Cover Image

ความทรงจำหลอกหลอน ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน และอเมริกันโกธิคใน American Horror Story

ช่วงฮาโลวีน 2026 สำหรับคนรักซีรีส์สยองขวัญ ถือเป็นอีกปีที่ค่อนข้างพิเศษ คือซีรีส์ American Horror Story ที่กลับมาในซีซั่นสำคัญ ทางตัวเลขด้านผีๆ สางๆ อย่างซีซั่นที่ 13 ซึ่งในระดับตัวซีรีส์เองก็ดูจะตั้งใจเสริฟให้ซีซั่นนี้เป็นภาคที่น่าจดจำ ด้วยการย้อนเรื่องราวและจับตัวละครสำคัญๆ มายำใหญ่อีกครั้งในการต่อสู้กับความชั่วร้ายช่วงวันฮาโลวีนปีนี้

ความสนุกของ American Horror Story ด้วยตัวซีรีส์เองถือเป็นซีรีส์สยองขวัญระดับขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่ง นอกจากรางวัลและความแมสแล้ว ยังมีงานวิชาการที่จัดให้ตัวซีรีส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานกลุ่มอเมริกันโกธิค คือเป็นเรื่องสยองขวัญแนวอเมริกัน อีกหนึ่งประเภทวรรณกรรมประเภทวัฒนธรรมเรื่องเล่าของอเมริกันที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เช่น บ้านผีสิง เรื่องราวความสยองขวัญที่ตกทอดกันในครอบครัว กลิ่นอายของความฝันอเมริกันที่มีอดีตบางอย่างซุกซ่อนซึ่งสัมพันธ์กับความทรงจำที่อยากจะลืมเลือนเช่นการค้าทาส การล่าอาณานิคม กระทั่งการล่าแม่มด

ความสนุกตื่นเต้นของ American Horror Story ในทุกๆ ตอน โดยเฉพาะซีซั่นมาสเตอร์พีซ อย่างซีซั่นแรกคือ ‘Murder House’ นอกจากความสนุก ตื่นเต้น หลอกหลอน ปนมุกตลกร้าย ตัวซีรีส์ทำให้เรามองเห็นว่า ทั้งหมดที่ถูกเล่าผ่านเรื่องเล่าสยองขวัญเหล่านี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกัน ซึ่งกลับมาหลอกหลอนผู้คน (Haunting) เป็นความทรงจำต่างๆ หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่บ้าน ในชุมชนที่สงบงาม หรือกระทั่งในสายเลือดของครอบครัวที่ตกทอดลงมา และอาจสืบทอดต่อไป

บ้านผีสิง ความทรงจำในผนัง

เรื่องสยองขวัญถือเป็นอีกวิธีที่เราเล่าเรื่องราวของตัวตนกระทั่งเล่าไปถึงประวัติศาสตร์ของชาตินั้นๆ อเมริกาเองถือเป็นชาติเกิดใหม่ บ้างก็มองว่าอเมริกาไม่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเหมือนชาติอื่นๆ ในยุโรป ทว่า ในระดับเรื่องเล่า เรื่องเล่าสยองขวัญของอเมริกาคือการที่ผู้ตั้งถิ่นฐาน เริ่มเล่าถึงความน่าหวาดหวั่น เรื่องสยองขวัญสั่นประสาทของตัวเองผ่านประสบการณ์ ภูมิประเทศ และการก่อตั้งประเทศใหม่ ประเทศที่มีความหวังของความเจริญก้าวหน้าและการก้าวเข้าสู่ความเป็นโลกใหม่ 

ดังนั้น เรื่องราวการเล่าประวัติศาสตร์ชาติ การก่อตั้งประเทศ การพาประเทศแห่งความหลากหลายไปสู่อิสรภาพ ไปสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพ แท้จริงแล้วกลับมีประวัติศาสตร์อีกชุดหนึ่งสอดแทรกและมีชีวิตอยู่ ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการก่อตั้งและเติบโตขึ้นของหนึ่งในชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกใบนี้

American Horror Story เมื่อเราดูจนจบ โดยเฉพาะในซีซั่นแรก เราสัมผัสได้ถึงเรื่องราวของบ้านในฝัน ของครอบครัวชนชั้นกลาง ในที่สุดบ้านหลังหนึ่งในนามของบ้านฆาตกร กลับค่อยๆ มีความทรงจำ มีเรื่องราวที่ถูกซุกซ่อนไว้ ค่อยๆ เปิดเผยและกลับมาหลอกหลอนปัจจุบัน

