Cover Image

AWC เขย่าเจ้าพระยา! ผุดเคเบิลคาร์ 2 พันล้าน อัดงบ 1.4 หมื่นล้าน พลิกเอเชียทีคสู่แลนด์มาร์กโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แอสเสท เวิลด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ประกาศปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็น AWC Lifestyle Destination โดยใช้การลงทุนด้านศิลปะ ความบันเทิง โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และระบบคมนาคม เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวครบวงจร หวังยกระดับพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก

การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งมีแผนขยายพื้นที่จาก 35,000 ตารางเมตร เป็น 224,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า จะมีการทั้งทุนรวมกว่า 14,000 ล้านบาท

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการสร้างอาคาร โรงแรม หรือศูนย์การค้า แต่ต้องสร้าง “จุดหมายปลายทาง” ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาได้ทั้งวันและกลับมาใช้บริการซ้ำ ผ่านการผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม ความบันเทิง ร้านอาหาร โรงแรม และการเดินทางเข้าไว้ด้วยกัน

ชูเคเบิลคาร์เชื่อม MONA Bangkok

หนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์สำคัญ คือ โครงการกระเช้าลอยฟ้าหรือเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทระบุว่าจะเป็นเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลกที่พัฒนาภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน เชื่อมเอเชียทีคกับ MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ร่วมพัฒนากับ Museum of Old and New Art (MONA) จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครการใหม่ที่จะพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งเจริญนคร เพื่อสร้างย่านศิลปะและวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

โดยเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะแรกจะใช้ชื่อ Mona Bangkok ก่อน คาดว่าจะสรุปรายละเอียดการลงทุนภายในปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี วางเป้าหมายให้เป็นเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดแห่งแรกของโลก ภายใต้มาตรฐานอาคารและระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม (Green Certified) และมาตรฐานความปลอดภัยระดับ Platinum

โครงการมีความสูงประมาณ 50 เมตร เพื่อไม่ให้กระทบการสัญจรทางน้ำ และได้รับการออกแบบร่วมกันโดย ทีมงานระดับโลกให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้รับการสนับสนุนจากกรุงเทพมหานครและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะโครงการที่ช่วยยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ AWC ยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาประสบการณ์เพิ่มเติมบนระบบเคเบิลคาร์ ทั้งรูปแบบการเชื่อมต่อพิพิธภัณฑ์ การชมวิวแบบเปิดโล่งและกิจกรรมผจญภัยบางรูปแบบประกอบด้วย Museum Cable Car, Platform & Zipline, Open-Air Cable Car และ Floating Experience

ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำฝั่งเจริญนครกว่า 20 ไร่ เป็นสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว ชุมชนที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Community) พร้อมโรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการ MONA Bangkok และเอเชียทีคให้เป็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน

ดึงพันธมิตรโลกปั้น Destination Economy

ก่อนหน้านี้ AWC เพิ่งประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Disney Theatrical Group และ EMM Williams Productions ในการพัฒนา Avatar: Guardians of Eywa – The Magic Walk ประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจากแฟรนไชส์ Avatar ภายใน Blue Dome ซึ่งย้ายมาจากงาน Osaka Expo 2025 โดยจะเปิดในส่วน Blue Dome ก่อนในปลายปีนี้ ตามด้วย Avatar ต้นปีหน้า

นอกจากนี้ AWC ยังเดินหน้ากลยุทธ์ดึงทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับสากลกระจายไปยังทำเลศักยภาพ ภายใต้เจตนารมณ์ Building Better Future รวมทั้งความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences เตรียมพัฒนา Kung Fu Panda Experience ที่เวิ้งนครเกษม เยาวราช และ DreamWorks Water Park ที่โครงการ Aquatique Pattaya

ขณะเดียวกัน แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเอเชียทีคได้เปิดบริการไปแล้ว ทั้ง Jurassic World, SkyFlyers และโครงการอื่น ๆ ซึ่งช่วยผลักดันยอดขายพื้นที่ค้าปลีกเติบโต 36% ขณะที่จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยตั้งเป้าดึงผู้มาเยือนแตะ 50,000 คนต่อวันในระยะต่อไป

นางวัลลภากล่าวว่า แผนพัฒนาในระยะถัดไปจะทยอยดำเนินการตามความพร้อมของตลาดและความคืบหน้าการปรับผังเมือง โดยเฉพาะโครงการโรงแรมและอาคารขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างออกแบบและหาพันธมิตรร่วมลงทุน ซึ่งบางเฟสมีมูลค่าลงทุนกว่า 2,000-4,000 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน บริษัทจะเร่งพัฒนาพื้นที่ริมน้ำราว 10,000 ตารางเมตร รวมถึงอาคารจอดรถและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการขยายโครงการในอนาคต หากการปรับผังเมืองมีความชัดเจนก็จะเดินหน้าพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ตามแผนทันที

โมเดล AWC Lifestyle Destination

Back To Top