CIB รวบอดีตช่างไฟแสบ ลักตัดสายไฟถนน 120 ต้น ขายซื้อยาเสพ ทำมาแล้ว 50 ครั้ง รัฐสูญ 10 ล้าน
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.พิชญ์รุจ กุลวิมลประทีป รอง ผบก.ทล., ว่าที่ พ.ต.อ.วิษณุ คำโนนม่วง ผกก.6 บก.ทล., พ.ต.ท.จิระพันธุ์ รุจิระกุล รอง ผกก.6 บก.ทล., เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัติรุจน์ วัฒนะฉัตรรัตน์ สวญ.ส.ทล.4 กก.6 บก.ทล.,พ.ต.ต.สมโภชน์ บุญชะยา สว.ส.ทล.4 กก.6 บก.ทล. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.4 กก.6 บก.ทล. บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2
ได้จับกุมตัวผู้ต้องหา นายสมศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ชาว อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี โดยกล่าวหาว่า ลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยน์ ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ และเสพยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
พร้อมด้วยของกลาง
- รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ 110 i สี ดำ-แดง จำนวน 1 คัน
- ชุดสายไฟและเบรกเกอร์ (เฉพาะที่ตรวจยึดได้จากวันที่ถูกจับกุม) จำนวน 19 ชุด
- ประแจหกเหลี่ยมรูปตัวที, คีมตัดเหล็ก, เหล็กดัดปีนเสาไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดสายไฟ
- เศษเปลือกหุ้มสายไฟ, แผ่นอะลูมิเนียม, เศษสายทองแดงที่ปอกเสร็จแล้ว รวมจำนวน 6 ถุงกระสอบ
- อุปกรณ์เสพยาบ้า
สถานที่จับกุม บริเวณเส้นทางหลวงหมายเลข 24 กิโลเมตรที่ 401 ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 00.30 น.
สืบเนื่องจาก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา ได้เกิดเหตุคนร้ายตระเวนลักลอบตัดสายไฟส่องสว่างทางหลวงในพื้นที่ อำเภอเดชอุดม, อำเภอนาเยีย และอำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี อย่างหนักและต่อเนื่อง ซึ่งการก่อเหตุแต่ละครั้งทำให้ถนนหลวงมืดมิดเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเสี่ยงภัย ก่อให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินในการซ่อมแซมและเดินระบบสายไฟใหม่ ซึ่งมีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วกว่า 36 คดีในหลายเขตพื้นที่
ตำรวจทางหลวงอุบลราชธานี จึงได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ บูรณาการความร่วมมือกับแขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2 แลกเปลี่ยนข้อมูล ลงพื้นที่สืบสวนปราบปราม โดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์แผนประทุษกรรมและช่วงเวลาก่อเหตุ (Heat Map) เพื่อหาจุดเชื่อมโยง เนื่องจากคนร้ายมีพฤติการณ์ก่อเหตุเพียงลำพัง อาศัยความชำนาญเส้นทางหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด มักจอดรถจักรยานยนต์ซ่อนในโพรงหญ้ารกทึบ และใช้ความไวในการตัดสายไฟเพียง 5-10 นาทีแล้วหลบหนีไป ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานอย่างหนักและปรับเปลี่ยนแผนการแกะรอยเฝ้าติดตามยาวนานกว่า 55 วัน

กระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น.ของวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้วางกำลังดักซุ่มอยู่บริเวณเส้นทางหลวงหมายเลข 24 กิโลเมตรที่ 401 ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ ได้พบตัว นายสมศักดิ์ (ผู้ต้องหา) ขับขี่รถจักรยานยนต์คันเป้าหมายที่ใช้ในการก่อเหตุมาจอดเทียบริมถนน ก่อนลงมือใช้ประแจเปิดฝาครอบโคนเสาไฟฟ้าเพื่อลักลอบตัดสายไฟ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ พร้อมทำการตรวจยึดของกลางในที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย ชุดสายไฟ เบรกเกอร์ และอุปกรณ์ปีนเสาไฟฟ้า ซึ่งถูกบรรจุซุกซ่อนไว้ในกระสอบปุ๋ยที่เตรียมมา
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหา ซึ่งจากการตรวจค้นพบพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงการก่อเหตุอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ไม้เกี่ยวฟิวส์แรงต่ำดัดแปลง ที่ผู้ต้องหาใช้สำหรับเกี่ยวตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อดับไฟส่องสว่างบนถนนทั้งสาย พร้อมด้วยคีมตัดเหล็ก กองเศษเปลือกหุ้มสายไฟ และสายทองแดงที่ถูกปอกลอกออกแล้วเป็นจำนวนมาก ตลอดจนพบอุปกรณ์สำหรับเสพยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านพัก จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