ขนบของบ้านผีสิงเอง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเรื่องสยองขวัญแบบอเมริกัน ถ้ามองย้อนไปยังวรรณกรรมสำคัญคือ The Haunting of Hill House (1959) ของ เชอร์ลีย์ แจ็กสัน (Shirley Jackson) ราชินีบ้านผีสิงอเมริกัน งานเขียนของเชอร์ลีย์ ให้ภาพบ้านผีแบบโกธิกที่แตกต่างไปจากคฤหาสน์ผีสิงแบบอังกฤษหรือยุโรป ที่บ้านผีสิงมักเป็นพื้นที่อื่นให้เราเข้าสำรวจหรือพบเจอ แต่บ้านผีสิงของอเมริกา ตัวบ้านกลายเป็นตัวตนหนึ่ง และเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ที่หลอกหลอนของครอบครัวซึ่งตกทอดกันมา ความหลอกหลอนไม่อยู่ที่อื่นไกล อยู่ในบ้าน ในครอบครัวของเราเอง

The Haunting of Hill House (2018)

ทำไมครอบครัวถึงสำคัญ คติความเชื่อของอเมริกันให้ความสำคัญกับค่านิยมของครอบครัว การกลับมาอยู่รวมกัน และให้ความสำคัญกับบ้านในฐานพื้นที่ในอุดมคติ พื้นที่ความฝันแบบชนชั้นกลางอเมริกัน 

พร้อมกันนั้นเราอาจคิดถึงวรรณกรรมสำคัญคือ Beloved (1987) ของ โทนิ มอร์ริสัน (Toni Morrison) วรรณกรรมใช้การกลับมาหลอกหลอนของผีที่ถูกฆ่า เล่าเรื่องราวความเจ็บปวดของทาส เรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าในประวัติศาสตร์ชาติ หรือนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ของดืนแดนแห่งเสรีชน

ดังนั้น การที่ American Horror Story เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องบ้าน เรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องในคราบของคนธรรมดา และทำให้บ้านซึ่งว่าด้วยความสวยงามของค่านิยมแบบครอบครัวอเมริกัน สะท้อนไปจนถึงเรื่องราวของเนื้อตัว ของพื้นที่ของผู้หญิง ความวิตกของการเจริญพันธุ์ ไปจนถึงเส้นทางที่ต่อต้านพระคริสต์หรือการกลับมาของซาตานบนโลกมนุษย์

แม่มดและซาตาน พิวริตัน (Puritan) และดินแดนพันธสัญญา

ถ้าพูดในภาษาทั่วไป American Horror Story เล่นกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของความเป็นอเมริกัน หมายความว่าภาพความเป็นอเมริกันที่เรานึกถึง มักเป็นภาพอื่นๆ และอาจไม่ค่อยยึดโยงกับอดีตของอเมริกาเท่าไหร่ เมื่ออเมริกาเป็นดินแดนที่มองไปยังอนาคต 

ทว่า American Horror Story ทำให้เราก็รู้สึกว่า เรื่องสยองและความทรงจำน่ากลัวเหล่านี้แหละ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกันจริงๆ ความสยองจากฆาตกรต่อเนื่อง การค้าทาส การล่าแม่มด และความทรงจำจากการตั้งอาณานิคมที่สาบสูญ ล้วนสะท้อนประวัติศาสตร์อเมริกันศึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรง การกดขี่และความหลอกหลอก และเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอเมริกันร่วมสมัย

เงื่อนไขหนึ่งพอจะอธิบาย และจริงตัวเรื่องก็ค่อนข้างเน้นกลับไปเล่าถึงรากฐานของความเป็นอเมริกันระดับตั้งต้น ซึ่งเชื่อมโยงทั้งกับขนบเรื่องสยองแบบอเมริกันโกธิค และรากฐานความคิดของสังคมอเมริกันคือกรอบคิดแบบพิวริตัน

