ทำความรู้จัก โปรเจกต์ BEEEF CUT ผ่าน ‘memories can wait’ และ ‘Yellow Butter Cult’ ศิลปินที่ อู๋ ยศทร คัดมาให้ลอง
ท่ามกลางการเกิดใหม่ของศิลปินไทยกับเพลงหลากหลายแนว เพิ่มตัวเลือกให้ผู้ฟังและเติมเต็มสีสันให้วงการดนตรีไทย ในจำนวนเหล่านั้น อู๋-ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ แนะนำให้รู้จักกับศิลปินอินดี้จากโปรเจกต์ BEEEF CUT ได้แก่ memories can wait และ Yellow Butter Cult 
สำหรับโปรเจกต์ BEEEF CUT จาก BEEEF ยูนิตย่อยภายใต้ทีม Artist Services ของ Believe ดิสทริบิวเตอร์ที่คอยช่วยเหลือและให้บริการศิลปินอิสระหลายด้านในยุคสตรีมมิง ซึ่งอู๋ทำหน้าที่คัดสรรและพัฒนาศิลปิน (Artists and Repertoire: A&R) และมีบทบาทในการคัดเลือกเข้ามาสู่โปรเจกต์นี้ โดยอู๋กล่าวว่าเขาเลือกศิลปินหน้าใหม่ที่กำลังเติบโตและเขารู้สึกสนใจมาก
ทั้งนี้ ยังมีศิลปินในโปรเจกต์อีก 3 วง คือ Goofy Glasses, One Analog และ satellite. แม้จะมีจุดร่วมอย่างการเป็นศิลปินอินดี้ ทว่าศิลปินแต่ละกลุ่มเปรียบเสมือนชิ้นเนื้อคนละส่วนที่รสชาติต่างกัน ซึ่งอู๋คัดสรรมาให้ทุกคนลองชิม ลองฟังเพลง
และวันนี้ The Momentum มีโอกาสคุยกับ 2 ศิลปินเพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้น ทั้งศิลปินเดี่ยวอย่าง memories can wait หรือ พีท-พีรพล สุนทรญาณกิจ ผู้มาพร้อมกับแนวเพลงสไตล์อินดี้ป็อปในยุคก่อนหน้าของไทยที่หลายคนคิดถึง และ Yellow Butter Cult วงอินดี้ที่มีกลิ่นอายร็อกและเพื่อชีวิต จากจังหวัดมหาสารคาม
เมื่ออู๋ทำหน้าที่เหมือน ‘เชฟ’ คัดสรรศิลปิน และเสิร์ฟให้ผู้ฟัง
ในปีที่แล้ว The Momentum เคยพูดคุยกับอู๋ถึงการทำงานใน BEEEF ซึ่งตอนนี้เขาพูดถึงเป้าหมายของโปรเจกต์ BEEEF CUT ว่าต้องการให้ทั้ง 5 วงดนตรีขยายฐานผู้ฟังออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยอู๋เล่าถึงชื่อโปรเจกต์ที่มาจาก ‘BEEEF’ และ ‘Beef’ หรือเนื้อวัว
“การทำ BEEEF มันคือการเสิร์ฟชิ้นเนื้อ ศิลปินทุกคนคือชิ้นเนื้อที่แตกต่างกัน โปรเจกต์นี้เราเลยใช้คำว่า BEEEF CUT ก็คือชิ้นส่วนของเนื้อ วงนี้อาจจะเป็นเนื้อติดมัน วงนี้อาจจะเป็นเนื้อล้วน อีกวงอาจจะเป็นมันล้วนเลย แต่ละวงจะแตกต่างกัน เราคัดเนื้อดีๆ มาให้คุณกิน” อู๋เล่า
เมื่อตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องพาศิลปินไปให้ไกล กระบวนการทำงานของอู๋และทีมงานจึงผลักดันทั้งด้านคอนเทนต์และมาร์เกตติง ซึ่งฝ่ายทีมคอนเทนต์จะฟังเพลงและดูว่าสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อคืออะไร เอามาคิดวิเคราะห์ว่าคอนเทนต์แบบไหนจะเข้าถึงคนฟังได้ โดยเป็นการสร้างคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละวง เน้นคงความเป็นตัวตนของศิลปิน และช่วยขยายฐานคนฟังใหม่ๆ ให้มาค้นพบเพลงและศิลปินผ่านคอนเทนต์ที่เป็นธรรมชาติของศิลปินทุกคน
และที่ขาดไม่ได้คือคุณภาพของผลงานเพลง โดยเปิดโอกาสให้ศิลปินได้ลองทำสิ่งใหม่ด้วย
“เราแบ่งโปรเจกต์นี้ออกเป็น 5 เพลง เป็น Volume 1 กับ Volume 2 ตอนแรกให้โจทย์ไปว่า อยากได้ 2 เพลงที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์หรือตัวตนของวงให้ได้มากที่สุด เลยได้เพลงมาทั้งหมด 10 เพลง พอไล่ฟังแล้ว มันแบ่งเป็น 2 เฟสอย่างชัดเจน โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเร็วและเพลงช้า เพลงเร็วคือแนะนำตัว และเพลงช้าคือเพลงกินใจลึกซึ้ง ในมุมที่ดิ่งลงไปของศิลปิน เราเลยมาคุยกันว่า เราจะปล่อยเพลงในโปรเจกต์นี้เป็น 2 เฟส ตอนนี้ปล่อย Volume 1 ไปแล้ว เป็นเพลงที่เอาไว้แนะนำตัวของทุกคนหมดเลย ส่วน Volume 2 นับว่าสนุกมาก ศิลปินทุกคนมีเพลงช้าที่เพราะทุกเพลงเลย จะปล่อยช่วงพฤศจิกายน”
อู๋เผยว่าเขาเลือกศิลปินจากความชอบเป็นหลัก แล้วรสนิยมของผู้เป็นเสมือนเชฟอย่างอู๋ในเวลานี้เป็นอย่างไร และศิลปินแต่ละคนมีจุดร่วมอย่างไร
“หลังจากเลือก 5 วงนี้มา ได้คำจำกัดความที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ‘ร้องชัด’ แล้วเรารู้สึกว่าการร้องเพลงอย่างชัดถ้อยชัดคำ เนื้อหาชัดเจน การสื่อสารตรงไปตรงมา เป็นอะไรที่เราชอบ ด้วยความที่เราโตมาในวงการเพลงอินดี้ช่วงปี 2010 เราเลยอยากให้เพลงที่ร้องชัดๆ กลับมา” เขากล่าว
memories can wait:
ศิลปินที่เริ่มต้นจากตำแหน่งมือกลอง กับการทดลองซาวนด์ใหม่
เชื่อว่าหลายคนอยากเริ่มทำความรู้จัก memories can wait หรือพีท-พีรพล สุนทรญาณกิจ จากคำถามง่ายๆ ว่าชื่อในวงการมีที่มาอย่างไร โดยเขาตอบอย่างติดตลกว่าถ้าใช้ชื่อ ‘พีท พีรพล’ มันฟังดูไม่เท่
“พอลองหาดูว่าวงอื่นๆ เขาตั้งชื่อกันยังไง ก็นึกขึ้นได้ว่าวง Radiohead ตั้งชื่อวงมาจากเพลงของวง Talking Heads เลยลองไปดูว่า Talking Heads มีเพลงอะไรอีกบ้าง แล้วมันก็มีเพลงชื่อ Memories Can’t Wait แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า Can’t มันพูดยาก เลยเปลี่ยนเป็น Can แค่นั้นเลย ไม่มีอะไรซับซ้อน”
อย่างไรก็ตาม ชื่อของศิลปินคนนี้ก็เป็นที่รู้จักในแพลตฟอร์ม TikTok จากเพลงสุดโรแมนติกอย่างเพลง ตื่นเช้า (mornings with you) ที่เขาแต่งให้คนรัก
“ตอนเด็กๆ เราโตมากับเพลงซีรีส์หรือเพลงรักแนวนี้ เราก็รู้แหละว่าผู้ใหญ่เขาอาจจะอยากพูดเรื่องอื่น แต่สุดท้ายต้องดึงกลับมาเพื่อให้คนฟังทั่วไปเข้าถึงได้ และความรักก็เป็นสิ่งที่มีพลังมาก เพลงทั้งหมดที่เราแต่งมาจากเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา หรือเพลงที่คนรู้จักมากที่สุดของเรา ก็มาจากตอนที่เรามีความรัก มันมีอิทธิพลมากจริงๆ” พีทเล่าถึงการแต่งเพลง
ทั้งนี้ เขายังมีเพลงที่มีสไตล์กีตาร์แบบอินดี้ไทยยุค 2010 และเมื่อถามว่าเขานิยามแนวเพลงของตัวเองอย่างไร เขาตอบว่าคงเป็นแนว Alternative
“โดยหลักแล้วชีวิตที่ผ่านมา เราเป็นมือกลองมาตลอด แต่จริงๆ เราชอบกีตาร์มาก ชอบซาวนด์กีตาร์ ชอบเสียงแตกๆ ชอบวงดนตรีที่เน้นกีตาร์เป็นส่วนใหญ่ เลยอยากทำเพลงให้มีกีตาร์นำ ถ้าจะบอกว่าเป็นแนวอะไร เรียกว่าเป็น Alternative ก็ได้ แต่ก็มีบางเพลงที่ปล่อยออกมาแล้วไม่ได้ Alternative ขนาดนั้น มันยังตามอารมณ์มาก แต่ในอนาคตคิดว่าน่าจะต้องตบซาวนด์ให้เข้าช่องนี้ให้ได้”
ขณะเดียวกัน อู๋กล่าวถึงสไตล์ของ memories can wait ว่า
“เท่าที่เราฟังงานของพีท คิดว่ามันอยู่ในสโคปของ Alternative และ Pop Rock อย่างเพลง NOT SURPRISED ที่เป็น Alternative Rock เลย แต่เพลงก่อนหน้านั้น หรือเพลงที่จะปล่อยใน Volume 2 มันมีความ Pop Rock ที่ไม่ได้ป็อปจ๋าหรือร็อกจ๋า เป็นการผสมผสานกัน” อู๋เสริม
สำหรับ NOT SURPRISED เป็นเพลงหนึ่งในโปรเจกต์ BEEEF CUT ซึ่งซาวนด์เพลงนี้แตกต่างจากที่ผ่านมาอยู่ไม่น้อย
“เรามีเพลงนี้อยู่แล้ว แล้วคิดว่าถ้าเอาอันนี้ให้พี่อู๋ฟัง พี่อู๋น่าจะชอบ เลยเอามาเปิดให้ฟัง ที่มาคือเราอยากทำเพลงเน้นกีตาร์ ตอนที่คิดก็ตั้งโจทย์ว่ากีตาร์ต้องนำมาก่อน แล้วตัวเพลง NOT SURPRISED ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรี Alternative ยุค 1990 เราพยายามนึกว่าดนตรีสไตล์นี้ต้องพูดเรื่องอะไร ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นความรู้สึกข้างใน ความเปราะบางในใจ
“มันต่างจากเพลงก่อนหน้าในแง่ของซาวนด์ เพราะตอนนี้เราก็ยังค้นหาอยู่ว่าจริงๆ แล้ว ซาวนด์ของเราควรจะไปหยุดอยู่ตรงไหน แต่สำหรับเนื้อหาก็จุดประกายมาจากข้างในใจเราเหมือนกัน และชื่อ NOT SURPRISED จริงๆ เป็นมุกเล็กๆ ว่า เพลงชื่อไม่ประหลาดใจ แต่คนฟังน่าจะประหลาดใจว่า อยู่ๆ ทำไมมันเปลี่ยนซาวนด์อีกแล้ว (หัวเราะ) อาจเป็นมุกที่ไม่มีใครเก็ต แต่เราตลกอยู่คนเดียว”
นอกจากเรื่องเพลง สุดท้ายเขากล่าวว่า วันนี้เป้าหมายของ memories can wait ในฐานะศิลปิน คือความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง
“เราว่าแค่ทำเพลงแล้วรู้สึกว่าจริงใจกับตัวเอง ก็ถือเป็นเป้าหมายสำคัญแล้ว และจะดีมากถ้ามีคนฟังแล้วรู้สึกเชื่อมโยงกับมัน ในโลกยุคนี้ที่มีเพลงเต็มไปหมด มี Noise เยอะมาก ถ้า memories can wait เป็นศิลปินที่ทำให้คนฟังรู้สึกว่า อยากพักจากเพลง AI หรือความวุ่นวายเหล่านั้น แล้วมาฟังเพลงของเราได้ ก็น่าจะดี” พีทตอบ
Yellow Butter Cult:
วงอินดี้จากมหาสารคาม ที่เล่นดนตรีด้วยกันตั้งแต่มัธยม
วง Yellow Butter Cult มีสมาชิก 3 คน ได้แก่ มิวสิค-ธนัช โง่นสุข (ร้องนำ/ กีตาร์), แกรมมี่-ธนชัย พูนสุขศิริวัฒนะ (กลอง) และภูริช ดรชัย (คีย์บอร์ด/ แซ็กโซโฟน)
ทั้ง 3 คนเริ่มเล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่จังหวัดมหาสารคาม และทุกวันนี้ทั้งวงก็ยังปักหลักทำเพลงอยู่ที่บ้านเกิดด้วยกัน
เมื่อถามว่าตอนที่อู๋ติดต่อไป แต่ละคนรู้สึกอย่างไรบ้าง นักร้องของวงตอบว่า
“ตกใจมาก เพราะพี่อู๋ทักมาใน Facebook ของวง ผมเห็นการแจ้งเตือนแล้วตกใจมาก ถึงขั้นบอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งกดเข้าไปดูนะ ขอเวลาตั้งสติก่อน พอตั้งสติได้ ค่อยกดอ่าน เอาจริงๆ เป็นความรู้สึกแปลกใจและดีใจมากที่พี่อู๋ค้นพบพวกเรา เพราะยุคนี้วงดนตรีเกิดขึ้นเยอะมากเหมือนดอกเห็ด การที่ถูกค้นพบโดยพี่อู๋ มันเป็นเรื่องที่พิเศษมาก” มิวสิคเล่าด้วยเสียงหัวเราะ
ขณะเดียวกัน ภูริชเสริมว่า
“ถือเป็นของขวัญวันเกิดให้ผมเลย เพราะผมเกิดเดือนตุลาคมพอดี” น้องเล็กกล่าว
พอหันมาถามอู๋ว่า ตอนฟังเพลงของ Yellow Butter Cult ครั้งแรก เขาสนใจอะไรเป็นพิเศษ จึงติดต่อวงให้เข้าสู่โปรเจกต์นี้
“ชอบบรรยากาศของวง ทำให้นึกถึงเพลงเพื่อชีวิตยุคใหม่ ด้วยความที่เราไม่ได้เติบโตมากับเพลงเพื่อชีวิตเก่าๆ พอเราจะเลือกฟังเพลงเพื่อชีวิต เลยเลือกซาวนด์แบบ Yellow Butter Cult ที่มีเสียงกีตาร์แบบ Distortion มีจังหวะกลองและดนตรีร็อกผสมอยู่
“คนมักจะจัดกลุ่มวงดนตรีประเภทนี้ไว้ว่า เป็นเพลงสำหรับบรรยากาศแคมปิง ซึ่ง Yellow Butter Cult มีฟีลแบบนั้น ความฝันของเราคืออยากเห็นเขาเป็น Headliner ในคอนเสิร์ต ด้วยความร็อก เนื้อเพลงที่ตกผลึก และเสียงร้องของมิวสิคเอง มันไม่มีเพลงเพื่อชีวิตที่ร็อกขนาดนี้มาก่อน มันคือสิ่งใหม่ที่เราหาฟังจากวงอื่นไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เราชอบ” อู๋ตอบ
หากพูดถึงความเป็นดนตรีเพื่อชีวิต การที่สมาชิกวงเติบโตที่มหาสารคาม มิวสิคเล่าว่ามีส่วนหล่อหลอมความคิดและการเขียนเพลงอยู่ไม่น้อย
“ส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนเขียนเนื้อ แต่งทำนอง วางโครงเพลงคร่าวๆ ทั้งหมด ผมโตมากับเพลงเพื่อชีวิตจริงๆ ทั้ง พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, คาราบาว, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ หรือจรัล มโนเพ็ชร รวมถึงเพลงลูกทุ่งลูกกรุง เพราะคนที่นั่นฟังกันเยอะ นั่นคงเป็นคำตอบว่าทำไมพี่อู๋ถึงได้กลิ่นอายความเป็นเพื่อชีวิตในเพลงผม เพราะเราได้รับ DNA ภาษา การใช้คำ และการสื่อสารเนื้อหาจากแนวเพลงเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว 
