บอร์ด BOI ไฟเขียวมาตรการ BOI to IPO หนุนบริษัทศักยภาพสูงเข้าตลาดทุน ดัน Thailand FastPass 17 โครงการ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานมีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ BOI to IPO โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการพัฒนาเส้นทางสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ
ขณะที่หน่วยงานด้านตลาดทุนจะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)
ภายใต้มาตรการนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.กรณีบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 5 ปี และ
2.กรณีบริษัททั่วไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อน 50 %เพิ่มเติม 3 ปี โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างตามกลุ่มประเภทกิจการ
นายนฤตม์ กล่าวว่า มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทย เพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการคุณภาพที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ยังบังคับให้ทุกกิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยมีตัวอย่างบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน สร้างฐานการผลิต และเติบโตจนสามารถจดทะเบียนในตลาดทุนไทยได้สำเร็จ เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ซึ่งมาตรการ BOI to IPO มุ่งส่งเสริมให้เกิดบริษัทที่ประสบความสำเร็จในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย
*เพิ่ม 17 โครงการเข้าสู่ Thailand FastPass เร่งการลงทุนจริง
บอร์ดบีโอไอยังได้คัดเลือกโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วเข้าสู่กลไก Thailand FastPass เพิ่มเติมจำนวน 17 โครงการ จาก 15 บริษัท เงินลงทุนรวมกว่า 121,000 ล้านบาท และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 14,000 คน ครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่
อาหารสัตว์ จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 8,800 ล้านบาท
อาหารแปรรูป จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 24,300 ล้านบาท
อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 10 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 83,900 ล้านบาท
ยานยนต์และชิ้นส่วน จำนวน 3 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 4,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศเข้าสู่กลไก Thailand FastPass แล้ว 25 โครงการ จาก 23 บริษัท มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท และมีแผนสร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง
เมื่อรวมทั้งหมด โครงการสำคัญที่เข้าสู่กลไก Thailand FastPass จะมีทั้งสิ้น 42 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 344,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 27,000 คน
โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขอุปสรรคในการดำเนินโครงการ และผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ
*ปรับบทบาทบีโอไอ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนคุณภาพ
นายนฤตม์ ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบทิศทางใหม่ของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับบทบาทของบีโอไอในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นให้ความสำคัญมากขึ้นกับคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การสร้างงานทักษะสูง การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
การปรับทิศทางการส่งเสริมการลงทุนครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องจากการประชุมระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้กำหนดโจทย์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ สร้างคุณค่าด้านใด ส่งเสริมอุตสาหกรรมอะไร ขับเคลื่อนอย่างไร โดยมุ่งใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้
ภายใต้กรอบใหม่ บีโอไอจะปรับตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ของประเทศและมุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ครอบคลุมทั้งตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเน้นขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริง โดยบีโอไอจะสร้างกลไกที่ผูกการให้สิทธิประโยชน์กับการสร้างคุณค่าต่อประเทศในด้านต่าง ๆ
นอกจากนี้ ในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมการลงทุน จะพิจารณาแนวโน้มความต้องการของตลาดโลก ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบกับจุดแข็งและศักยภาพของประเทศไทย เพื่อกำหนดอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสของประเทศที่ควรเร่งสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง รวมถึงกิจการที่ควรทยอยลดการส่งเสริม เช่น กิจการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ กิจการที่ตลาดโลกมีความต้องการน้อยลง หรือไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศมากเท่าที่ควร
ทั้งนี้ บีโอไอจะบูรณาการเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนร่วมกับมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสนับสนุนการลงทุนอย่างครบวงจรและตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพบีโอไอจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก เกาะติดโครงการลงทุนสำคัญ ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กำหนดตัวชี้วัดและกลไกติดตามผลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ Joint KPI เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนตอบโจทย์ให้กับประเทศไทยได้จริง และสามารถช่วยผลักดันเป้าหมายใหญ่ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้มากกว่าร้อยละ 30 ของ GDP นายนฤตม์ กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน