คุยกับ “ชลเดช เขมะรัตนา” CEO Webull Thailand อนาคตหลังดีล Pi สู่ระบบนิเวศลงทุน-บริหารเวลธ์ครบวงจร
วันนี้นักลงทุนไทยบางคน อาจรู้จักหุ้น Nvidia, Apple หรือ Tesla มากกว่าหุ้นไทยบางตัวเสียอีก และหลายคนอาจแทบไม่เคยถือหุ้นไทยในพอร์ตเลยด้วยซ้ำ แต่ในวันที่เงินลงทุนของคนไทยกำลังไหลไปสู่ตลาดโลกนั้น ในตลาดหุ้นไทยกลับกำลังมี “ผู้เล่นระดับโลก” เข้ามาเดินเกมครั้งสำคัญ
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull Thailand บริษัทย่อยของ Webull Corporation (NASDAQ: BULL) ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด จาก บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH ในราคาประเมินมูลค่ากิจการกว่า 3,200 ล้านบาท
สำหรับความเคลื่อนไหวดังกล่าว ถ้ามองเผิน ๆ นี่คือ ดีลการซื้อกิจการโบรกเกอร์หนึ่งในตลาดทุนไทยเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่อยู่เบื้องหลังกลับต่างออกไป เพราะดีลครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเข้ามาเพื่อคว้า “ใบอนุญาต” ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มเติม
แต่คือ “การซื้อเวลา” ในการขยายธุรกิจ ผ่านการต่อยอดจากสิ่งที่ บล.พาย สั่งสมมาตลอดหลายทศวรรษ ทั้งฐานสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) ความสัมพันธ์กับลูกค้า ทีมเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน ตลอดจนความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์และตลาดทุนไทย
การผนึกกำลังระหว่างแพลตฟอร์มระดับโลกและเทคโนโลยีของ Webull กับฐานธุรกิจและความเข้าใจตลาดทุนไทยของ บล.พาย จึงน่าสนใจมาก เพราะกำลังเกิดขึ้นในจังหวะที่โลกลงทุนกำลังเข้าสู่ภาพ “Global Single Market” หรือการที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น และกำลังเปลี่ยนทั้งวิธีคิดของนักลงทุนและรูปแบบการแข่งขันของผู้ให้บริการลงทุน
Thairath Money พูดคุยกับ ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand ถึงภาพตลาดที่เขาเห็น เหตุผลและเบื้องหลังในการตัดสินใจของกลุ่มบริษัทที่ทำให้เลือกซื้อแทนการสร้างเอง ตั้งแต่มุมมองต่อพฤติกรรมนักลงทุนไทย ไปจนถึงภาพของการผนึกกำลังครั้งใหม่ รวมถึงเป้าหมายและอนาคตการเดินเกมของ Webull ในประเทศไทย
ภาพนักลงทุนยุคใหม่ โจทย์ใหญ่ที่ Webull ต้องเข้ามาตอบ
ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand สะท้อนมุมมองว่า พฤติกรรมของนักลงทุนไทยมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีความเป็น "Global Investor" สูงขึ้นอย่างมาก มีความคุ้นเคยกับหุ้นเทคโนโลยีหรือแบรนด์ระดับโลกในสหรัฐฯ มากกว่าหุ้นในประเทศ เน้นหุ้นเติบโตและแทบไม่ถือหุ้นไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีกลุ่มนักลงทุนที่ยังคงเน้นลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งนักลงทุนทั้งสองกลุ่มนี้ปัจจุบัน “แยกขั้ว” อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปตามกาลเวลา คือ "จริตในการลงทุน" ที่เน้นการเก็งกำไรและการเทรดระยะสั้น ซึ่งเป็นธรรมชาติที่พบเห็นได้ทั่วไปในนักลงทุนฝั่งเอเชีย แม้แต่ละคนจะมีพอร์ตการลงทุนระยะยาวเป็นหลักอยู่แล้วก็ตาม
เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ Webull มองเห็นและต้องการเข้ามาแก้ Pain Point ให้แก่นักลงทุนไทยเพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุน ทั้งในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและกลุ่มนักลงทุนมีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth และ Ultra High Net Worth)
