Cover Image

CGSI ชี้กำไรกลุ่ม “รพ.” ไตรมาส 3 ฟื้น รับผู้ป่วยต่างชาติหนุน พ่วงไข้หวัดใหญ่-โควิดระบาด


บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (CGSI) ประเมินผลประกอบการกลุ่มโรงพยาบาลที่อยู่ภายใต้การศึกษาจำนวน 6 บริษัทในไตรมาส 3/69 โดยคาดว่ารายได้รวมจะเติบโต 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) หรือ RAM และบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลประกอบการของ THG ที่ถูกรวมเข้ามาในงบการเงินรวมของ RAM คาดว่ารายได้รวมของกลุ่มจะเติบโตประมาณ 8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และ 13% จากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับโรงพยาบาลส่วนใหญ่ ยกเว้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS คาดว่าจะมีรายได้เติบโตประมาณ 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการกลับมาใช้บริการของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ป่วยจากเมียนมาและตะวันออกกลาง ขณะที่ BDMS คาดว่าจะมีรายได้เติบโตสูงสุดในกลุ่มที่ประมาณ 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนจากฐานรายได้ที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด-19

ทั้งนี้ การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในช่วงต้นไตรมาส 3/69 มีความรุนแรงมากกว่าไตรมาส 3/68 ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมต่อจำนวนผู้เข้ารับบริการของโรงพยาบาล

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าผู้ประกอบการโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมี GPM ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 3/69 จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและอำนาจในการกำหนดราคาที่จำกัด อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตรากำไรจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ตามอัตราการครองเตียงที่สูงขึ้นในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ โดยทางฝ่ายวิจัยมองว่า บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 จะมีผลการดำเนินงานโดดเด่น

สำหรับ PR9 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 248 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และ 35% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความผันผวนของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติและอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง ซึ่งน่าจะช่วยลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A/รายได้) ทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่ BCH ได้รับประโยชน์จากสัดส่วนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางที่เข้ารับการรักษาโรคซับซ้อนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้จากบริการที่มีอัตรากำไรสูงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ประกอบกับการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปี 69 จะคิดเป็น 71% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 69

ทั้งนี้ทางฝ่ายวิจัย ระบุว่า จากการเติบโตของรายได้และประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operating Leverage) ที่ปรับตัวดีขึ้น คาดว่ากำไรสุทธิรวมของโรงพยาบาลที่อยู่ภายใต้การศึกษาจะเติบโต 11% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และ 31% จากไตรมาสก่อนหน้าในไตรมาส 3/69 โดย RAM และ PR9 น่าจะมีกำไรสุทธิเติบโตเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนแข็งแกร่งที่สุด เนื่องจาก RAM ได้รับประโยชน์จากผลประกอบการของ THG ที่ฟื้นตัว ขณะที่ PR9 มีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คาดว่า BDMS จะโดดเด่นที่สุด จากฐานกำไรที่อยู่ในระดับต่ำในไตรมาส 2/69 ประกอบกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นและอัตราการใช้บริการ (Utilization Rate) ของโรงพยาบาลที่สูงขึ้น

สำหรับภาพรวมการลงทุน ทางฝ่ายวิจัยระบุว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวดีกว่าดัชนี SET นับตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/69 โดยเพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ดัชนี SET ลดลง 1% อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ต้นปี หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น 8% เทียบกับดัชนี SET ที่เพิ่มขึ้น 25%

กลุ่มโรงพยาบาลยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของรายได้ ความผันผวนของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติ ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว เงื่อนไขการร่วมจ่าย (Copayment) ของประกันสุขภาพ รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคลินิกพรีเมียมของโรงพยาบาลรัฐ

อย่างไรก็ตาม CGSI ประเมินว่ากำไรสุทธิโดยรวมของกลุ่มโรงพยาบาลน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 69 จึงมองว่าความเสี่ยงด้านลบ (Downside Risk) มีจำกัด พร้อมคงน้ำหนักการลงทุน Overweight โดยเลือก บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และ PR9 เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่ม เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูงกว่าคู่แข่ง และมีความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด

ทั้งนี้ กลุ่มโรงพยาบาลยังมีปัจจัยเสี่ยง หากอุปสงค์จากผู้ป่วยต่างชาติลดลง เศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอกว่าคาด หรือการแข่งขันจากโรงพยาบาลรัฐรุนแรงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่แข็งแกร่งกว่าคาด และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในระยะต่อไป

Back To Top