ตลาดหุ้นเอเชียปิดเช้าบวกส่วนใหญ่ หลังน้ำมัน-บอนด์ยีลด์ชะลอตัว

ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปร้บตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (16 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการชะลอตัวลงของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟดในวันนี้ รวมทั้งรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์ (18 ก.ย.)


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับลง 0.0085% มาอยู่ที่ระดับ 4.9875% ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียเช้านี้ หลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.041% ในวันอังคาร (15 ก.ย.) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2550

ส่วนราคาน้ำมันดิบขยับลงในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียเช้านี้ โดยราคาน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] ลดลง 0.8% สู่ระดับ 107.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้น 2.9% เมื่อวันอังคาร อันเนื่องมาจากข่าวที่ว่า การขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือยันบู ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันริมฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบียได้ถูกระงับ และซาอุดีอาระเบียได้ประกาศยกเลิกการส่งมอบน้ำมันบางเที่ยวเรือให้แก่ลูกค้าในยุโรป

เฟดจะแถลงมติการประชุมในวันนี้ตามเวลาสหรัฐฯ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 94.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้

ส่วนการประชุม BOJ จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ก.ย. ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งนี้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชียวันนี้ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานเบื้องต้นว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 1.1 ล้านล้านเยน (7.1 พันล้านดอลลาร์) ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้

รายงานระบุว่า ยอดส่งออกเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้น 19.3% แตะที่ 10.05 ล้านล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และรถยนต์

ส่วนยอดนำเข้าเดือนส.ค. พุ่งขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แตะที่ระดับ 11.15 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า

โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข


Back To Top