เมื่อคลื่นทุน ‘Data Center’ ทะลักเข้าไทยและกินไฟมหาศาล กรณีศึกษาสิงคโปร์-มาเลเซีย กับวิกฤตแย่งน้ำ-ไฟ
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนของการแข่งขันดึงลงทุน Data Center เมื่อโจทย์สำคัญไม่ใช่การมีโครงการมากที่สุด แต่คือการบริหารทรัพยากรที่จำกัดให้รองรับเศรษฐกิจ AI ไทยจะเดินเกมอย่างไรให้ยั่งยืน เพื่อไม่ให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่กระทบฐานเศรษฐกิจเดิมของประเทศ
- ไทยมี Data Center มากเป็นอันดับ 4 อาเซียน
- เปิด 3 ทำเลทอง Data Center ในไทย
- ไทยอ้าแขนรับคลื่นทุนเทค ย้ำคัด ‘Quality Investment’
- วางเงินค้ำไฟฟ้า 4.5 ล้านบาทต่อ 1 MW กรองนักลงทุนจริง
- 70% กระจุก ‘EEC’
- เปิด 2 โมเดลธุรกิจหลัก Data Center ในไทย
- กกพ.วางกฎ 4+1 คัดลงทุน-กันกั๊กสายส่ง
- รัฐวางเกมใหม่ รับดีมานด์ไฟ ชูSMR-ASEAN Smart Grid
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า บีโอไอกำลังเร่งวางแนวทางจัดระเบียบการลงทุน Data Center ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)
โดยอยู่ระหว่างหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม

หลังพบว่าโครงการจำนวนมากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่มีการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล
ขณะที่ปัจจุบันยังไม่อยู่ในประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
รัฐบาลจึงเตรียมประกาศนโยบายและทิศทางการลงทุน Data Center ของประเทศไทยให้มีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างสมดุล
นฤตม์ ระบุว่า ประเด็นที่มีข้อกังวลว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมี Data Center มากกว่า 30 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่อยู่ในบัญชีโครงการที่ต้องทำ EIA ตามกฎหมาย แต่กลับได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI และใช้ไฟฟ้ากับน้ำในปริมาณสูงนั้น
ล่าสุดได้หารือร่วมกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และคาดว่าจะมีการประกาศแนวทาง และนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุน Data Center เร็วๆ นี้
ไทยมี Data Center มากเป็นอันดับ 4 อาเซียน
ปัจจุบัน ข้อมูลจาก Data Center Map เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมี Data Center รวม 60 แห่ง มากเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย 185 แห่ง มาเลเซีย 109 แห่ง และสิงคโปร์ 65 แห่ง
ขณะที่ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า กรุงเทพมหานครมีศูนย์ข้อมูลระดับองค์กรและผู้ให้บริการหลักประมาณ 31-37 แห่ง
โดยทำเลยอดนิยมกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ อาทิ พระราม 9 สุขุมวิท และพระราม 4
อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวยังต่ำกว่าสิงคโปร์ ซึ่งมี Data Center เปิดดำเนินการแล้วมากกว่า 70 แห่ง มีกำลังประมวลผลรวมกว่า 1.4 กิกะวัตต์
ขณะที่จาการ์ตา (Greater Jakarta) มี Data Center เปิดดำเนินการแล้วมากกว่า 81 แห่ง
เปิด 3 ทำเลทอง Data Center ในไทย
หากสำรวจจากผลการวิเคราะห์ของ DC Market Insights และรายงาน ResearchAndMarkets.com ระบุว่า การลงทุน Data Center ของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ถือเป็นฐานหลักของอุตสาหกรรม ครองสัดส่วนตลาดกว่า 65% เนื่องจากมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและจุดเชื่อมต่อข้อมูล (Internet Exchange) ที่มีประสิทธิภาพ โดยจาก Data Center ที่เปิดดำเนินการ 42 แห่ง ตามข้อมูลของ Cloudscene พบว่า 37 แห่งตั้งอยู่ในพื้นที่นี้
- เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% และกลายเป็น ‘ทำเลทอง’ แห่งใหม่ของโครงการระดับ Hyperscale
จากแรงสนับสนุนของสิทธิประโยชน์ด้านภาษี นโยบายเขตอุตสาหกรรมดิจิทัล (EECd) และการเป็นจุดเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable Landing Station) ซึ่งกรุงเทพฯ ชลบุรี และระยอง จะมีสัดส่วนกำลังไฟฟ้ารองรับโครงการ Data Center ที่อยู่ระหว่างการวางแผนรวมกันมากกว่า 40% ของทั้งประเทศ
- จังหวัดหัวเมืองหลักภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต และสงขลา ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 15%
โดยเริ่มขยายการลงทุนในรูปแบบ Edge Data Center และ Enterprise Data Center เพื่อรองรับการประมวลผลใกล้ผู้ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย 5G
ไทยอ้าแขนรับคลื่นทุนเทค ย้ำคัด ‘Quality Investment’