คำให้การผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่า วันที่ถูกจับกุมนั้นตรงกับวันเกิดของตนพอดี โดยตั้งใจว่าเมื่อลักตัดสายไฟในคืนนี้เสร็จสิ้น จะนำทองแดงไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อยาเสพติด และนำเงินส่วนหนึ่งไปฉลองวันเกิด สำหรับพฤติการณ์ในการก่อเหตุ ผู้ต้องหาอาศัยความชำนาญจากที่เคยเป็นช่างไฟรับจ้างมาก่อน โดยดัดแปลงไม้เกี่ยวฟิวส์แรงต่ำเพื่อตัดกระแสไฟฟ้าให้ดับตลอดทั้งสาย จากนั้นใช้เหล็กเส้นเสียบตามรูเสาไฟฟ้าเพื่อปีนขึ้นไปถีบกล่องควบคุมให้ร่วงตกลงมา ก่อนจะลงมือตัดสายไฟใส่กระสอบที่เตรียมไว้ แล้วนำใส่รถจักรยานยนต์ไปปอกสายไฟที่บ้านพัก อีกทั้งยังเล่าถึงวงจรชีวิตที่วนเวียนเป็นอาชีพว่า “ตกดึกขี่รถจักรยานยนต์ออกไปลักสายไฟ กลับมาปอกเปลือกเอาสายทองแดงที่บ้าน รุ่งเช้าเอาไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่า ได้เงินครั้งละ 1,200-1,500 บาท จากนั้นนำเงินไปซื้อยาบ้ามาเสพ แล้วนอนหลับพักผ่อน พอตื่นขึ้นมาก็วางแผนออกไปลักสายไฟใหม่” ทำเช่นนี้เป็นประจำเพื่อหาเงินมาซื้อยาเสพติด
นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังรับสารภาพเพิ่มเติมว่า ได้ตระเวนลงมือก่อเหตุลักตัดสายไฟทางหลวงเพียงคนเดียวมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าตรงกันกับข้อมูลที่แขวงทางหลวงฯ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้จำนวน 36 ครั้ง และผู้ต้องหายังยอมรับอีกว่า ได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่นๆ อีก รวมแล้วลงมือก่อเหตุมามากกว่า 50 ครั้ง

สืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้คุมตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดเกิดเหตุ รวมถึงร้านรับซื้อของเก่าที่รับซื้อสายทองแดงจากการกระทำความผิดมาโดยตลอด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่าและบุคคลที่ปรากฏชื่อเกี่ยวข้องทั้งหมด มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
ในส่วนของการสำรวจความเสียหาย แขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2 ประเมินเบื้องต้นพบว่า มีเสาไฟฟ้าในพื้นที่ 3 อำเภอถูกลักตัดสายไฟไปกว่า 100-150 ต้น ระยะทางรวมหลายสิบกิโลเมตร โดยค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าแต่ละแนวเส้นทางตกอยู่ประมาณ 100,000-500,000 บาท ส่งผลให้รัฐสูญเสียงบประมาณรวมมูลค่าทั้งสิ้นราว 10 ล้านบาท และสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้คือ ความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากไฟส่องสว่างดับ ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต้องสังเวยชีวิตและได้รับบาดเจ็บไปแล้วหลายราย
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอแจ้งเตือนภัยและประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนว่า การตัดสายไฟหลวงเท่ากับ “ฆาตกรทางอ้อม” การลักตัดสายไฟฟ้าส่องสว่างทางหลวง ไม่ใช่เพียงการขโมยทรัพย์สินของรัฐ แต่เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวขั้นร้ายแรง ซึ่งผลกระทบทางอ้อมนั้นสร้างความสูญเสียมหาศาล ทำให้ถนนมืดมิด ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ พรากชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนนผู้บริสุทธิ์ และสร้างความหวาดผวาให้กับชุมชนในพื้นที่
ทั้งนี้ ขอเตือนผู้ประกอบการ ร้านรับซื้อของเก่า ทุกแห่ง ท่านต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินและบันทึกข้อมูลบัตรประชาชนผู้ขายทุกครั้ง หากพบเห็นสายทองแดงที่มีลักษณะคล้ายสายไฟหลวง ให้ปฏิเสธการรับซื้อและแจ้งตำรวจทันที
ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนร่วมกันปกป้องทรัพย์สินส่วนรวม หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัย จอดรถตามแนวเสาไฟในที่มืด หรือมีพฤติกรรมปีนป่ายลักลอบตัดสายไฟในยามวิกาล โปรดรีบโทรแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนตำรวจทางหลวง1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
