Cover Image

สูบทรัพยากรแต่ไม่สร้างงาน Data Center อาจไม่ได้พาเศรษฐกิจไทยทะยานอย่างที่ฝัน

  ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี เม็ดเงินจากนักลงทุนที่สนใจลงทุนสร้าง Data Center ก็ถาโถมเข้ามาในประเทศไทยจากเพียงราว 1 แสนล้านบาทในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 7.3 แสนล้านบาทในปี 2568 และคงกำลังแรงต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน หลายคนฝากความหวังให้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่จะมาสร้าง Data Center ในประเทศไทย เป็นบันไดสำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เพราะนี่คือเทรนด์ใหม่ที่ทั่วโลกจับตา และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตระดับเลขสองหลักไปอีกหลายทศวรรษ ตราบใดที่เหล่านักลงทุนยังเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ

เม็ดเงินที่ทะลักเข้ามานี้ ชวนให้หวนนึกถึงประเทศไทยในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโชติช่วงชัชวาลจากเงินลงทุนที่หลั่งไหลมาตั้งฐานผลิตในไทย โดยมีดาวเด่นคือ ยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ฉุดพาประเทศไทยขยับจากประเทศรายได้น้อย สู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง พร้อมนับถอยหลังสู่การเป็นกลุ่มประเทศรายได้สูงเสียที

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคงต้องดับฝันด้วยข่าวร้ายว่า เม็ดเงินก่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่จากต่างแดน อาจช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจดูดีในช่วงสั้นๆ และทำให้บางกลุ่มธุรกิจได้ประโยชน์ แต่ในระยะยาวอาจสร้างข้อจำกัดด้านทรัพยากร และไม่ได้เพิ่มตำแหน่งงานอย่างที่หลายคนคาดหวัง

คนไทยได้อะไรจากเม็ดเงินลงทุน ‘Data Center’

แม้เม็ดเงินลงทุนจะนับว่ามหาศาล แต่ Data Center ทำงานแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภาคการผลิตที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมหาศาลและมีห่วงโซ่อุปทานยาวเหยียด หากอธิบายให้เข้าใจง่าย Data Center เหล่านี้คือเครื่องจักรที่เปลี่ยนไฟฟ้า น้ำ และฮาร์ดแวร์นำเข้าจากต่างประเทศ ให้กลายเป็นกำลังการประมวลผล ที่สำคัญ เงินลงทุนใน Data Center สำหรับเอไอสมัยใหม่ราว 45-60% คือค่าเซิร์ฟเวอร์และหน่วยประมวลผลกราฟิกที่ออกแบบในสหรัฐฯ ผลิตในไต้หวัน และส่งออกมายังประเทศไทย ยังไม่นับระบบทำความเย็นล้ำสมัย หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นสินค้าที่นำเข้ามา

แล้วประเทศไทยได้อะไร แน่นอนว่า เราสามารถเปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ได้งานก่อสร้างทั้งตัว Data Center โครงข่ายไฟฟ้า และโรงไฟฟ้า ส่วนภาษีก็อาจไม่ได้มากมายอะไร เพราะเราพยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ด้วยการยกเว้นภาษียาวนานหลายปี ที่สำคัญ Data Center ยังนับเป็นโครงการขนาดยักษ์ที่หลังจากสร้างเสร็จแล้ว มีการจ้างงานน้อยมาก โดยเฉลี่ยราว 20-30 คนต่อการใช้ไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ โดยแห่งหนึ่งอาจมีพนักงานประจำไม่ถึง 100 คนด้วยซ้ำส่วนในภาคการผลิตไฟฟ้าก็คล้ายกัน หลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น ก็ไม่ได้มีการจ้างงานมากมาย ผนวกกับแนวโน้มที่ต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพิ่มขึ้น เอาเป็นว่า ลืมภาพการจ้างงานหลายแสนคนในห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ไปได้เลย

แต่แน่นอนว่า การเป็นฐานตั้งศูนย์ประมวลผลย่อมมีข้อดี เพราะระบบคลาวด์หรือการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ นอกจากจะช่วยให้ไม่ต้องไปฝากฝังข้อมูลคนไทยในต่างแดนแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเอไอและบริการคลาวด์ของเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในราคาประหยัดลงและความเร็วเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวมีเงื่อนไขสำคัญคือ ‘การใช้งานภายในประเทศ’ หาก Data Center นี้ ให้บริการลูกค้าในต่างแดนเป็นหลัก ก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรที่สูบน้ำและไฟฟ้าในไทย แล้วส่งออกเป็นกำลังประมวลผลไปต่างประเทศ

สิ่งที่ต้องจับตาในฐานะฐานที่มั่น ‘Data Center’

ผู้เขียนขอแบ่งประเด็นที่น่ากังวลออกเป็น 3 ส่วนคือ ทรัพยากรน้ำ กระแสไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ

ประเด็นแรกที่ผู้เขียนกังวลที่สุดคือทรัพยากรน้ำ เนื่องจากหลายคนยังมีความเข้าใจผิดแบบฉกาจฉกรรจ์ว่า ประเทศไทยมีน้ำล้นเหลือ เพราะเผชิญปัญหาน้ำท่วมมากกว่าน้ำแล้ง แต่จากการจัดอันดับความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress) ที่เปรียบเทียบปริมาณน้ำที่มีกับปริมาณน้ำที่ใช้ พบว่าไทยมีความตึงเครียดด้านน้ำในระดับสูง โดยสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ ทั้งนี้ สถานการณ์การใช้น้ำในปัจจุบัน ทั้งในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมมีความตึงเครียดสูงอยู่แล้ว

เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานคือ วิกฤตน้ำขาดแคลนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเมื่อปี 2563 ที่สำคัญคือ Data Center ในวันปกติไม่ต้องใช้น้ำมากมายอะไร แต่จำเป็นต้องใช้น้ำมากในช่วงเวลาที่ร้อนและแล้ง ซึ่งตรงกันพอดีกับความต้องการใช้น้ำของภาคส่วนอื่นๆ ดังนั้นความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยจาก Data Center อาจไม่มาก แต่จะดันความต้องการใช้น้ำสูงสุดอย่างมหาศาล เท่ากับต้องจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับในส่วนนี้ด้วย เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นแล้วที่ประเทศชิลี เมื่อศาลสั่งให้ Data Center ของ Google ทบทวนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนสุดท้ายก็ไม่ได้ก่อสร้าง หรือที่มาเลเซีย ซึ่งหน่วยงานเริ่มปฏิเสธคำขอก่อสร้าง Data Center โดยพิจารณาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและน้ำเป็นหลัก

ประเด็นที่ 2 คือเรื่องไฟฟ้า ประเทศไทยพร่ำบ่นกันมานานเรื่องการผลิตไฟฟ้าล้น จนต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า แล้วให้ประชาชนจ่ายค่าพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าอยู่เฉยๆ ปีละหลายหมื่นล้านบาท การมี Data Center มาสูบไฟฟ้าที่ล้นเหลือนี้ออกไป ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่าโทษไม่ใช่หรือ แต่คำตอบอาจไม่ได้ตรงไปตรงมานัก เพราะแม้ไทยไม่ได้ขาดแคลนไฟฟ้าก็จริง แต่จุดที่เป็นคอขวดคือโครงข่ายสายส่งต่างหาก ยิ่งถ้า Data Center เหล่านั้นตั้งอยู่ในจุดที่มีการใช้ไฟฟ้าหนาแน่นอยู่แล้ว เช่น ใกล้กรุงเทพฯ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ การขยายโครงข่ายก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องนี้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่ม Data Center ทั้งการวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการรวมค่าโครงข่ายเข้าไปไว้ในค่าไฟฟ้า แต่อีกโจทย์สำคัญที่รัฐบาลไทยยังไม่มีท่าทีอย่างชัดเจนคือ ในวันที่เกิดปัญหาทรัพยากรขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือไฟฟ้า รัฐจะมีวิธีในการปันส่วนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้อย่างไร จะให้อุตสาหกรรมใหญ่ก่อน หรือให้ประชาชนและเกษตรกรรายย่อยก่อน

 ประเด็นสุดท้ายคือ การบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ล่าสุดประเทศไทยกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเท่ากับศูนย์ ภายในปี 2050 ซึ่งหมายความว่า เราต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Data Center แห่งใหม่ที่เข้ามาตั้งในประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องไฟฟ้าสะอาด นี่คือช่องว่างสำคัญที่รัฐบาลไทยแก้ไขด้วยการกำหนดเงื่อนไขพลังงานหมุนเวียน ‘ส่วนเพิ่ม (Additionality)’ โดยเฉพาะในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางตรง (Direct PPAs) เพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ อีกทั้งเพื่อให้มั่นใจว่า เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้มาใช้ไทยเป็นฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แล้วค่อยไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศอื่นมาชดเชย

ประเทศไทยควรเรียนรู้บทเรียนมากมายจากต่างประเทศที่เคยดึงดูดเม็ดเงินเพื่อแข่งขันการเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center แต่ปัจจุบันต่างชะลอตัว เพิ่มเงื่อนไข และยกเลิกสิทธิพิเศษต่างๆ เนื่องจากผลเสียอาจมากกว่าผลได้ ไทยเองก็ควรพิจารณาอย่างรอบด้านว่า ใครได้และเสียประโยชน์จากการตั้ง Data Center ดังกล่าว รวมถึงข้อจำกัดทางทรัพยากรในระยะยาว เพราะอย่าลืมว่า ทุกอย่างย่อมมีค่าเสียโอกาส การผูกมัดทรัพยากรมหาศาลไว้กับภาคส่วนหนึ่งที่อาจไม่ได้สร้างรายได้อย่างถ้วนทั่ว สุดท้ายอาจทำให้เราเสียโอกาสที่จะทุ่มทรัพยากรเหล่านั้นในภาคส่วนอื่นที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่า

อ้างอิง:

Thai data center boom sparks fears of water shortage, air pollution

Data centre industry touts economic benefits

AI data centers employ very few people: What the numbers show

Water Stress by Country 2026

AI infrastructure growth threatens water-stressed Thai regions

Tags: เศรษฐกิจ, Economic Crunch, DataCenter, เงินลงทุน

Back To Top