CENTEL กวาดกำไร Q2 โต 51% แตะ 166 ล้านบาท รับธุรกิจอาหารหนุน

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 166.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.84% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 110.34 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 5,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จาก 5,828 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 2,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 3,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
ปัจจัยสนับสนุนกำไรหลักมาจากการบริหารจัดการต้นทุนของทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงผลประกอบการของโรงแรมที่ผ่านการปรับปรุง ได้แก่ เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา และเซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ภูเก็ต ตลอดจนโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์ ได้แก่ เซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ และเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ ที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ และเกาะสมุยปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายในไตรมาสดังกล่าวลดลง 29 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินลดลง 38 ล้านบาทจากปีก่อน ช่วยหนุนกำไรสุทธิตามงบการเงินให้เพิ่มขึ้น แม้ EBITDA ตามที่รายงานอยู่ที่ 1,395 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 1,396 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแยกตามธุรกิจ พบว่าธุรกิจโรงแรมยังมีผลขาดทุนสุทธิ 62 ล้านบาท แต่ขาดทุนลดลงจาก 84 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3% เป็น 2,612 ล้านบาท โดยผลประกอบการยังถูกกดดันจากธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศบางแห่ง โดยเฉพาะดูไบ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย หรือ RevPAR ลดลง 61% จากปีก่อน รวมถึงธุรกิจโรงแรมในญี่ปุ่นที่ RevPAR ลดลง 46% จากราคาห้องพักและอัตราการเข้าพักที่ลดลง ประกอบกับการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน
ขณะที่ธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญ โดย RevPAR เพิ่มขึ้น 69% จากปีก่อน หลังอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 53% จากการฟื้นตัวของโรงแรมเดิมและการทยอยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงแรมใหม่ ส่วนกรุงเทพฯ มี RevPAR เพิ่มขึ้น 6% และโรงแรมต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น 2%
ด้านธุรกิจอาหารยังเป็นส่วนที่สร้างกำไรหลักในไตรมาสนี้ โดยมีกำไรสุทธิ 228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จาก 194 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้รวมเพิ่มขึ้น 2% เป็น 3,356 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 4% เป็น 1,845 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 56% จาก 54% ปัจจัยหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น การปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2569 ธุรกิจอาหารมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม หรือ SSS ทรงตัวที่ 0% ขณะที่ยอดขายรวม หรือ TSS เพิ่มขึ้น 2% โดยบริษัทมีจำนวนสาขารวม 1,510 สาขา เพิ่มขึ้นสุทธิ 98 สาขาจากปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการรวมสาขาของแบรนด์ลัคกี้ สุกี้ และการขยายสาขาของแบรนด์อื่น ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้าปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรเพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไร
อย่างไรก็ดี ธุรกิจอาหารได้รับผลกระทบในเดือนมิถุนายนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งกระทบยอดขายทั้งการรับประทานที่ร้านและช่องทางเดลิเวอรี โดยบริษัทได้จัดทำแผนส่งเสริมการขายเพื่อช่วยลดผลกระทบดังกล่าว
สำหรับรายการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในไตรมาส 2/2569 ของธุรกิจโรงแรม ประกอบด้วย การกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า Centara Osaka Tokutei Mokutei Kaisha จำนวน 498 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1 ล้านบาท ขณะที่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการรับคืนเงินลงทุนของกิจการร่วมค้าดังกล่าว 441 ล้านบาท และการด้อยค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ไม่สามารถขอคืนได้ 68 ล้านบาท ส่งผลให้รายการพิเศษสุทธิในไตรมาสนี้เป็นผลลบราว 10 ล้านบาท ซึ่งทำให้กำไรสุทธิตามที่รายงานอยู่ที่ 166 ล้านบาท เทียบกับกำไรจากการดำเนินงานปกติ 176 ล้านบาท
ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,308.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 169.05% จาก 858.19 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้รวมอยู่ที่ 12,943 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จาก 12,580 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 6 เดือนมีรายการพิเศษเป็นปัจจัยสำคัญ จากการจำหน่ายสินทรัพย์ของกิจการร่วมค้า Centara Osaka Tokutei Mokutei Kaisha เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ตามกลยุทธ์หมุนเวียนเงินลงทุน ส่งผลให้รับรู้กำไรจำนวน 1,076 ล้านบาท ขณะที่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้สกุลต่างประเทศ 20 ล้านบาท หากไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จาก 952 ล้านบาทในปีก่อน สะท้อนว่ากำไรครึ่งปีไม่ได้เติบโตจากรายการพิเศษเพียงอย่างเดียว แต่ผลการดำเนินงานหลักยังปรับตัวดีขึ้นด้วย