บำรุงราษฎร์ชู Complete Heart Failure Care เปิดเส้นทางช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว จาก ECMO–Impella ถึงปลูกถ่ายหัวใจ
- หน้าหลัก
- ชุมชน-คุณภาพชีวิต
- สุขภาพ
บำรุงราษฎร์ชู Complete Heart Failure Care เปิดเส้นทางช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว จาก ECMO–Impella ถึงปลูกถ่ายหัวใจ
เผยแพร่: 5 ส.ค. 2569 18:35 ปรับปรุง: 5 ส.ค. 2569 18:37 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
บำรุงราษฎร์ชู “Complete Heart Failure Care” ผสานทีมแพทย์–เทคโนโลยีขั้นสูง ดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวครบวงจร ย้ำหัวใจล้มเหลวไม่ใช่จุดสิ้นสุด “การส่งต่อเร็ว–ตัดสินใจทันเวลา” เพิ่มโอกาสรอดชีวิต ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสหสาขาวิชาชีพ เปิดเส้นทางการรักษาตั้งแต่ยา ECMO–Impella เทคโนโลยีพยุงชีวิต หัตถการ การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ จนถึงการฟื้นฟูเพื่อกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้ง
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จัด Exclusive Afternoon Tea Conversation ภายใต้หัวข้อ “เพราะทุกวินาที…คือโอกาสของการเริ่มต้นชีวิตใหม่” นำเสนอแนวทางการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างครบวงจร หรือ The Bumrungrad Complete Heart Failure Care Pathway ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษาในระยะเริ่มต้น การดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต การใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต การปลูกถ่ายหัวใจ ตลอดจนการฟื้นฟูและติดตามผลระยะยาว
การดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะรุนแรง ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการเชื่อมโยงทุกขั้นตอนการรักษา และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม พร้อมเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ
หัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคเดี่ยว แต่เป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด
พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคเดี่ยว แต่เป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด หรือ Heart Failure is a destination, not a disease อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีสาเหตุ ระดับความรุนแรง และการดำเนินโรคแตกต่างกัน แนวทางรักษาในปัจจุบันจึงไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคน แต่ต้องเป็น Precision Care หรือการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต คือการส่งต่อผู้ป่วยมายังทีม Advanced Heart Failure ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หรือ Early Referral โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการทรุดลง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน โดยการส่งต่อเร็วช่วยให้ทีมแพทย์มีเวลาในการประเมิน วางแผน และพิจารณาทางเลือกการรักษาขั้นสูง ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญอื่น เช่น ไต ตับ และปอด โดยผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวขั้นสูง จำเป็นต้องได้รับการดูแลแบบเฉพาะบุคคลผ่านทีมสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่ระยะวิกฤต การใช้เทคโนโลยีพยุงหัวใจ การรักษาขั้นสูง การฟื้นฟู ไปจนถึงการติดตามผลระยะยาว
พญ.ปิยฉัตร ยกกรณีของ คุณ Timothy ผู้ป่วยชายชาวแคนาดา อายุ 64 ปี ซึ่งมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หรือ Dilated Cardiomyopathy มาตั้งแต่ปี 2009 และต่อสู้กับโรคมานานกว่า 15 ปี โดยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใส่ Pacemaker การใช้ CRT-D การทำ MitraClip และการรักษาด้วยยา โดยแรงผลักดันสำคัญของผู้ป่วยคือครอบครัว และความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลและเห็นลูกชายเติบโต อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนก่อนการปลูกถ่ายหัวใจ อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว จากอาการเหนื่อยมากจนไม่สามารถเดินได้ นำไปสู่ภาวะน้ำท่วมปอด รวมถึงการทำงานของไตและตับที่แย่ลง ผู้ป่วยต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต พึ่งพาเครื่องช่วยหายใจและเทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ
เมื่อทีมแพทย์ประเมินแล้วว่าหัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้อย่างเพียงพอ การปลูกถ่ายหัวใจจึงเป็นความหวังสำคัญ แต่ความท้าทายคือการประคับประคองให้ผู้ป่วยรอดชีวิต และทำให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัวจนมีความพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจ
“การดูแลผู้ป่วยในช่วงดังกล่าว ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ Heart Team ประกอบด้วยอายุรแพทย์โรคหัวใจด้านหัวใจล้มเหลว ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีม CCU วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาโรคหัวใจ รวมถึงทีมผู้ประสานงานภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ”พญ.ปิยฉัตรกล่าว
พญ.ปิยฉัตรกล่าวต่อว่า ทีมผู้ประสานงานจะเชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากแผนกผู้ป่วยนอก ห้องฉุกเฉิน หรือได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่น ประสานข้อมูลกับครอบครัวและทีมรักษา รวมถึงดำเนินการขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย เพื่อให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
ECMO–Impella เทคโนโลยีพยุงชีวิต ซื้อเวลาให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว
ด้าน ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤตหรือภาวะช็อก ทุกนาทีมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต ทีมแพทย์จึงต้องประเมินและตัดสินใจใช้เทคโนโลยีพยุงชีพในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาใช้ ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ร่วมกับ pVAD หรือ Impella ซึ่งเป็นเครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจ การใช้เทคโนโลยีทั้งสองร่วมกันเรียกว่า ECPELLA มีเป้าหมายเพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ และเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต
โดย Impella เป็นปั๊มหัวใจขนาดเล็กที่ใส่ผ่านสายสวน ทำหน้าที่ช่วยสูบเลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ ช่วยลดภาระและความดันภายในหัวใจ พร้อมเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในช่วงที่หัวใจอยู่ในภาวะวิกฤต สำหรับผู้ป่วยอาการรุนแรง ECMO และ Impella มีบทบาทเสริมกัน โดย ECMO ช่วยสนับสนุนระบบไหลเวียนเลือดและการแลกเปลี่ยนออกซิเจน ขณะที่ Impella ช่วยลดภาระของหัวใจห้องล่างซ้าย จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการประคับประคองผู้ป่วยระหว่างรอการฟื้นตัว หรือรอเข้าสู่การรักษาขั้นต่อไป
“อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญ และการติดตามจัดการภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง”
ทั้งนี้ ทีมดูแลประกอบด้วย แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ทีม CCU และบุคลากรทุกฝ่ายที่ร่วมกันติดตามอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่หัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้เพียงพอ เทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงจะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสู่การปลูกถ่ายหัวใจ” หรือ Bridge to Transplant เพื่อประคับประคองระบบไหลเวียนเลือด เปิดโอกาสให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว และเตรียมร่างกายของผู้ป่วยให้พร้อมสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
ปลูกถ่ายหัวใจ ภารกิจแข่งกับเวลาภายในกรอบไม่เกิน 4 ชั่วโมง
นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก กล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยว่า มีหัวใจบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการทำงานแข่งกับเวลาทันที เนื่องจากหัวใจที่นำออกจากร่างผู้บริจาคมีระยะเวลาเก็บรักษานอกร่างกายจำกัด โดยทั่วไปไม่เกิน 4 ชั่วโมง ทุกขั้นตอนจึงต้องได้รับการวางแผนและประสานงานอย่างแม่นยำ
ขณะที่ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดนำหัวใจจากผู้บริจาค อีกทีมหนึ่งที่โรงพยาบาลจะเตรียมผู้ป่วยและห้องผ่าตัดให้พร้อม โดยกระบวนการทั้งหมดต้องดำเนินไปพร้อมกันและเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ การดำเนินงานยังรวมถึงการประสานด้านการเดินทางกับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เพื่อให้หัวใจบริจาคเดินทางมาถึงผู้ป่วยภายในระยะเวลาที่กำหนด
“การปลูกถ่ายหัวใจไม่ใช่ภารกิจของศัลยแพทย์เพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมพยาบาลห้องผ่าตัด และบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี และได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้เป็นศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจ พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI Heart Failure จากสหรัฐอเมริกา
โรงพยาบาลยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและศัลยศาสตร์หัวใจ เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย
จุดแข็งของบำรุงราษฎร์ คือศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete Heart Failure Care ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาด้วยยา การรักษาผ่านหัตถการ การผ่าตัดหัวใจ การใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ECMO และ pVAD หรือ Impella ไปจนถึงการปลูกถ่ายหัวใจ
ผลลัพธ์การรักษา มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเท่ากับ 0 หรือ 30-day mortality = 0 สำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูง การปลูกถ่ายหัวใจเป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีอัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดประมาณ 85-90% ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ มักมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 1-2 ปี
การปลูกถ่ายหัวใจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปใช้ชีวิต
ขณะที่คุณรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 กล่าวว่า ทีมผู้ประสานงานการปลูกถ่ายหัวใจมีบทบาทตลอดเส้นทางการรักษา หรือ Patient Journey ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างทีม Heart Failure ทีม ICU และทีมปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว
โดยเฉพาะในช่วงรอรับบริจาคหัวใจ ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อใด ทุกฝ่ายจึงต้องมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ประสานงานทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมสำคัญของ Integrated Patient Journey เพื่อให้ทีมแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับข้อมูลตรงกัน สามารถตัดสินใจร่วมกัน และพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
หลังการปลูกถ่ายหัวใจ ผู้ป่วยจะเข้าสู่โปรแกรม Cardiac Rehabilitation โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมกันดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ทีมพยาบาล CCU นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ เภสัชกร และพยาบาลผู้ป่วยนอก โดยนักกายภาพบำบัดจะเริ่มฟื้นฟูการเคลื่อนไหวเมื่อสัญญาณชีพของผู้ป่วยคงที่ นักโภชนาการวางแผนโภชนาการบำบัด เภสัชกรร่วมดูแลและปรับการใช้ยา ขณะที่พยาบาลและทีมผู้ประสานงานติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ทีมผู้ประสานงานยังเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งเรื่องการใช้ยา การปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้าน การรับประทานอาหาร การสังเกตสัญญาณเตือน และการติดตามอาการหลังกลับบ้าน โดยผู้ป่วยสามารถติดต่อทีมรักษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับ Family-centered Care เพราะครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ทั้งในด้านการร่วมตัดสินใจ การเป็นกำลังใจในช่วงวิกฤต และการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล ความสำเร็จของการปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ได้วัดเพียงว่าผู้ป่วยรอดชีวิตจากภาวะวิกฤตหรือผ่านการผ่าตัดได้เท่านั้น แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวัน ทำงาน เดินทาง ออกกำลังกายตามความเหมาะสม และกลับไปมีช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง
การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ขณะที่การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม และการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ คือองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว
ทั้งนี้ ทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพจากสถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ร่วมถ่ายทอดแนวทางดูแลผู้ป่วยตลอดเส้นทางการรักษา ตั้งแต่ภาวะหัวใจล้มเหลว การเข้าสู่ภาวะช็อกจากหัวใจ การใช้เทคโนโลยีพยุงชีพ ECMO และ pVAD (Impella) การปลูกถ่ายหัวใจ ตลอดจนการฟื้นฟูผู้ป่วยให้สามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้อีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นว่าเบื้องหลังการช่วยชีวิตผู้ป่วยไม่ได้พึ่งพาเพียงเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ต้องอาศัยระบบดูแลที่เชื่อมโยงทุกขั้นตอนและการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างไร้รอยต่อ
ทีมผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก และคุณรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1
พญ.ปิยฉัตรอธิบายว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคเพียงโรคเดียว แต่เป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีสาเหตุ ระดับความรุนแรง และการดำเนินโรคแตกต่างกัน การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการออกแบบแนวทางเฉพาะบุคคล หรือ Precision Care เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด
สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการทรุดลงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน การส่งต่อไปยังทีม Advanced Heart Failure ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ทีมแพทย์มีเวลาประเมิน วางแผน และพิจารณาทางเลือกการรักษาขั้นสูง ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญอื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวขั้นสูง ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวิกฤต การใช้เทคโนโลยีพยุงหัวใจ การรักษาขั้นสูง ไปจนถึงการฟื้นฟูและติดตามผลระยะยาว
หนึ่งในกรณีศึกษาคือ “ทิโมธี” ผู้ป่วยชายชาวแคนาดา อายุ 64 ปี ซึ่งเผชิญภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หรือ Dilated Cardiomyopathy มาตั้งแต่ปี 2009 ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ การใช้ CRT-D การทำ MitraClip และการรักษาด้วยยา โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันสำคัญในการต่อสู้กับโรค
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนก่อนเข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจ อาการของผู้ป่วยทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการเหนื่อยรุนแรงจนไม่สามารถเดินได้ ก่อนเข้าสู่ภาวะน้ำท่วมปอด รวมถึงการทำงานของไตและตับที่แย่ลง จนต้องเข้ารับการดูแลในห้องไอซียู พึ่งพาเครื่องช่วยหายใจและเทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ เป้าหมายสำคัญของทีมรักษาในขณะนั้นคือการประคับประคองให้ผู้ป่วยผ่านภาวะวิกฤต และมีความพร้อมสำหรับการรับหัวใจดวงใหม่
เมื่อประเมินแล้วว่าหัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้อย่างเพียงพอ การปลูกถ่ายหัวใจจึงเป็นความหวังสำคัญ ขณะที่ความท้าทายคือการรักษาชีวิตผู้ป่วยและฟื้นฟูอวัยวะสำคัญให้พร้อมต่อการผ่าตัด ทีมแพทย์จึงนำเทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงมาใช้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การปลูกถ่ายหัวใจ
การดูแลดังกล่าวต้องอาศัย Heart Team ซึ่งประกอบด้วยอายุรแพทย์โรคหัวใจด้านหัวใจล้มเหลว ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีม CCU วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาโรคหัวใจ ตลอดจนทีมผู้ประสานงานภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากแผนกผู้ป่วยนอก ห้องฉุกเฉิน หรือได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่น รวมถึงประสานกับครอบครัวและดำเนินการขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย โดยทุกฝ่ายต้องพร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
ด้าน ร.ต.อ.นพ.สกลวัชรกล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงว่า ในผู้ป่วยอาการรุนแรง ทีมแพทย์อาจพิจารณาใช้ ECMO ซึ่งช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ร่วมกับ pVAD หรือ Impella เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจ หรือที่เรียกว่า “ECPELLA” เพื่อรักษาการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญและเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต
Impella เป็นปั๊มหัวใจขนาดเล็กที่ใส่ผ่านสายสวน ทำหน้าที่ช่วยสูบเลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ ช่วยลดภาระและความดันภายในหัวใจ พร้อมเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วน ECMO มีบทบาทสนับสนุนระบบไหลเวียนเลือดและการแลกเปลี่ยนออกซิเจน การใช้เทคโนโลยีทั้งสองร่วมกันจึงช่วยเสริมประสิทธิภาพในการพยุงผู้ป่วยระหว่างรอการฟื้นตัวหรือเข้าสู่การรักษาขั้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญยังอยู่ที่การตัดสินใจเลือกใช้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญในการติดตามอาการและจัดการภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด หากหัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้เพียงพอ เทคโนโลยีพยุงชีพจะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสู่การปลูกถ่ายหัวใจ” หรือ Bridge to Transplant เพื่อประคับประคองระบบไหลเวียนเลือด ฟื้นฟูอวัยวะสำคัญ และเตรียมร่างกายให้พร้อมเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
นพ.พัชรกล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยว่ามีหัวใจบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ทุกฝ่ายต้องเริ่มปฏิบัติการแข่งกับเวลาทันที เนื่องจากหัวใจที่นำออกจากร่างผู้บริจาคสามารถเก็บรักษานอกร่างกายได้ในระยะเวลาจำกัด โดยทั่วไปไม่เกิน 4 ชั่วโมง ทุกขั้นตอนจึงต้องได้รับการวางแผนและประสานงานอย่างแม่นยำ
ระหว่างที่ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดนำหัวใจออกจากผู้บริจาค อีกทีมหนึ่งที่โรงพยาบาลจะเตรียมผู้ป่วยและห้องผ่าตัดให้พร้อม กระบวนการทั้งหมดต้องดำเนินไปพร้อมกัน รวมถึงการประสานเส้นทางกับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เพื่อให้หัวใจบริจาคเดินทางถึงผู้ป่วยภายในเวลาที่กำหนด
การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่ภารกิจของศัลยแพทย์เพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมพยาบาลห้องผ่าตัด และบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัย พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การประเมินโรค การรักษาขั้นสูง ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังการรักษา
สำหรับจุดแข็งของสถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คือศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวแบบครบวงจร หรือ Complete Heart Failure Care ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาด้วยยา การรักษาผ่านหัตถการ การผ่าตัดหัวใจ การใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ECMO และ pVAD (Impella) ไปจนถึงการปลูกถ่ายหัวใจ
สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีประสบการณ์ผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจมานานกว่า 20 ปี ได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้เป็นศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจ และได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI Heart Failure จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โดยเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว พร้อมได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและศัลยศาสตร์หัวใจ เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย
ด้านผลการรักษา โรงพยาบาลระบุว่า มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเท่ากับ 0 ขณะที่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวซึ่งได้รับการปลูกถ่ายหัวใจมีอัตรารอดชีวิตหลังการผ่าตัดประมาณร้อยละ 85-90 ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษามักมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 1-2 ปี
ขณะที่คุณรุจิรากล่าวถึงบทบาทของทีมผู้ประสานงานว่า การดูแลผู้ป่วยไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อการผ่าตัดประสบความสำเร็จ แต่ครอบคลุมตลอดเส้นทางการรักษา ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีม Heart Failure ทีม ICU และทีมปลูกถ่ายหัวใจ ตลอดจนการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะช่วงรอหัวใจบริจาค ทุกฝ่ายต้องพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีหัวใจที่เหมาะสมเมื่อใด ผู้ประสานงานจึงเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างทีมแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วย และครอบครัว เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อโอกาสมาถึง
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะเข้าสู่โปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ หรือ Cardiac Rehabilitation โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแล ทั้งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ทีมพยาบาล CCU นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ เภสัชกร และพยาบาลผู้ป่วยนอก เพื่อฟื้นฟูร่างกายและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ทีมผู้ประสานงานยังมีหน้าที่เตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งเรื่องการใช้ยา การปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้าน การรับประทานอาหาร การสังเกตสัญญาณเตือน และการติดตามอาการหลังกลับบ้าน โดยผู้ป่วยสามารถติดต่อทีมรักษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลยังให้ความสำคัญกับแนวทาง Family-centered Care เนื่องจากครอบครัวมีบทบาททั้งในการร่วมตัดสินใจ เป็นกำลังใจในช่วงวิกฤต และช่วยดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล โดยเป้าหมายสูงสุดของการรักษาไม่ได้วัดเพียงการรอดชีวิตหรือผ่านพ้นการผ่าตัดเท่านั้น แต่คือการทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวัน ทำงาน เดินทาง ออกกำลังกายตามความเหมาะสม และกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้อีกครั้ง