมเดลภาษาที่แข็งแกร่งและราคาถูกจนสะเทือนตลาดโลก แต่จุดอ่อนสำคัญคือการขาดระบบมัลติโมดัลที่ประมวลผลภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยังไม่ถูกผนวกเข้ากับโมเดลเรือธงเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด การได้เข้าถึงหุ่นยนต์และข้อมูลจากโลกจริงของ Unitree จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเติมเต็มช่องโหว่นี้ได้ในที่สุด
ในต่างประเทศ ดีลนี้ถูกโยงกับปริศนาโปรเจกต์ลับที่มีข่าวลือว่าถูกถอนออกอย่างเงียบเชียบ เพราะเมื่อย้อนไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักวิจัยของ DeepSeek รายหนึ่งได้เผยแพร่โครงการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถด้านการมองเห็นและการให้เหตุผลเชิงภาพ ก่อนที่ทั้งเอกสารและซอร์สโค้ดจะถูกถอนออกจาก GitHub อย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีคำอธิบายต่อสาธารณะ ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ดีลกับ Unitree ครั้งนี้อาจเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อยอดโปรเจกต์ลับนั้นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
***เปิดดีลเซอร์ไพรส์ IPO ที่เซี่ยงไฮ้
บริษัทสตาร์ทอัปด้านปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีน DeepSeek ได้เข้าลงทุนในบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ Unitree มูลค่า 140.8 ล้านหยวน หรือประมาณ 20.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาโมเดล AI สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ร่วมกัน โดยข้อมูลนี้เปิดเผยผ่านเอกสารยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ในช่วงการเสนอขายหุ้น IPO ของ Unitree ที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้
จากการลงทุนดังกล่าว DeepSeek ได้รับหุ้นของ Unitree จำนวน 933,399 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.31% ของหุ้นที่จัดสรรผ่านการเสนอขายเชิงกลยุทธ์ในการ IPO ครั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัทมีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองหางโจว ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีทางตะวันออกของจีน
ทั้งคู่ย้ำว่าจะผสานจุดแข็งเข้าด้วยกัน โดย DeepSeek จะนำความเชี่ยวชาญด้านโมเดล AI มาเสริมกับความเชี่ยวชาญของ Unitree ในด้านวิศวกรรมเครื่องกล การควบคุมการเคลื่อนไหว และปัญญาประดิษฐ์แบบมีตัวตน (Embodied Intelligence)
ภายใต้ข้อตกลงนี้ Unitree หรือที่รู้จักในชื่อ Yushu Technology จะให้ความสำคัญกับ DeepSeek เป็นลำดับแรกเมื่อต้องจัดหาบริการฝึกฝนโมเดลและโซลูชันทางเทคนิค ในขณะที่ DeepSeek ก็จะให้ความสำคัญกับ Unitree เป็นลำดับแรกเช่นกัน เมื่อต้องเลือกซื้อหุ่นยนต์หรือสำรวจการประยุกต์ใช้ AI แบบมีตัวตนในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งแก้ปัญหาคอขวดสำคัญที่ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกเผชิญอยู่ นั่นคือการสร้าง "สมอง" ของหุ่นยนต์ที่สามารถทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย และแปลงคำสั่งให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวทางกายภาพได้อย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือ
ที่ผ่านมาจีนสามารถผลิตหุ่นยนต์ที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก ซึ่งเดิน วิ่ง และแสดงท่าเต้นตามคิวได้ แต่การทำงานอัตโนมัติที่ใช้ประโยชน์ได้จริงยังต้องอาศัยโมเดลที่ฝึกฝนจากข้อมูลโลกจริงซึ่งหาได้ยาก เช่น การสาธิตการหยิบจับสิ่งของหรือการปรับตัวตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันผู้ผลิตหุ่นยนต์จีนหลายรายจึงตั้งศูนย์เก็บข้อมูล โดยให้มนุษย์คอยฝึกสอนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทำกิจกรรมต่าง ๆ ซ้ำ ๆ เช่น การพับเสื้อผ้าหรือการเปิดประตู
ด้านผลงานของ DeepSeek เองนั้น โมเดล AI ของบริษัทได้แสดงศักยภาพที่โดดเด่นในการทดสอบด้านการเขียนโค้ด คณิตศาสตร์ และการให้เหตุผล พร้อมทั้งแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือดในตลาด
***คอขวดใหญ่ แก้ไม่ตก
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของบริษัทยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มโมเดลภาษา (Language Model) มากกว่าการเป็นระบบมัลติโมดัลที่ประมวลผลภาพควบคู่กับข้อความได้อย่างสมบูรณ์
แม้ DeepSeek จะเคยเปิดตัวโมเดลวิจัยด้านภาพและภาษาแยกต่างหาก เช่น VL2 แต่ก็ยังไม่ได้ผนวกเข้ากับโมเดลเรือธงเชิงพาณิชย์ของบริษัท นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักวิจัยของ DeepSeek รายหนึ่งได้เผยแพร่โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถด้านการให้เหตุผลเชิงภาพผ่านจุดอ้างอิงและกรอบขอบเขตวัตถุ ก่อนที่เอกสารและซอร์สโค้ดบน GitHub จะถูกถอนออกโดยไม่มีการอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะ
รายงานข่าวต้น ก. ค. 2026 ระบุว่า DeepSeek กำลังพัฒนาชิป AI ของตัวเอง เพื่อรันโมเดลของบริษัท ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการลดการพึ่งพาฮาร์ดแวร์จาก Nvidia และ Huawei โดยสำนักข่าว Reuters เผยว่าชิปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในขั้นตอนการประมวลผลคำตอบ (Inference) สำหรับผู้ใช้งานโดยเฉพาะ ไม่ได้เน้นการฝึกสอนโมเดล (Training) โดยโปรเจกต์นี้เริ่มพัฒนามาได้ประมาณหนึ่งปีแล้วและยังอยู่ในระยะแรกเริ่มซุ่มรับสมัครพนักงานแบบเงียบๆ เชื่อกันว่าสตาร์ทอัปจากเมืองหางโจวแห่งนี้ได้แอบจ้างวิศวกรออกแบบชิปอย่างลับๆ โดยไม่ผ่านบอร์ดประกาศหางานสาธารณะ เพื่อรักษาความลับของโครงการระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานเจรจากับพันธมิตร
ที่ผ่านมา มีรายงานว่า DeepSeek เริ่มพูดคุยในระยะแรกกับบริษัทออกแบบชิปบุคคลที่สาม โรงงานผลิตชิป (Foundries) และผู้ผลิตหน่วยความจำ เพื่อสร้างระบบนิเวศฮาร์ดแวร์ของตนเองรับมือมาตรการคว่ำบาตร และความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด ส่งผลให้บริษัทจีนไม่สามารถซื้อชิปขั้นสูงของ Nvidia ได้การเปลี่ยนผ่านฮาร์ดแวร์
แม้ว่าก่อนหน้านี้ DeepSeek จะพึ่งพาชิป Nvidia H800 และหันมาใช้ชิป Ascend ของ Huawei ในช่วงหลัง แต่การทำชิปเองย่อมช่วยการันตีความอิสระในการดำเนินงานระยะยาวทิศทางเดียวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกการพัฒนาชิปเองของ DeepSeek ถือเป็นแนวทางเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีในจีนอย่าง Alibaba และ Baidu ที่กำลังพัฒนาชิปของตัวเองเช่นกัน
รวมถึงคู่แข่งในฝั่งตะวันตกอย่าง OpenAI ที่ร่วมมือกับ Broadcom พัฒนาชิป Jalapeno ยังมี Anthropic ที่ปั้นชิปของตัวเองคู่ขนานกันไป
การพัฒนาชิป AI ของตัวเองและการเข้าซื้อหุ้น Unitree ของ DeepSeek อาจเกี่ยวข้องกันโดยตรงในฐานะ "กลยุทธ์สองประสาน" เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำคือฮาร์ดแวร์ชิป ไปจนถึงปลายน้ำคือหุ่นยนต์ในโลกกายภาพ โดยส่วนการเชื่อมต่อจาก "สมอง" สู่ "ร่างกาย" หรือ Embodied AI นั้นต้องใช้ชิปเฉพาะทางเพื่อหุ่นยนต์ และชิป AI ตัวใหม่ที่ DeepSeek กำลังพัฒนาเน้นหนักไปที่งาน Inference ก็จะเป็นหัวใจสำคัญที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Unitree จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณ คิดวิเคราะห์ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวในโลกจริงแบบเรียลไทม์
การมีทั้งโมเดล AI ที่เก่งกาจ บนชิปประมวลผลที่ออกแบบเอง และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จะช่วยให้ DeepSeek สามารถปรับแต่งโครงสร้างทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก ลดความเสี่ยงจากปัญหาการถูกสหรัฐฯ แบนไม่ให้เข้าถึงชิปขั้นสูงของ Nvidia เพราะการเข้าซื้อหุ้น Unitree ในช่วง IPO ก็เป็นการการันตีว่า DeepSeek จะมีพันธมิตรด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มั่นคงในระยะยาวในฝั่งจีน ป้องกันการถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีในอนาคต
ที่สุดแล้ว การจับมือกับ Unitree ในครั้งนี้จึงอาจเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ DeepSeek ได้เข้าถึงหุ่นยนต์และข้อมูลจากโลกจริง ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาศักยภาพด้าน AI เชิงภาพและปัญญาประดิษฐ์แบบมีตัวตนให้ก้าวหน้าเร็วขึ้นแน่นอน.