Cover Image

ครม.ไฟเขียว "สูตร CARE" มุ่งยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน

  1. หน้าหลัก 
  2. ทันเหตุการณ์ 
  3. Breaking News 
  4. การเมือง 

ครม.ไฟเขียว "สูตร CARE" มุ่งยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน

เผยแพร่: 14 ก.ค. 2569 16:51   ปรับปรุง: 14 ก.ค. 2569 16:51   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ "สูตร CARE" (Career Average Revalued Earnings) โดยมีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การปรับปรุงในครั้งนี้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์สำคัญหลายด้าน โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มผู้ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือนที่เดิมจะได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน เปลี่ยนเป็นจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากทั้งส่วนของผู้ประกันตน นายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป

ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน โดยปัดเศษเดือนทิ้ง จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ไม่มีการตัดเศษเดือน และได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาที่ส่งเงินจริงมากที่สุด

สำหรับขั้นตอนต่อไป จะเป็นการส่งร่างกฎกระทรวงเรื่องการปรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 180 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 8 – 10 เดือน ถึงจะแล้วเสร็จ โดยเฉพาะกระบวนการพัฒนาระบบ เพื่อให้รองรับกับการคำนวณรูปแบบใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเข้า ครม.อีกครั้ง

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า การคิดคำนวณรูปแบบใหม่จะเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนทุกคน หมายความว่า ทุกเม็ดเงินที่ส่งเข้าสู่สำนักงานประกันสังคมจะไม่ทำให้ผู้ประกันตนถูกลดเงินบำนาญ เช่น ในกรณีที่เคยเป็นพนักงานประจำตามมาตรา 33 และออกไปเป็นมาตรา 39 ก่อนจะกลับเข้ามาเป็นพนักงานประจำใหม่ ที่ผ่านมาการคิดคำนวณไม่สะท้อนการส่งจริง แต่การคิดคำนวณแบบใหม่จะเป็นการสะสม เพราะฉะนั้นคนที่ส่งเงินประกันสังคมเข้ามาก็จะทำให้เงินชราภาพเพิ่มขึ้น จึงเป็นสูตรที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ จะมีการเยียวยาให้กับผู้ที่รับผลกระทบสำหรับผู้ที่เกษียณไปแล้วและรับเงินบำนาญอยู่ในขณะนี้ โดยจะคิดคำนวณทั้งสองแบบเพื่อดูว่า แบบไหนที่ให้ผลประโยชน์กับผู้ประกันตนมากกว่าก็จะได้รับสิทธิ์แบบนั้น

ส่วนกลุ่มคนที่กำลังจะเกษียณอายุในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ก็จะมีการเยียวยา โดยปีที่ 1 จะชดเชยส่วนต่างให้ 100% จนถึงปีที่ 5 จะชดเชยส่วนต่างให้ 20%

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า การคำนวณแบบนี้จะเป็นกลไกที่จะเดินหน้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตนและสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคมด้วย ซึ่งโครงการนี้จะมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 600,000 - 800,000 คน จะได้รับเงิน สมทบเฉลี่ยลดหลั่นกันไปตามระยะระยะเวลาที่จ่ายเงินเข้า กองทุนประกันสังคม

ส่วนเงินสมทบจากภาครัฐที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมนั้น นายจุลพันธ์ ยอมรับว่า ยังคงมีค้างอยู่ โดยหากย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 - 2559 รัฐค้างจ่ายประมาณ 1 แสนล้านบาท และรัฐบาลชุดต่อๆ มาทยอยชำระคืน และตัวเลขลดลงมาต่อเนื่อง และคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2569 น่าจะค้างจ่ายอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท และจะพยายามชำระคืนให้ครบถ้วน แต่ด้วยข้อจำกัดงบประมาณ ในปี 2570 จึงมีการตั้งชำระคืนประมาณ 7,000 ล้านบาท และทางกระทรวงแรงงานหารือกับสำนักงบประมาณว่า จะดำเนินการคืนเงินคงค้างที่เหลือให้แล้วเสร็จในปี 2574

Back To Top