สำหรับกลุ่มนักลงทุนรายย่อยนั้น จะยกระดับเครื่องมือเทรด ด้วยการนำจุดเด่นด้านเทคโนโลยี AI ซึ่ง Webull มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจและเข้าถึงการซื้อขายหุ้นได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง Webull มองว่า รูปแบบการให้บริการของโบรกเกอร์แบบดั้งเดิมอาจยังมีความยืดหยุ่นไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าแต่ละราย จึงนำจุดแข็งด้าน Customization หรือการออกแบบบริการให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม เข้ามาเสริมการให้บริการ พร้อมเปิดทางให้นักลงทุนที่มีมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตเป็นไปตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนระดับโลก เช่น Bitcoin ETF และ Single-Stock Leveraged ETF ได้ผ่านแพลตฟอร์ม
ควบคู่ไปกับการเติมเต็มความต้องการด้าน "Human Touch" หรือการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์โดยตรง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนความมั่งคั่งสูง ซึ่งตลาดนี้เชื่อว่ายังเติบโตได้อีกมาก
นอกจากนี้ นักลงทุนไทยจำนวนมากยังขาดเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงยามตลาดผันผวน ซึ่ง Webull ได้นำเสนอกลยุทธ์การลงทุนในอนุพันธ์บนหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน Short Option เช่น Covered Call และ Cash-Secured Put โดยเป็นโบรกเกอร์รายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการดังกล่าว เพื่อเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์และบริหารพอร์ตได้อย่างหลากหลายมากขึ้น
ดังนั้น การตอบโจทย์ของนักลงทุนทุกกลุ่มด้วยการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาผสานกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างบริการที่ดีที่สุด จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่นำไปสู่ดีลยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของตลาดทุนไทยในครั้งนี้
เปิดเบื้องหลังดีล 3.2 พันล้าน ซื้อเวลา 3-5 ปี
ชลเดช เล่าว่า จุดเริ่มต้นของดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Webull Thailand เปิดให้บริการในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 และได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด จนถึงปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนกว่า 1 ล้านราย และเปิดบัญชีสำเร็จกว่า 460,000 บัญชี
จากตัวเลขดังกล่าว ซึ่งถือเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงของ Webull Group จึงวางแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการมองหาโอกาสทำการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตและขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดด
ดังนั้นการนำมาซึ่งดีลการเข้าซื้อกิจการบล.พาย จึงมีการวางแผนมาอย่างถี่ถ้วน โดยชลเดช อธิบายถึงแนวทางการคัดเลือกบริษัทหลักทรัพย์เป้าหมายในไทยอย่างเข้มงวด 4 เรื่อง ได้แก่
- ต้องเป็นโบรกเกอร์ที่มีขนาด AUM ตั้งแต่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 50,000–100,000 ล้านบาทขึ้นไป
- มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวนน้อยราย เพื่อให้กระบวนการเจรจามีความคล่องตัว
- สินทรัพย์ที่มีอยู่ต้องเป็นสินทรัพย์คุณภาพสูงที่สามารถสร้างรายได้จริง
- ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมีความหลากหลาย
เมื่อนำเกณฑ์ทั้งหมดมาเข้ามากรอง ควบคู่กับการตัดกลุ่มโบรกเกอร์ที่เป็นบริษัทย่อยของธนาคารและโบรกเกอร์ต่างชาติออก ผลลัพธ์ที่เหลือเพียงรายเดียวในตลาดทุนไทย นั่นคือ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)
ซึ่งปัจจุบันมี AUM อยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาท และมีความโดดเด่นในการให้บริการผลิตภัณฑ์ตราสารอนุพันธ์ทั้งในไทย (TFEX) และต่างประเทศ (CME) รวมถึงธุรกิจตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ซึ่งเคยขึ้นถึงอันดับ 2 ของตลาด
นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ไทยที่อยู่ในตลาดทุนไทยมายาวนานกว่า 50 ปี และเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม พร้อมได้ปรับโครงสร้างธุรกิจจากโบรกเกอร์ดั้งเดิม สู่การเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัลตั้งแต่ช่วงปี 2565 จากบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป สู่แบรนด์ “Pi” ซึ่งพัฒนาแพลตฟอร์มที่รวมการซื้อขายและการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทไว้ในที่เดียว
ซึ่งยังมีการให้บริการลงทุนในกองทุนรวม ตราสารหนี้ และหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) รวมถึงมีทีมงานเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC) และเจ้าหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) มากกว่า 300 คน และทีมวิเคราะห์หลักทรัพย์ชื่อดัง นำโดย “กวี ชูกิจเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่ สายการบริหารพอร์ตการลงทุน
แม้การเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่า 3,200 ล้านบาทในครั้งนี้ จะมีราคาที่สูงกว่ามูลค่าทางบัญชี แต่ในมุมมองของ ชลเดช การได้มาซึ่งสินทรัพย์คุณภาพ ทีมเจ้าหน้าที่ RM และ IC มากกว่า 300 คน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านบทวิเคราะห์และธุรกิจ DR ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะช่วยประหยัดเวลาในการสร้างและขยายธุรกิจเองที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 3–5 ปี
โดยดีลนี้ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น เมื่อ 29 มิถุนายน 2569 ผ่านการตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย การเงิน และภาษี (Due Diligence) ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และชำระเงินพร้อมโอนหุ้นเสร็จสิ้นแล้วเมื่อ 31 สิงหาคม 2569
โอกาสใหม่ของนักลงทุนไทย หลัง Webull ควบ Pi
สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานหลังจากนี้ ชลเดช เล่าว่า ได้วางโรดแมป 3 ขั้นตอนหลัก คือ “Acquire -> Transform -> Migrate” เริ่มต้นจาก Acquire หรือการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งสำเร็จลุล่วงแล้วหลังการชำระเงินค่าหุ้นเรียบร้อย
ถัดมาคือขั้นตอน Transform ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีนับจากนี้ ในการยกระดับและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ IC ให้กลายเป็น RM ที่มีความรอบรู้ในผลิตภัณฑ์ทางการเงินระดับโลกอย่างหลากหลาย ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีและระบบ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพฝั่งงานหลังบ้าน โดยในช่วงแรกของการ Transform จะยังคงชื่อแบรนด์ บล.พาย ไว้ตามเดิม เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ใช้บริการ
และขั้นตอนสุดท้ายคือการ Migrate หลังจากกระบวนการ Transform เสร็จสิ้น เพื่อรวมการดำเนินงานและแบรนด์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน สู่แบรนด์ Webull อย่างเต็มรูปแบบในท้ายที่สุด
ชลเดช ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ RM และ IC ทั้งหมดยังคงอยู่ครบถ้วน และไม่มีนโยบายลดพนักงาน พร้อมคงโครงสร้างตอบแทนและส่วนแบ่งรายได้ไว้เช่นเดิม โดยเน้นย้ำว่าสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของบริษัทหลักทรัพย์คือ "คน" พร้อมเปิดรับผู้ที่ต้องการมาร่วมงานเพิ่มเติมในอนาคต
ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการระหว่าง Webull กับ บล.พาย ถูกวางไว้อย่างเป็นขั้นตอนเพื่อรองรับพฤติกรรมนักลงทุนยุคใหม่ ซึ่งสิ่งที่จะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้ ได้แก่
- ยกระดับบทวิเคราะห์ภายใต้ Webull Research ผนึกกำลังระหว่างทีมนักวิเคราะห์เดิมของ บล.พาย เข้ากับเทคโนโลยี AI เพื่อผลิตบทวิเคราะห์ 2 ภาษาทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ที่เข้าถึงง่ายและครอบคลุมทั่วโลก