ทำไมเรื่องสยองขวัญถึงถูกนับเป็นหนึ่งในรากฐานของการสร้างชาติและสัมพันธ์กับตัวตนชาติอเมริกัน ต้องขออธิบายถึงความแตกต่างของ อเมริกันโกธิคกับอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 18 ก่อนว่า คนเดินทางไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาในยุคอาณานิคมก็คือคนอังกฤษ ทีนี้ขนบโกธิกแบบอังกฤษคือการกลับไปสำรวจความน่ากลัวของโลกเก่า ของยุคศักดินา ปราสาทยุคกลาง ซึ่งอเมริกาไม่มี ดังนั้นความน่ากลัวในโลกใหม่แบบอเมริกาจึงอยู่ในภูมิประเทศกระทั่งประวัติศาสตร์ที่เพิ่งก่อรูปของตัวเอง

นอกจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ รากฐานของความเป็นอเมริกันในการเดินทางไปตั้งอาณานิคม โดยเฉพาะในนิวอิงแลนด์ คือการเดินทางของกลุ่มคริสเตียนเคร่งศาสนาอย่างกลุ่มพิวริตัน ดังนั้น นอกจากการแสวงหาที่อยู่อาศัยในพื้นที่กายภาพแล้ว นัยสำคัญของการเดินทางตั้งอาณานิคมคือการแสวงหา ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Covenant)’ ดินแดนพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งคำว่า Covenant ก็กลับมาเล่นกับคำว่า Coven ของกลุ่มแม่มดไปอีก)

จึงไม่แปลกที่แง่มุมหนึ่งของการตั้งอาณานิคม การทั้งต่อสู้และนำเอาชุมมนคริสเตียนเข้าสู่พื้นที่ที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว นับเป็นการต่อสู้ต่อชนพื้นเมืองและภูมิประเทศอันยากลำบาก จึงกลายเป็นหนึ่งภารกิจศักดิ์สิทธิ์บนดินแดนศักดิ์สิทธิ

ดังนั้นเมื่อมีดินแดนศักดื์สิทธิแล้ว ก็ย่อมมีศัตรูด้วย ซึ่งก็คือซาตาน แง่หนึ่งมีงานศึกษาตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งรกรากของพิวริตัน การมองศัตรูที่พบเป็นศัตรูของพระเจ้า นับเป็นการสร้างชอบธรรมให้กับการเดินทาง การตั้งถิ่นฐาน รวมถึงบทบาทของชุมชนในการรักษาศีลธรรมและความบริสุทธิ์ต่อเป็นผู้เป็นเจ้า ซึ่งการมีอยู่ของซาตานนำไปสู่การมีแม่มดและการล่าแม่มด ทำให้การตั้งถิ่นฐานบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงโลกสมัยใหม่ ล้วนมีความรุนแรงและการกดขี่ประกอบอยู่ในประวัติศาสตร์เสมอ

อย่างไรก็ตาม ซีรีส์เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าและการนำเรื่องเล่ากลับมาเล่นกับประวัติศาสตร์ความเป็นอเมริกันและประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา ตัวเรื่องก็มีการเลียนล้อ เล่าใหม่ในเรื่องราวต่างๆ ท้ายที่สุดภาพจำความสยองขวัญ ความเป็นวรรณกรรมหรือเรื่องแต่งของมัน กลับทำให้เรากลับไปทั้งมองเห็นประวัติศาสตร์บาดแผล กลับไปตั้งคำถาม ทั้งการกระทำในนามของความดี การตกเป็นเหยื่อ หรือก็อาจจะไม่เป็นเหยื่อ การมาถึงของซาตานหรือการตีความเหล่าแม่มดขึ้นใหม่ให้ลุกขึ้นสู้กับซาตาน

สุดท้ายความสนุกของ American Horror Story คือการทั้งใช้ขนบของความเป็นอเมริกันทั้งอเมริกันโกธิค ไปจนถึงการชวนเรากลับไปเล่นล้อกับประวัติศาสตร์อเมริกัน รวมถึงอัตลักษณ์ตัวตนอีกด้านของประเทศเกิดใหม่ ดินแดนแห่งอนาคต ซึ่งมีอดีตที่เล่าอยู่บนความเหนือธรรมชาติและจิตวิญญาณในการเล่าเรื่องราวตัวตนและเรื่องราวประจำชาติ

อ้างอิงจาก

jstor.org

pure.qub.ac.uk

researchgate.net

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s) Editorial Staff: Paranee Srikham

You might also like



Back To Top