Cover Image

Chilling Effect : เมื่อสหรัฐกดดันแคนาดา

Chilling Effect : เมื่อสหรัฐกดดันแคนาดา

การที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันแคนาดา สั่นคลอนพันธมิตร เป็นการกระทบถึงศักดิ์ศรีของ NATO จึงไม่แปลกที่นักเขียนชื่อดังของจีน หลี่อ้าว เคยกล่าวไว้ว่า “หากมีเพื่อนเช่นนี้ แล้วเรายังจำเป็นต้องมีศัตรูอีกหรือ” ย่อมสะท้อนสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับแคนาดา นโยบายกดดันและกลั่นแกล้งแคนาดา ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนบ้านและพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐ ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองประเทศ หากแต่กำลังพัฒนาเป็นวิกฤตเชิงยุทธศาสตร์ที่สั่นสะเทือนโครงสร้างพันธมิตรของโลกตะวันตก

ทรัมป์เลือกกดดันหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด ผ่านถ้อยคำที่รุนแรง มาตรการภาษีที่ไม่เป็นธรรม และการตั้งคำถามต่ออธิปไตยของแคนาดา การดำเนินนโยบายหุนหันพลันแล่นกำลังสร้าง “ภาวะหวาดกลัว” (Chilling Effect) ไปทั่วหมู่พันธมิตร ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ NATO และกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในเครือจักรภพอังกฤษ เป็นการเอาชัยชนะระยะสั้นแลกกับความเสียหายระยะยาว

ความก้าวร้าวของทรัมป์ที่ไร้ขอบเขต ไม่คำนึงถึงความเข้าใจร่วมกันระหว่างพันธมิตรและกติกาสากล ทั้งการใช้มาตรการภาษี การถอนตัวจากความตกลงทางการค้า และแม้กระทั่งความคิดเปลี่ยนชื่อ “ทะเลสาบออนแทรีโอ” เป็น “ทะเลสาบอเมริกา” ล้วนสะท้อนท่าทีที่ถูกมองว่าไม่เคารพอธิปไตยของประเทศอื่น

ความเสียหายที่อันตรายยิ่งกว่าความขัดแย้งทางการค้า คือการสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของระบบป้องกันร่วมภายใน NATO ทางยุทธศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า การโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศย่อมเกี่ยวข้องกับสมาชิกทั้งหมด และสมาชิกมีพันธกรณีในการร่วมปกป้องซึ่งกันและกัน แคนาดาเป็นหนึ่งในพันธมิตร ย่อมต้องได้รับการปกป้องเช่นกัน นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับความทะเยอทะยานต่อกรีนแลนด์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้หลายประเทศกังวลว่า สหรัฐจะยอมก้าวข้ามเส้นแบ่งด้านอธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่ เป็นเรื่องที่เพิ่มแรงเสียดทานและแรงผลักออกจากศูนย์กลางภายใน

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับแคนาดายังมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเครือจักรภพอังกฤษด้วย เพราะแคนาดาเป็นสมาชิกของเครือจักรภพ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และเครือข่ายทางการทูตกับสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศสมาชิกอื่น แม้ประเทศเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงข้อพิพาทโดยตรง แต่การที่สหรัฐปฏิบัติต่อสมาชิกสำคัญของเครือจักรภพอย่างแข็งกร้าว ย่อมส่งสัญญาณที่ไม่เป็นมิตรไปยังประเทศเหล่านั้นโดยปริยาย ผลที่เกิดขึ้นอาจมิใช่การเผชิญหน้าโดยตรง หากแต่เป็นการลดระดับความไว้วางใจและเพิ่มความระมัดระวังต่อนโยบายของสหรัฐ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นรูปแบบหนึ่งของ “การถ่วงดุลเชิงอำนาจแบบนุ่มนวล” และทำให้เครือข่ายพันธมิตรของสหรัฐทั่วโลกนับวันแคบลง

สหรัฐกำลังเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย สังคมโลกไม่พอใจความแข็งกร้าว และไม่เกรงต่อคำขู่ของสหรัฐ เช่น อำนาจทางการทหาร อำนาจเชิงสถาบัน อิทธิพลทางการทูต และความสามารถในการระดมพันธมิตร กำลังถูกบั่นทอนจากภายใน เหลือเพียงภาพลักษณ์ของมหาอำนาจเท่านั้น แต่ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สอดคล้องกับอำนาจดังกล่าว ตรงกันข้ามกับแนวคิดของ อดีตประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ เพราะ “รูสเวลต์” มีแนวคิดที่ว่า “พูดจานุ่มนวล แต่ถือไม้ใหญ่” (Speak softly and carry a big stick) คือใช้ถ้อยคำและท่าทีทางการทูตอย่างสุขุม แต่รักษาศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งเพียงพอที่จะสร้างอำนาจต่อรอง แต่แนวทางของ “ทรัมป์” ดูเหมือนเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะใช้วาทกรรมที่แข็งกร้าว สร้างความขัดแย้งกับพันธมิตร ปราศจากการสนับสนุนด้านยุทธศาสตร์ ความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจของพันธมิตรได้สูญสิ้นหมดไป สหรัฐอาจกลายเป็นประเทศที่ถูกมองด้วยความระแวงมากกว่าความเกรงขาม

บัดนี้ รัฐบาลแคนาดาได้ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชน กระแสความเป็นหนึ่งเดียวกันเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่คนอเมริกันต้องเผชิญต้นทุนจากความขัดแย้งทางการค้า และภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่พอใจต่อพฤติกรรมของทรัมป์ หากคะแนนนิยมลดลงต่อเนื่อง ก็ย่อมกลายเป็นภาระทางการเมืองของพรรครีพับลิกันและอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางสมัยในเดือนพฤศจิกายน

นโยบายแข็งกร้าวของทรัมป์ อาจกลายเป็นกรณีศึกษาของ “การยกหินขึ้นทับเท้าตนเอง” ไม่ได้ประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ กลับเสี่ยงต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้พันธมิตรเกิดความหวาดระแวง หันไปแสวงหาทางเลือกที่ลดการพึ่งพาสหรัฐ มหาอำนาจอาจสามารถใช้กำลังบังคับผู้อื่นให้ยอมจำนนได้ในระยะสั้น แต่การรักษาความเป็นผู้นำในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยทั้งความน่าเชื่อถือความไว้วางใจ

การชนะศึกหนึ่งครั้งด้วยการข่มขู่ อาจเป็นชัยชนะทางการเมืองในวันนี้ แต่หากต้องแลกด้วยการสูญเสียพันธมิตรและความไว้วางใจของโลก วันนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ

Back To Top