- รุกตลาด DR พร้อมอัดฉีดเงินทุนและส่งเสริมด้วยเครือข่ายพันธมิตร Webull ระดับสากล เพื่อเฟ้นหาหลักทรัพย์อ้างอิงระดับ Next S-Curve ใหม่ ๆ โดยตั้งเป้าติดอันดับ Top 3 ของตลาดทั้งในมิติส่วนแบ่งตลาดและมูลค่าการซื้อขาย
- ขยายบริการ US Options นำเสนอเครื่องมือเก็งกำไรและบริหารความเสี่ยงขั้นสูงบนหุ้นสหรัฐฯ แก่ฐานลูกค้ากว้างขึ้น
- ขยายฐานลูกค้ารายย่อยและลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง ผ่านยุทธศาสตร์ร่วมกับพันธมิตร เช่น แอปพลิเคชันชั้นนำอย่าง TrueMoney และธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ช่วยให้ลูกค้ารายย่อยที่มีศักยภาพด้านการลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้อย่างสะดวกง่ายดาย ขณะที่ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งคาดว่าจะยังเป็นกลุ่มที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ผ่านโปรแกรม Webull Prime ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2568
- ขยายบริการลูกค้าสถาบัน รับส่งออเดอร์หุ้นต่างประเทศให้แก่ บล. และบลจ. ในไทย เพื่อเพิ่มความหลากหลายและประสิทธิภาพในการลงทุนต่างประเทศ และเฟสถัดไปจะนำใบอนุญาตและสัญญาตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวมของ บล.พาย ซึ่งเชื่อมต่อกับ บลจ. ในไทยเกือบทั้งหมด มาพัฒนาให้ลูกค้ารายย่อยสามารถซื้อขายกองทุนรวมบนแอปพลิเคชันได้โดยตรง
- รุกบริการวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมนำบริษัทไทยที่มีศักยภาพสูงไปจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ระดับสากล ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจและเสริมศักยภาพการเติบโตในอนาคต
นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมระบบงานภายในเพื่อรองรับโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) หรือ บัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ ที่กระทรวงการคลังและสำนักงาน ก.ล.ต. กำลังผลักดันเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวและใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขับเคลื่อนในปี 2570
โดยทั้งหมดนี้ จะทำให้ Webull บรรลุเป้าหมายในการขยายจำนวนผู้เปิดบัญชีสำเร็จทะลุ 1 ล้านบัญชี ควบคู่ไปกับการผลักดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) ให้ทะยานขึ้นสู่ระดับ 200,000 ล้านบาท
ปั้น Ecosystem การลงทุนครบวงจร ยุค “Global Single Market”
ชลเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เทรนด์ที่จะเข้ามาเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดทุนคือการกลายเป็น “ตลาดโลกเป็นตลาดเดียว” (Global Single Market) นักลงทุนจะไม่ถูกจำกัดขอบเขตการลงทุนเพียงแค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะเคลื่อนย้ายเงินทุนไปตามผลตอบแทน และอัตราดอกเบี้ยของแต่ละภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ค่าความสัมพันธ์ หรือ Correlation ระหว่างประเภทสินทรัพย์ต่าง ๆ จะสูงขึ้น ทำให้การจัดสรรเงินลงทุนและการกระจายความเสี่ยงข้ามภูมิภาคมีความสำคัญอย่างมากในการลงทุนยุคใหม่
ดังนั้น ภาพของ Webull Thailand ในอนาคต จะไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันเทรดหุ้น แต่คือระบบนิเวศทางการเงินและการบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งหุ้นไทยและต่างประเทศ เครื่องมือบริหารความเสี่ยงในตลาดอนุพันธ์ทั้ง TFEX และ CME ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) กองทุนรวม ตลอดจนผลิตภัณฑ์สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่าง TISA โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ที่เชื่อมโยงนักลงทุนไทยเข้ากับเครือข่ายกว่า 18 ประเทศทั่วโลกในกลุ่มบริษัท Webull เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนใหม่ ๆ อย่างไม่สิ้นสุด
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney