BBLกำไรเพียง 9,498 ล้านบ.Q2/69 รายได้ดอกเบี้ยหดตัว ตั้งสำรองแค่ 17,435 ล้านบ. - Hoonsmart
HoonSmart.com>>ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดผลงานไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิเพียง 9,497.92 ล้านบาท ลดลง 19.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รวมครึ่งปีนี้กำไรสุทธิลดลง 16.2%เหลือจำนวน 20,492 ล้านบาท ต้นเหตุจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิหดตัว 12.4% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.46%หายไป 0.39% สวนทางสินเชื่อเติบโต 2.7% รายได้ค่าธรรมเนียมดีขึ้น กำไรจากพอร์ตลงทุนลดลง ด้านค่าใช้จ่ายกดลง 6.5% ลดการตั้งสำรองหนี้เพียง 17,435 ล้านบาท
ธนาคารกรุงเทพ (BBL) รายงานผลงานงวดไตรมาสที่ 2/2569 มีกำไรสุทธิ 9,497.92 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 4.98 บาท ลดลง 19.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11,839.87 ล้านบาท หรือ 6.20 บาทต่อหุ้น และลดลง 13.6% จากไตรมาสแรกที่มีกำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท โดยรวม 6 เดือนแรกปีนี้กำไรทั้งสิ้น 20,491.69 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 10.74 บาท ลดลง 16.2% จากที่มีกำไรสุทธิ 24,457.65 ล้านบาท หรือ 12.81 บาทต่อหุ้นในระยะเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 16.2% เนื่องจากมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.4% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.46% ลดลง 0.39% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 2.85% อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเงินให้สินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคารและชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้น จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม รวมถึงค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดทุนและกิจกรรมการซื้อขาย ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลงส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน
สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 6.5% สะท้อนถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 47.1% ทั้งนี้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 17,435 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,678,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากสิ้นปีก่อน จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.3% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 306.3% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 3,212,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.4% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 21.4% 16.9% และ16.9% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก ที่ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีของโลก และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สะท้อนบทบาทของประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส แต่ภาพรวมยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ฐานะทางการคลังยังเผชิญข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจำกัดความสามารถในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งนี้ แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะมีบทบาทในการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและบรรเทาภาระค่าครองชีพระหว่างการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่เป็นแรงกดดันต่อการเติบโตในระยะข้างหน้า
ท่ามกลางพลวัตของโลกที่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลต่อการค้าโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ตลอดจนความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ธนาคารกรุงเทพพร้อมยืนเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” และยังคงมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม ทั้งสนับสนุนด้านเงินลงทุนและองค์ความรู้ที่ส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสนับสนุนโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost เพื่อสร้างโอกาสให้ SMEพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน
———————————————————————————————————————————————————–