ข้อมูลจาก Aaquatech trade เดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมี Data Center เปิดดำเนินการแล้ว 40 แห่ง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 20 แห่ง และอยู่ระหว่างการวางแผนอีก 10 แห่ง
ขณะที่รายงานของ ResearchAndMarkets.com ระบุว่า ประเทศไทยมีโครงการ Co-location Data Center เปิดดำเนินการแล้ว 39 แห่ง และเตรียมเปิดใหม่อีก 27 โครงการ
นฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุน Data Center แล้วกว่า 40 โครงการ แต่จากนี้ไปจะปรับยุทธศาสตร์จากการมุ่งเพิ่ม ‘จำนวนโครงการ’ ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพของการลงทุน’ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำซึ่งเป็นบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นในสิงคโปร์และมาเลเซีย จนต้องชะลอการขยายตัวของ Data Center
รัฐบาลจึงได้ตั้ง คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยมี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการแบบเบ็ดเสร็จใน 4 มิติ ได้แก่
- ประโยชน์ต่อประเทศ
- ความเพียงพอของไฟฟ้า
- ความเพียงพอของน้ำ
- ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
พร้อมกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า โครงการที่จะได้รับการส่งเสริมต้องสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI การยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย การจัดตั้ง AI Center of Excellence และการสนับสนุน Computing Power ให้กับประเทศ
วางเงินค้ำไฟฟ้า 4.5 ล้านบาทต่อ 1 MW กรองนักลงทุนจริง
นฤตม์ ย้ำว่า ความท้าทายสำคัญของ Data Center คือการใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูง ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงเห็นชอบมาตรการให้ผู้ประกอบการวางหลักประกัน 4.5 ล้านบาทต่อกำลังไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ (MW)
ยกตัวอย่าง หากเป็นโครงการขนาด 100 MW จะต้องวางหลักประกันถึง 450 ล้านบาท โดยหากมีการก่อสร้างจริงและใช้ไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 50% ของที่แจ้งไว้ จะทยอยคืนเงินประกัน และหากใช้ไฟฟ้าได้ถึง 70% จะคืนเงินประกันทั้งหมด
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างศึกษาการกำหนด โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับ Data Center โดยเฉพาะ ซึ่งอาจมี ‘อัตราสูง’ กว่าผู้ใช้ไฟทั่วไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต
70% กระจุก ‘EEC’
เนื่องจากปัจจุบันกว่า 70% ของโครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมทั้ง 40 โครงการ กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะจากจีน
อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวของการลงทุน ทำให้เกิดปัญหาคอขวดของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ขณะที่การขยายสายส่งแรงสูงระดับ 500 กิโลโวลต์ทำได้ยาก เพราะติดข้อจำกัดด้านการเวนคืนที่ดิน
กระทรวงพลังงานจึงเตรียมเสนอปรับระเบียบ เพื่อเปิดทางให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งดูแลสายส่งระดับ 230 และ 500 กิโลโวลต์ สามารถจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรงให้กับ Data Center ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้สายส่งของ กฟผ. เพื่อลดภาระการลงทุนระบบสายส่งใหม่
พร้อมกันนี้ BOI ยังอยู่ระหว่างจัดทำ Power Map และ Water Map ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงศักยภาพด้านไฟฟ้า และน้ำของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อกระจายการลงทุนออกจากพื้นที่ EEC มากขึ้น
เปิด 2 โมเดลธุรกิจหลัก Data Center ในไทย
สำหรับโครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมกว่า 40 โครงการ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มแรก คือ Hyperscaler ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ลงทุนสร้างและใช้ Data Center ของตนเอง เช่น Amazon Web Services (AWS) ที่เปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง รวมถึง Google และ Microsoft
อีกกลุ่มคือ Co-location Data Center ซึ่งเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารและระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ลูกค้ารายอื่นนำเซิร์ฟเวอร์มาเช่าพื้นที่
โดยโครงการส่วนใหญ่ที่ BOI ส่งเสริมอยู่ในกลุ่มนี้ และมีลูกค้าระดับโลกเข้ามาใช้บริการ เช่น TikTok และ Alibaba ซึ่งปัจจุบันได้เช่าพื้นที่ Co-location ในประเทศไทยแล้ว 2 แห่ง เพื่อให้บริการคลาวด์แก่ลูกค้าในภูมิภาค
“ทิศทางการส่งเสริมการลงทุน Data Center ของไทยจากนี้ จะไม่ใช่การแข่งขันด้านจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” นฤตม์ ย้ำ

ด้านพูนพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ความท้าทายใหม่ที่กำลังถาโถมเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย จากการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม Data Center และ AI เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine of Growth) ของประเทศ
มีการประเมินว่าภายในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 5% ของการใช้พลังงานโลกทั้งหมด
หากทุกโครงการเดินเครื่องเต็มกำลังจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของ กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด ของทั้งประเทศในปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 55,000 เมกะวัตต์
กกพ.วางกฎ 4+1 คัดลงทุน-กันกั๊กสายส่ง
ดังนั้น กกพ. เตรียมใช้หลักเกณฑ์ 4+1 บริหารการใช้ไฟฟ้าของโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Data Center เพื่อคัดเลือกการลงทุน
- คัดลงทุนตามมูลค่าเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับโครงการที่สร้างการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ภาษี เช่น Hyper Scaler มากกว่าธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ
- กันกั๊กสายส่ง ผู้จองใช้ไฟต้องวางหลักประกัน (Bond) และใช้ไฟตามแผนภายใน 5-7 ปี หากไม่ดำเนินโครงการจะถูกยึดสิทธิ์คืน
- บังคับดูแลระบบไฟเอง โครงการขนาดใหญ่ต้องติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และรับผิดชอบค่า Ancillary Service หากกระทบเสถียรภาพระบบ
- สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ต้องมีแผนตอบแทนพื้นที่และสร้างการยอมรับจากชุมชนรอบโครงการ
- +1 ค่าไฟประเภท 9 ‘ยึดหลัก ผู้ใช้มากจ่ายมาก’ (User Pay Principle) ไม่ให้กระทบค่า Ft ของประชาชน
พร้อมกันนี้ กกพ.จะเร่งผลักดัน Direct PPA นำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ รองรับ Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว 100%
โดยกำหนดหลักประกันและบทลงโทษหากผลิตไฟฟ้าไม่ได้ตามสัญญา เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
รัฐวางเกมใหม่ รับดีมานด์ไฟ ชูSMR-ASEAN Smart Grid
ขณะที่บทบาทกระทรวงพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าวล่าสุดว่ามติ กพช. เพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่จาก 8 ประเภท เป็น 10 ประเภท
โดยเพิ่มประเภทที่ 9 ‘กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์’ ที่กำหนดให้จ่ายค่าไฟฟ้าสูงกว่ากลุ่มอื่น
“เนื่องจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงมาก ทำให้ไทยต้องใช้ก๊าซLNGที่นำเข้าในราคาสูงมาผลิตไฟฟ้า คาดว่าอัตราค่าไฟอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 5-6 บาท”
ขณะเดียวกัน ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยว่า Data Center จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำ ให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคต
รัฐบาลจึงต้องเร่งเตรียมโครงสร้างพลังงานรองรับ ทั้งการลดต้นทุนสายส่ง ศึกษา SMR (นิวเคลียร์ขนาดเล็ก) ผลักดัน ASEAN Smart Grid เพื่อซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค ต้นทุนแข่งขันได้ รับการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะ Data Center พร้อมดูแลค่าไฟประชาชนและภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่รัฐจะจัดเก็บค่าไฟ Data Center ในอัตราที่สูงกว่าภาคประชาชน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในระยะเริ่มต้น เนื่องจากเป็นกิจการที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรในปริมาณสูง
“ทว่า กระแส Data center ที่เข้ามา ภาครัฐจำเป็นต้องประเมินศักยภาพของประเทศอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้การขยายตัวของ Data Center ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งล้วนต้องการไฟฟ้า พลังงานสะอาด และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ต่างกัน”
ดังนั้น การกำหนด ‘นโยบาย’ จึงต้องคำนึงถึงความสมดุล เพื่อไม่ให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอื่นในอนาคต
ภาพ: Shutterstock Gen AI