Cover Image

เปิดแผน ‘Bridging the Next Energy Era’ กับก้าวต่อไป ‘กฟผ.’ ปูทางนิวเคลียร์ SMR 300 เมกะวัตต์ อัปเกรดสายส่ง รับยุค Data Center

‘กฟผ.’ เดินหน้าศึกษา SMR ตามร่าง PDP 2026 เบื้องต้นกำหนดกำลังผลิต 300 MW คาดใช้เวลาราว 10 ปี เพื่อรอความพร้อมด้านเทคโนโลยีและกรอบกฎหมาย เร่ง อัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า เสริมความมั่นคงระบบผ่าน Smart Grid และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จ่อขยายเพิ่ม 200 MW ภายในปี 2570 รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center

นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงาน Gastech 2026 ภายใต้ธีม ‘Bridging the Next Energy Era’ สะท้อนบทบาทของ กฟผ. ในการเป็น ‘สะพานเชื่อมพลังงาน’ จากปัจจุบันสู่อนาคต เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด และยั่งยืน ว่า ประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งบรรจุอยู่ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 (2569-2593) กฟผ. ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาเพื่อศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR

โดยนำข้อมูลและผลการศึกษาเดิมจากโครงการนิวเคลียร์เมื่อ 10 ปีก่อนมาปรับใช้ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน, สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ,สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตามแผน PDP2026 คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 ปี สำหรับโรงไฟฟ้า SMR เพื่อรอความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Maturity) และกรอบกฎหมาย

แม้ในความเป็นจริงต้องการจะเร่งให้เร็วขึ้นก็ตาม โดยขนาดกำลังการผลิต เบื้องต้น จะอยู่ที่ประมาณ 300 เมกะวัตต์ (MW)

โดย กฟผ. พยายามบริหารจัดการเงินลงทุนให้ต่ำที่สุด แม้ปัจจุบันตัวเลขอาจดูสูง แต่ในช่วงที่เริ่มลงทุนจริงราคาน่าจะปรับต่ำลงแล้ว ส่วนตัวเลขเงินลงทุนสุทธิจะสรุปอีกครั้งในภายหลัง

ด้านการดำเนินงานในส่วนของ Smart Grid กฟผ.มีการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐผ่าน 5 เสาหลัก

โดย กฟผ. ได้จัดตั้ง Renewable Energy Forecast Center และ Demand Response Control Center ทำงานเชื่อมโยงกันเพื่อบริหารจัดการพลังงานทดแทนที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานมีการติดตั้งแล้วที่สถานีผลิต 16 เมกะวัตต์ และที่ชัยบาดาล 21 เมกะวัตต์ หรือโดยรวม 37 เมกะวัตต์ และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีกประมาณ 200 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปี 2570

“ปี 2570 จะเป็นปีของการอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพิ่มความจุไปแล้ว 550 เมกะวัตต์ สิ้นปีนี้น่าจะจบที่ 900 เมกะวัตต์ และปี 2570 จะมีโครงการขยายต่อ”

นรินทร์ กล่าวต่ออีกว่า ตัวเลขรวมทั่วประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ หรือ สะสมรวมกว่า 2,000 เมกะวัตต์

เนื่องจากเป็นการปรับปรุงโครงข่ายสายส่งหลัก (Main Trunk/Highway) จาก 4 เลน เป็น 6 เลน เพื่อให้กระแสไฟฟ้ากระจายเข้าสู่ระบบย่อยได้อย่างสมบูรณ์

นรินทร์ เผยอีกว่า งบลงทุนปี 70 น่าจะสูงกว่าเดิม โดยกรอบงบประมาณน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดตามความเหมาะสม

สำหรับ กฟผ. การทำหน้าที่ในฐานะเจ้าภาพร่วม Gastech 2026 มีเป้าหมายมากกว่าการนำเทคโนโลยีและโครงการด้านพลังงานมาจัดแสดง แต่ต้องการให้งานเป็นพื้นที่สำหรับเชื่อมโยง องค์ความรู้ เทคโนโลยี การลงทุน และความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วโลก

การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัด Gastech 2026 ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ภูมิภาคเอเชียกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อทิศทางพลังงานโลก

โดยข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่าความต้องการพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะยาว

ทำให้ประเด็นทั้ง LNG ระบบไฟฟ้า Hydrogen เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงพลังงานระดับภูมิภาคมีความสำคัญมากขึ้น

ดังนั้น บทบาทของ กฟผ. ใน Gastech 2026 จึงเป็นทั้งการนำเสนอศักยภาพของระบบไฟฟ้าไทยต่อเวทีนานาชาติ และการเปิดโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีและแนวทางใหม่จากผู้เล่นระดับโลก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศ ภายใต้แนวคิด ‘Bridging the Next Energy Era’

เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเชื่อม ความมั่นคงทางพลังงานในวันนี้ เข้ากับ ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำในวันข้างหน้า ตั้งแต่ LNG และ Grid Modernization ไปจนถึง Hydrogen, ASEAN Power Grid และ SMR

ทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง มีความยืดหยุ่น รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่อย่างสมดุลและยั่งยืน

Back To Top