“แต่ในมุมของวง Yellow Butter Cult พวกเราก่อตั้งมาในยุคที่ดนตรีไร้พรมแดน มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงดนตรีทุกแนว มันเลยเหมือนเส้น 2 เส้นที่วิ่งคู่กันและมาพบกัน จนออกมาเป็นซาวนด์ของวงในปัจจุบัน” มิวสิคเล่า
โดยทั่วไปแล้ว มิวสิคจะรับหน้าที่เป็นคนแต่งเพลง จากนั้นก็ส่งไปให้แกรมมี่กับภูริช ทั้ง 2 คนทำหน้าที่เอาเพลงไปเจียระไนต่อ คอยให้คำแนะนำ เพราะทั้งภูริชและแกรมมี่เป็นนักดนตรีสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ มีความรู้เรื่องทฤษฎีแน่น หน้าที่ของทั้ง 2 คน คือลงรายละเอียดเพื่อให้งานออกมากลมกล่อมและดีที่สุด
“พวกเราเรียนมาทางดนตรีโดยตรง เรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรี การจัดโชว์ การแสดงบนเวที ต้องเข้าใจแนวเพลงและองค์ประกอบโดยรวมของงาน เวลาทำงานร่วมกับมิวสิค มิวสิคจะโยนบรีฟมาว่า อยากได้ลูกเล่นประมาณนี้ เพราะช่วงนั้นอาจจะอินหรือติดฟังวงไหนมา ก็ค่อยๆ มาดูว่าควรจะปรับจังหวะกลอง หรือดนตรีออกมาในรูปแบบไหนให้เข้ากันได้มากที่สุด” แกรมมี่ขยายความถึงคำว่า นักดนตรีสายเพอร์ฟอร์แมนซ์
สำหรับเพลงของ Yellow Butter Cult ในโปรเจกต์ BEEEF CUT เพลงแรกคือความรัก ความปลอดภัย มิวสิคเล่าที่มาของเนื้อเพลงได้อย่างน่าสนใจ
“ในส่วนของเนื้อหา มาจากเรื่องราวของคนสำคัญในชีวิตผมคนหนึ่ง ที่เขาไปเจอความรักที่มองจากภายนอกดูสวยงาม น่าอิจฉา และดีมากๆ แต่จริงๆ แล้ว ข้างในเต็มไปด้วยการ Gaslight การสวมหน้ากาก และการบิดเบือนตัวตนเพื่อพยายามเข้ากันให้ได้ ผมเลยเอาเรื่องราวนี้มาตกลง และสรุปเป็นคอนเซปต์นิยามความรักที่ใจเราต้องการจริงๆ ว่ามันคือความปลอดภัยทางจิตใจและอารมณ์ เป็นพื้นที่ที่เราได้เป็นตัวของตัวเอง ได้คิดในสิ่งที่อยากคิด โดยไม่ถูกตัดสิน หรือถูกใส่สีให้บิดพลิ้วไป
“ในพาร์ตของผม ถือว่าใหม่มาก เพราะเพลงนี้ร้องยากมาก และได้ทดลองเขียนเนื้อเพลงให้ง่ายและกระชับขึ้นจากปกติ คราวนี้มองว่ามันคือการสรุป เลยต้องใช้คำที่เข้าถึงง่ายที่สุด รวมถึงในพาร์ตโปรดักชันก็ออกแบบแนวทางใหม่ๆ ที่ Yellow Butter Cult ยังไม่เคยทำ” มิวสิคเล่า
ในขณะที่แกรมมี่และภูริชบอกว่าเขาได้ลองเล่นซาวนด์ใหม่ๆ ในเพลงนี้
“เรื่องกลอง จริงๆ ปกติพวกผมชอบทำเพลงที่เล่นยากๆ แต่เพลงนี้อยากให้ดนตรีเข้าถึงคนฟังได้ง่ายขึ้น เลยคิดจังหวะกลองที่มีความโมเดิร์น ไลน์กลองไม่ได้ยากหรือง่ายเกินไป ดูมีมิติขึ้น และมีโอกาสช่วยคิดพาร์ตกีตาร์ให้มิวสิคด้วย พอเป็นสไตล์ Modern Rock หนักๆ ผมถนัดและมีความสุขมาก วันนั้นก็อัดกันเป็นชั่วโมง สนุกดี” แกรมมี่กล่าว
ด้านน้องเล็กของวงบอกว่ามิวสิคให้โจทย์มาว่า อยากได้ดนตรีที่ให้อารมณ์เหมือนดูอนิเมะของ Studio Ghibli
“สำหรับผมได้ลองอะไรใหม่ๆ เยอะมาก ปกติภาพจำผมในวงคือการเล่นเสียงเปียโนเติมสีสัน แต่เพลงนี้พี่มิวสิคโยนบรีฟมาว่าอยากได้อารมณ์แบบ Studio Ghibli ของญี่ปุ่นที่ฟังแล้วเห็นภาพ ผมเลยต้องไปศึกษาเรื่อง Tension Chord ขั้นคู่ และคู่ประสาน เทคนิคใหม่ๆ อย่างการเล่นคู่ 8 สลับกัน ซึ่งใส่เข้าไปเยอะมาก จนบางทีมีลืมบ้าง” ภูริชเล่าด้วยเสียงหัวเราะ
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหลังจากนี้ Yellow Butter Cult บอกว่ายังอยากทดลองทำอะไรใหม่ๆ อีกมากมาย
“สำหรับผม เป้าหมายคือการค้นหาและสื่อสารข้อความออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ วงเราทำเพลงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายยาก เราตั้งเป้าว่าอยากค้นหาความรู้สึกใหม่ๆ แปลกๆ ที่พูดไม่ถูก แล้วใช้เพลงเป็นกระบอกเสียงแทนความรู้สึกเหล่านั้น
“ณ ตอนนี้เรากำลังทดลองสีสันและเส้นทางใหม่ๆ ในแนวทางดนตรีให้มีความหลากหลายและมีรายละเอียดมากขึ้น ส่วนเรื่องการพัฒนา เราอยากดันมาตรฐานของวงให้สูงขึ้นในทุกด้าน ทั้งโปรดักชัน ระบบ และผลงาน เพราะไอดอลของพวกเราเป็นศิลปินสากล เราจึงตั้งเป้าหมายไว้ไกลมาก อยากพามาตรฐานของวงไปอยู่ในระดับสากลให้ได้” มิวสิคพูดถึงความมุ่งมั่น
เช่นเดียวกับแกรมมี่
“เป้าหมายของผมคืออยากให้คนฟังได้ลองฟังอะไรใหม่ๆ จากพวกเราเรื่อยๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา วงเรามีวิวัฒนาการตลอด ไม่ได้จบอยู่แค่อิสระแนวเดียว เราลองจับนั่นผสมนี่ อยากทดลองอีกเยอะมาก ยิ่งเสพสื่อและงานศิลปะ หัวเราก็เปิดรับทุกอย่าง พร้อมเอามาปรับใช้ ในอนาคตรับรองว่าผลงานต่อๆ ไปจะไม่เหมือนเดิม แต่ยังคงมี DNA ความเป็น Yellow Butter Cult อยู่แน่นอน” แกรมมี่เสริม
เมื่อถามถึงเป้าหมายในฐานะศิลปินกับภูริช เขาตอบทิ้งท้ายแทนพี่ๆ ว่า
“สำหรับผม การทำดนตรีคือการสนองความต้องการและทำเพื่อความสนุก รสนิยมการฟังเพลงและการเล่นดนตรีของผมจะตรงข้ามกับพี่ๆ 2 คนหมดเลย ผมก็นำสิ่งที่ผมรู้มาผสมกับความคิดของพี่ๆ พอทำออกมาแล้วดี เราก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็นมุมมองของคนที่ฟังว่าเขาตีความสิ่งที่พวกเราสื่อสารออกไปยังไง มันคือความสวยงามของศิลปะที่ทุกคนเห็นภาพเดียวกันแต่นำไปตีความต่างกัน” มือคีย์บอร์ดและแซ็กโซโฟนของ Yellow Butter Cult กล่าว
ติดตามศิลปินในโปรเจกต์ BEEEF CUT ทั้ง Goofy Glasses, One Analog และ satellite. ได้ทางโซเชียลมีเดียของวง และเพลย์ลิสต์ YouTube https://www.youtube.com/playlist?list=PLdAocQG1ikII
Tags: Feature, BEEEF, Believe Music Thailand, Entertainment memories can wait, Yellow Butter Cult, BEEEF CUT