Cover Image

Bentley Torcal รถ SUV ขุมพลังไฟฟ้าล้วน แรงสุด 888 แรงม้า วิ่งไกล 600 กิโลเมตร - HeadLight Magazine

25 กันยายน 2026 เวลา 22:48 น. | หมวดหมู่ New Cars : Worldwide | โดย PLUG_IN | อ่านไปแล้ว: 13 ครั้ง

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 Bentley ได้เปิดตัว Torcal รถ SUV ขุมพลังไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ในฐานะหนึ่งในรถยนต์ที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bentley และถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ โดยถูกวางให้เป็นแนวทางการพัฒนาสำหรับ Bentley รุ่นต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนรูปแบบใดก็ตาม ทั้งด้านการออกแบบ เทคโนโลยี งานฝีมือ วัสดุ และความยั่งยืน โดย Torcal มาพร้อมตัวถัง SUV ประตูแบบไร้กรอบ ผสานแนวคิดการออกแบบใหม่เข้ากับเอกลักษณ์ของ Bentley

ด้านการออกแบบ ทีมงาน Bentley นำโดย Robin Page ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ที่ได้พัฒนาแนวทางการออกแบบใหม่ผ่านแนวคิด 4 ระดับ เริ่มจากสัดส่วนตัวรถที่มีฐานล้อยาว ระยะยื่นหน้า-หลังสั้น และด้านหน้าที่ตั้งตรง ช่วยสร้างบุคลิกแบบ “Upright Elegance” พร้อมแนวคิดฝากระโปรงหน้าแบบ “Endless Bonnet” ขณะที่รายละเอียดด้านหน้าได้รับแรงบันดาลใจจาก Bentley Continental T และตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีไฟส่องสว่าง พร้อมกระจังหน้าแบบ Diamond Grille ที่มีไฟส่องสว่างในตัว ส่วนด้านท้ายใช้เส้นสายเรียบสะอาดตามแนวคิด “Prestigious Shield” อย่างไรก็ตามทางด้านงานวิศวกรรม Torcal ถูกพัฒนาขึ้นบนงานวิศวกรรมพื้นฐาน Premium Platform Electric (PPE) ร่วมกันกับ Porsche Cayenne Electric

อีกหนึ่งจุดเด่นอยู่ที่รูปทรงตัวถังด้านท้ายซึ่งเน้นโป่งซุ้มล้อหลังขนาดใหญ่ ขณะที่ตัวถังที่ดูเหมือนกำลังครอบคลุมล้อหลัง เป็นบุคลิกที่ทีมออกแบบเรียกว่า “Resting Beast” ด้านรายละเอียดต่าง ๆ ยังนำลวดลาย Diamond Pattern มาใช้เป็นองค์ประกอบร่วมทั่วทั้งรถ ตั้งแต่พื้นผิว วัสดุ และลวดลายตกแต่ง ไปจนถึงห้องโดยสารที่ยังคงใช้แนวคิด Bentley Wings บนแผงแดชบอร์ด พร้อมวัสดุหนัง ผ้าวูล ไม้ Veneer และอะลูมิเนียม โดยยังคงปุ่มควบคุมจริงบริเวณคอนโซลกลางและพวงมาลัย

ตัวรถมีความยาวประมาณ 5 เมตร และเป็นรถ 4 ประตูที่มีความยาวสั้นที่สุดในตระกูล Bentley แต่ยังมีพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ โดยด้านท้ายมีความจุ 460 ลิตร และมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าอีก 90 ลิตร 

เบาะนั่งได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด พร้อมระบบปรับไฟฟ้า 16 ทิศทาง ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ ปรับปีกเบาะ และฟังก์ชันนวดเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนระบบ Postural Adjust และ Smart Seat Climate สามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติม โดยระบบจะปรับรูปทรงเบาะอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายน้ำหนักและแรงกด พร้อมควบคุมอุณหภูมิของผู้โดยสาร ขณะที่ Wellness Seat Specification เพิ่มพื้นที่การนวดให้ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนเบาะนั่งไปจนถึงช่วงขา ด้านเบาะหลังรองรับผู้โดยสาร 3 คน และเป็นครั้งแรกของ Bentley ที่ติดตั้งระบบพับเบาะหลังด้วยไฟฟ้า

ในด้านวัสดุ Bentley นำเสนอวัสดุใหม่หลายประเภท โดยร่วมมือกับ Fox Brothers พัฒนาผ้าวูล Merino 100% สำหรับใช้ในรถยนต์เป็นครั้งแรกของโลก และผ่านการรับรองมาตรฐาน Responsible Wool Standard หรือ RWS ส่วนวัสดุตกแต่งใหม่อย่าง Ombré Walnut by Mulliner ผลิตจากชั้นไม้ Walnut ที่คัดเลือกมาเฉพาะกว่า 1,000 ชั้น ผสมกับเศษไม้ที่ได้จากแหล่งรับผิดชอบและกระดาษรีไซเคิล ก่อนนำมาบีบอัดและตัดให้บางน้อยกว่า 1 มม. ขณะที่ Sunburst Aluminium by Mulliner นำแรงบันดาลใจจากแผงอะลูมิเนียม Engine-turned ของ Bentley ในอดีตกลับมาตีความใหม่ นอกจากนี้ยังมีหนัง 15 เฉดสี, Dinamica 15 เฉดสี, Merino Wool 5 สี ไม้วีเนียร์ 6 แบบ และ Piano Finish อีก 6 สีให้เลือก

อีกหนึ่งไฮไลต์คือระบบเครื่องเสียง Bentley Dynamic Symphony ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์ด้านเสียงแทนที่เสียงเครื่องยนต์สันดาป โดยทีมพัฒนาใช้เครื่องดนตรีจริง เช่น กลอง วิโอลา และเบส เพื่อสร้างจังหวะเสียงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องยนต์ V8 ของ Bentley ระบบจะปรับเสียงตามแรงบิดที่ผู้ขับเรียกใช้งานและความเร็วรถ โดยปริมาณเสียงจะเข้มข้นขึ้นในโหมด Sport และสามารถเลือกปิดการทำงานได้ทั้งหมดหากต้องการความเงียบสงบในแบบรถไฟฟ้า 100% นอกจากนี้ยังมีระบบเสียงมาตรฐาน 620W 16 ลำโพง หรือเลือกอัพเกรดเป็นแบรนด์ Naim ขนาด 1,780W จำนวน 28 ลำโพง พร้อมลำโพงที่พนักพิงศีรษะคู่หน้า และเทคโนโลยี Dolby Atmos 7.1

Bentley Torcal เป็นรถยนต์รุ่นแรกของแบรนด์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous 2 ตัว โดยทั้งคู่ใช้ระบบ Dry Sump และเติมน้ำมันหล่อลื่นตลอดอายุการใช้งาน ขณะที่มอเตอร์ด้านหน้าใช้ Open Differential และมอเตอร์ด้านหลังใช้ Locking Differential พร้อม Multi-plate Clutch แยกในแต่ละเพลา โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นมาตรฐานที่ให้กำลังสูงสุด 821 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 1,194 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลา 3.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ส่วน Torcal S ให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 888 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 1,350 นิวตัน-เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขแรงบิดสูงสุดเท่าที่ Bentley เคยผลิตรถมา พร้อมโหมด Launch Control เร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลาเพียง 2.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 260 กม./ชม. 

ด้านการตกแต่ง Torcal S มาพร้อมชิ้นส่วนภายนอกสีดำ กระจกมองข้างสีดำ ไฟท้ายรมดำ แผ่นดิฟฟิวเซอร์หลัง สเกิร์ตข้าง ครีบกันชนหน้าแบบสปอร์ต คาลิเปอร์เบรกสีแดง ตราสัญลักษณ์ S แป้นเหยียบแบบสปอร์ต วัสดุ Piano Black แผ่นสคัฟเพลทประตูแบบมีไฟ และไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Ambient Lighting แบบ Dynamic Waterfall

แบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นแบบ Lithium-ion Pouch จำนวน 192 เซลล์ เชื่อมต่อแบบอนุกรม ทำงานที่แรงดัน 800V และมีความจุสุทธิ 113 kWh พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ 100,000 ไมล์ หรือ 10 ปี ระยะทางขับขี่สูงสุดอยู่ที่ 600 กม. ตามข้อมูลของ Bentley และรองรับการชาร์จจาก 10-80% ภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที เมื่อใช้กำลังชาร์จสูงสุด 400 kW โดยสามารถเพิ่มระยะทางได้ 161 กม. ภายในเวลาเพียง 7 นาที นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขั้นสูงจากชุดเรดาร์ เซ็นเซอร์ และกล้องรวม 25 ตำแหน่งรอบตัวรถ รองรับทั้งการช่วยขับ การจอดรถ การจอดรถผ่านแอป และระบบช่วยลากจูง รวมถึงสามารถถอยรถกลับไปยังตำแหน่งที่ระบบตรวจพบก่อนหน้าได้โดยอัตโนมัติเมื่อต้องหลบสิ่งกีดขวางบนถนนแคบ

ระบบเบรกมาตรฐานใช้จานเบรกเหล็ก ขนาด 420 มม. ที่ด้านหน้า และ 370 มม. ที่ด้านหลัง ส่วนลูกค้าสามารถเลือกอัปเกรดเป็นระบบ Carbon Silicon Carbide หรือ CSiC Ceramic พร้อมจานหน้าเส้นผ่านศูนย์กลาง 440 มม. และจานหลัง 410 มม. โดยระบบเบรกทั้งสองแบบสามารถเลือกคาลิเปอร์สีดำ แดง หรือเทา และยังมีสีเพิ่มเติมผ่านแผนก Mulliner ขณะที่สมรรถนะของ Torcal ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทางระยะไกลที่เน้นความสบาย ไปจนถึงการขับขี่แบบสปอร์ต รวมถึงการใช้งานบนทางออฟโรด โดย Bentley ระบุว่ารถรุ่นนี้ให้ความสบายใกล้เคียง Flying Spur และให้ความคล่องตัวใกล้เคียง Continental GT Speed

ระบบช่วงล่างเป็นแบบ Fully Active Suspension ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ Bentley โดยจะทำงานร่วมกับโช้กอัพแบบ Adaptive Two-valve สามารถปรับระดับของโช้กแต่ละต้นได้อย่างอิสระและรวดเร็ว เพื่อตอบสนองทั้งสภาพถนนและการควบคุมของผู้ขับ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เหล็กกันโคลงแบบทั่วไป นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบเลี้ยว 4 ล้อแบบ Electronic All Wheel Steering เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สามารถเลี้ยวล้อหลังได้สูงสุด 5 องศา และลดวงเลี้ยวเหลือ 5.55 เมตร

ด้านโหมดการขับขี่ Bentley พัฒนา 4 Experience Modes ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะการทำงานของระบบขับเคลื่อนและช่วงล่าง แต่ยังปรับแสง เสียง ระบบปรับอากาศ การไหลเวียนอากาศ และข้อมูลบนหน้าจอให้สอดคล้องกับบรรยากาศที่ผู้โดยสารต้องการ ได้แก่ Bentley Mode Comfort Mode Sport และ Refresh นอกจากนี้ยังติดตั้งหน้าจอ OLED แบบโค้ง พร้อมระบบจดจำใบหน้าสำหรับโหลดค่าการตั้งค่าของผู้ขับขี่ และ Mobile Device Key ที่สามารถใช้สมาร์ทโฟนแทนกุญแจรถได้ รวมถึงหน้าจอ Head-up Display แบบ Augmented Reality ที่สามารถแสดงคำแนะนำเส้นทางและข้อมูลจากระบบช่วยเหลือผู้ขับให้สอดคล้องกับสภาพถนนด้านหน้า

ที่มา: Bentley

Back To Top