ASPS ชูกลยุทธ์ฝ่าตลาดผันผวน รับน้ำมันพุ่ง-เทรดวอร์-ดอกเบี้ยสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ภาวะการลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงผันผวนสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด จึงเสนอแนวทางรับมือ “เทพีสงคราม” ด้วยการเพิ่มสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงของพอร์ต และเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ ASPS ประเมินว่า นักลงทุนควรติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบ สงครามการค้า และทิศทางดอกเบี้ยโลก ซึ่งล้วนมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการดำเนินงาน และมูลค่าหุ้นในตลาดโลก

ปัจจัยแรก คือ ราคาน้ำมันดิบ (CRUDE OIL SURGE) ที่เร่งตัวขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวขึ้นประมาณ 38% นับตั้งแต่ต้นเดือน และทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้แนวโน้มราคาน้ำมันในไตรมาส 3/69 มีโอกาสสูงกว่าไตรมาส 2/69 อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะชะงักงันของอุปทานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ปัจจัยที่สอง คือ สงครามการค้า (TRADE WAR) ที่เปลี่ยนจากการใช้มาตรา 122 ไปสู่มาตรา 301 ของสหรัฐ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน การส่งออก และต้นทุนของภาคธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม แต่ถือเป็นปัจจัยลบต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม
ขณะที่ปัจจัยที่สาม คือ ภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือ “Higher for Longer” หลังราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจเร่งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1–2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้สูงหรือซื้อขายด้วยระดับราคาต่อกำไรที่สูง

สำหรับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ASPS แนะนำ 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนเงินสดเพื่อรอจังหวะตลาดปรับฐาน, การใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง, การเลือกหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และเดินเรือ ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น รวมถึงหลบเข้าหุ้นปัจจัย 4 หรือ DEFENSIVE การกระจายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นเชิงรับที่มีรายได้และกำไรค่อนข้างมั่นคง เช่น กลุ่มค้าปลีกและโรงพยาบาล อาทิ CPALL,BDMS
นอกจากนี้ ASPS มองว่า “Cash is King” ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากช่วยลดความผันผวนของพอร์ตและเปิดโอกาสให้เข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดีเมื่อราคาปรับตัวลง ขณะที่การใช้ทองคำหรือกองทุนที่อ้างอิงราคาทองคำจะช่วยลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์
ด้านหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ASPS มอง PTTEP เป็นหุ้นเด่นจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง พร้อมคาดผลประกอบการปี 2569 เติบโตและมีปันผลโดดเด่น ส่วน BCP มีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มค่าการกลั่นฟื้นตัวและความเสี่ยงจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันที่ลดลง ขณะที่ RCL มีโอกาสได้อานิสงส์จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อรายได้และผลกำไร
ทั้งนี้ ASPS แนะนำหุ้น Top Picks ได้แก่ PTTEP, BCP และ RCL โดยคาดว่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี SET จากปัจจัยบวกเฉพาะตัวในกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และเดินเรือ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังผันผวนสูง
Back to top button