Cover Image

สทนช.-กรมอุตุฯ เปิดระบบ “clpp-radar” เตือนฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เช็กพื้นที่เสี่ยงได้ถึงระดับตำบล

สทนช.จับมือกรมอุตุนิยมวิทยาพัฒนาระบบติดตามสภาพอากาศผ่านเว็บไซต์ clpp-radar.onwr.go.th เชื่อมข้อมูลเรดาร์คอมโพสิตจาก 23 สถานีทั่วประเทศกับการประมาณฝนสะสมล่วงหน้า 3 ชั่วโมง และข้อมูลฝนจริงจากสถานีตรวจวัด ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านมือถือ พร้อมฟังก์ชัน “ตำแหน่งของฉัน” ช่วยประเมินว่าจุดที่ผู้ใช้ยืนอยู่จะมีฝนในอีกกี่นาทีและหนักเพียงใด รวมถึงแสดงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากและดินถล่ม หวังเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัยและบริหารจัดการน้ำ

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ในฐานะรองโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า สทนช. ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาพัฒนาระบบติดตามสภาพอากาศผ่านเว็บไซต์ clpp-radar.onwr.go.th เพื่อช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามสถานการณ์ฝนและประเมินความเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น

ระบบดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สทนช. และกรมอุตุนิยมวิทยา ภายใต้โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการประยุกต์ใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งระยะที่ 2 ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19-20 สิงหาคม 2569

ความร่วมมือดังกล่าวยังอยู่ภายใต้บันทึกข้อตกลงการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่าง สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อแลกเปลี่ยนและบูรณาการข้อมูลสำหรับการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการน้ำ

รวมเรดาร์ 23 สถานี เห็นภาพฝนทั้งประเทศ

นายฐนโรจน์กล่าวว่า จุดเด่นของระบบคือการนำข้อมูลเรดาร์คอมโพสิต หรือ Radar Composite ที่กรมอุตุนิยมวิทยาวิเคราะห์ มาประมวลผลร่วมกับการประมาณการฝนสะสมล่วงหน้า 3 ชั่วโมง และข้อมูลตรวจวัดปริมาณน้ำฝนจริงจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศผ่านระบบ nationalthaiwater.onwr.go.th

โดยปกติสถานีเรดาร์ตรวจอากาศจะส่งคลื่นวิทยุออกไป เมื่อคลื่นกระทบหยดน้ำหรือเม็ดฝนในกลุ่มเมฆจะสะท้อนกลับมายังจานรับสัญญาณ หากสัญญาณสะท้อนกลับมาแรง แสดงว่าบริเวณนั้นมีฝนตกหนัก

อย่างไรก็ตาม การใช้เรดาร์เดี่ยวมีข้อจำกัดด้านรัศมีตรวจวัดประมาณ 120-240 กิโลเมตร รวมถึงมีโอกาสเกิดจุดอับสัญญาณจากแนวเทือกเขาหรือสิ่งปลูกสร้าง และไม่สามารถเห็นภาพรวมทั้งประเทศพร้อมกันได้

ระบบ Radar Composite จึงนำข้อมูลจากสถานีเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยาทั้ง 23 สถานีทั่วประเทศมาประมวลผล ตัดสัญญาณรบกวน แก้ไขจุดอับ และเชื่อมส่วนที่ทับซ้อนกันให้เป็นภาพเดียว ทำให้เห็นทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุและกลุ่มฝนทั่วประเทศได้พร้อมกัน

เช็กได้ว่าฝนจะตก “อีกกี่นาที”

รองโฆษก สทนช. กล่าวว่า การออกแบบระบบเน้นให้ประชาชนใช้งานได้ง่าย โดยใช้แถบสีแสดงระดับความรุนแรงของฝนตามมาตรฐานเดียวกับกรมอุตุนิยมวิทยา

สีเขียวแสดงฝนเบาบาง สีเหลืองเป็นฝนปานกลาง สีส้มและสีแดงหมายถึงฝนตกหนัก ส่วนสีม่วงและสีชมพูเป็นฝนตกหนักมาก

ระบบรองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และมีปุ่ม “ตำแหน่งของฉัน” ซึ่งช่วยประเมินได้ว่าจุดที่ผู้ใช้อยู่จะมีฝนตกในอีกกี่นาทีและมีความรุนแรงระดับใด พร้อมแสดงข้อความภาษาไทยให้เข้าใจได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังสามารถคาดการณ์ฝนได้ถึงระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด พร้อมแสดงชั้นข้อมูลพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่เสี่ยงดินถล่มและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

ใช้ทั้งเตือนประชาชน-บริหารน้ำใกล้เคียงเวลาจริง

สทนช.คาดหวังให้ประชาชนใช้ข้อมูลสำหรับวางแผนการเดินทางและเตรียมรับมือฝน ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นสามารถใช้สำหรับเตรียมความพร้อมและแจ้งเตือนล่วงหน้า

ส่วนหน่วยงานบริหารจัดการน้ำสามารถใช้ข้อมูลแบบใกล้เคียงเวลาจริง เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับชื่อ “clpp-radar” มาจากชื่ออาคารชลพิพัฒน์ หรือ Chonlapiphat ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการของ สทนช. และได้รับพระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 โดยมีความหมายว่า “อาคารเป็นที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้วิวัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ”

9 ก.ย. น้ำในอ่างทั่วประเทศ 69%

รายงานข่าวจาก สทนช. ระบุเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 07.00 น. มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวม 55,281 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 69% ของความจุเก็บกัก และมีน้ำใช้การ 31,160 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 55%

ฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดสุโขทัย 114 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดบึงกาฬ 149 มิลลิเมตร ภาคกลาง จังหวัดนครปฐม 35 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จังหวัดปราจีนบุรี 45 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี 57 มิลลิเมตร และภาคใต้ จังหวัดระนอง 110 มิลลิเมตร

ในวันนี้ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน

ช่วงวันที่ 10-11 กันยายน 2569 ภาคกลาง รวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

เตือนน้ำท่วมฉับพลัน 9-13 ก.ย.

สทนช.ยังย้ำประกาศฉบับที่ 3/2569 ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งช่วงวันที่ 9-13 กันยายน 2569

พื้นที่เสี่ยงครอบคลุมเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ตาก อุทัยธานี เลย อุดรธานี ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

4 เขื่อนหลักเจ้าพระยาน้ำเพิ่ม

สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 7,791 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 58% เขื่อนสิริกิติ์ 7,103 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 425 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 45% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 449 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 51%

ขณะเดียวกัน ยังมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่า 30% หรือต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด 9 แห่ง ได้แก่ แม่มอก ทับเสลา กระเสียว อุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ลำพระเพลิง มูลบน ลำนางรอง และคลองสียัด

ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่า 30% มี 58 แห่ง กระจายในภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคกลาง 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 23 แห่ง ภาคตะวันออก 8 แห่ง ภาคตะวันตก 12 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง

ทั้งนี้ สทนช.ระบุว่า ปริมาณน้ำยังเพียงพอสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งปี 2569/2570.

Back To Top