Cover Image

All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด - มติชนสุดสัปดาห์

ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต

[email protected]

กว่า 30 ปีแล้วที่คนไทยคุ้นเคยกับเลกซัส รถแบรนด์หรูของโตโยต้า

โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่างตระกูล ES ซีดานหรูขนาดกลาง ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในไทยตั้งแต่ปี 2532

จากนั้นก็ทยอยทำตลาดมาเรื่อยๆ ด้วยจุดเด่นที่ความเรียบหรู ความนุ่มนวลในการขับขี่ ความเงียบและกว้างขวางในห้องโดยสาร

เรียกว่าเป็นแบรนด์ที่ออกมาชนกับรถยุโรปได้สบายๆ

และล่าสุดกับเจเนอเรชั่นที่ 8 The All-New Lexus ES จัดเต็มยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะการปรับขุมพลังเอาใจคนรักษ์โลกแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย ทั้งไฟฟ้าล้วน หรือ BEV และไฮบริด

ที่น่าสนใจคือ เป็นเก๋งไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ด้วย หลังจากส่ง SUV ไฟฟ้าออกมาก่อนหน้านี้

เป็นรถนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคัน

ออกแบบภายใต้แนวคิด “Experience Elegant and Electrified Sedan” นิยามใหม่แห่งความเหนือระดับ

ตัวถังของ The All-New Lexus ES ใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ด้วยความยาว 5,140 มม. เพิ่มขึ้น 165 มม. กว้าง 1,920 มม. เพิ่มขึ้น 55 มม. และความสูง 1,555-1,560 มม. เพิ่มขึ้น 110-115 มม.

ทำให้สัดส่วนตัวรถดูสง่างามและมีพื้นที่ใช้สอยภายในกว้างขวางกว่าเดิม

กระจังหน้าแบบ Spindle Body เจเนอเรชั่นใหม่ ที่ปรับสัดส่วนให้ร่วมสมัยขึ้น

ไฟหน้าดีไซน์ Twin L Signature Lamp เอกลักษณ์เฉพาะรุ่น พร้อมระบบไฟหน้า High-Definition LED และ Adaptive High-beam System แบบ High Definition

ไฟเลี้ยวและไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ Double L-Shape

ไฟท้ายดีไซน์ Slim Light Bar เชื่อมต่อกันตลอดแนวท้ายรถ พร้อมโลโก้ตัวอักษร LEXUS

กระจกมองข้าง ปรับพับไฟฟ้าและระบบบันทึกตำแหน่ง

มือเปิดประตูดีไซน์ใหม่แบบ Semi-Flush door handle ราบไปกับตัวถังแตะเจาะช่องให้สอดมือเข้าไปปลดล็อกได้

อีกจุดเด่นคือ เพิ่มลูกเล่นเป็นเส้นสายบริเวณประตูด้านหน้าเชื่อมไปถึงประตูผู้โดยสารตอนหลัง ไม่ให้ดูโล้นเกินไป

หลังคากระจก Panoramic Roof เปิดรับแสงธรรมชาติเต็มพื้นที่ห้องโดยสาร

ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ลาย Twin Fin Shape ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ และระบายความร้อนของเบรก

ห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด Clean Tech and Elegant ผสานความหรูหรา ความโปร่งสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน

ตัวเลือกสีภายใน 2 สี ได้แก่ Hazel และ Black ตัดกันอย่างลงตัว

พวงมาลัย 3 ก้านดีไซน์ใหม่แบบ 3-Spoke type พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ Responsive Hidden Switches ที่ซ่อนเนียนไปกับพื้นผิวพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น

จอมาตรวัด MID แบบ Full Digital ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมจอแสดงผล Head-Up Display (HUD) แบบสี

จอกลางขนาด 14 นิ้ว รองรับ Apple Wireless CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

เครื่องเสียง Mark Levinson Surround Sound System 17 ตำแหน่งลำโพง

คันเกียร์ไฟฟ้า Electro-Shiftmatic แบบ single-direction operation

เบาะคู่หน้าดีไซน์ใหม่แบบ Slim Profile ให้พื้นที่วางขาด้านหลังมากขึ้น

เพิ่มเบาะหุ้มหนังแบบ Semi-Aniline เบาะผู้ขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง

เบาะผู้โดยสารหน้าจดจำตำแหน่งได้ 3 ตำแหน่ง ระบบเบาะดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง

แท่นชาร์จไร้สาย 2 ตำแหน่ง

ประตูปิดนุ่มแบบ Soft Close

วัสดุตกแต่งคอนโซลลาย Micro Geometric และแผงประตูหนังสังเคราะห์ปั๊มลาย (Synthetic Leather Embossing)

ไฟส่องสว่างภายในแบบ Dynamic Color ปรับได้ถึง 50 สี และ 14 ธีมบรรยากาศ

กระจกบังลมหน้าแบบ Acoustic Glass ส่วนรอบคันแบบตัดแสง UV

ขุมพลัง 2 แบบ รุ่นท็อปได้ HEV หรือไฮบริด (ES 350h) เครื่องยนต์เบนซิน-ไฮบริด A25A-FXS 2.5 ลิตร เจเนอเรชั่นที่ 6 ขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังสูงสุด 247 แรงม้า

แบตเตอรี่ไฮบริด Li-ion ระบายความร้อนด้วยอากาศ

อัตราบริโภคน้ำมัน 22.72 กม./ลิตร (ตาม ECO Sticker)

อีกรุ่น ES 350e ใช้ระบบ BEV มอเตอร์ไฟฟ้า 2XM ขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังสูงสุด 224 แรงม้า

แบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงความจุ 76.96 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระบายความร้อนด้วยน้ำ

วิ่งได้ไกลสุด 620 กม./การชาร์จ (มาตรฐาน NEDC)

รองรับการชาร์จ AC 22kW และ DC 150kW อัตราบริโภคพลังงาน 137 วัตต์/กม.

ช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังมัลติลิงก์พร้อมเหล็กกันโคลง

ที่สำคัญของรุ่นนี้คือ การต่อยอดด้วยแพลตฟอร์ม GA-K (Global Architecture-K) ที่รองรับ Multi-pathway Powertrain

ปรับโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น กระจายน้ำหนักดีขึ้น ปรับจูนช่วงล่างและลดเสียงรบกวน ส่งผลให้การขับขี่นุ่มนวล เงียบ มั่นคง และตอบสนองแม่นยำ

ความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ จัดเต็มกับ Lexus Safety System+ 4.0 (LSS+4.0) เวอร์ชั่นล่าสุดที่ยกระดับทั้งความไวและความแม่นยำของระบบเดิม

เด่นๆ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ทำงานได้ตั้งแต่ความเร็วสูงจนถึงจุดหยุดนิ่ง

ระบบเบรกป้องกันการชนก่อนเกิดเหตุ, ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ, ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยให้รถวิ่งอยู่ในเลน

กลุ่มนี้ปรับเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม

นอกจากนี้ ใส่ระบบใหม่เข้ามาอีก ประกอบด้วย ช่วยหักเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางในสถานการณ์ฉุกเฉิน, ตรวจจับและแจ้งเตือนป้ายจราจรระหว่างขับขี่, แจ้งเตือนการเคลื่อนไหวของการจราจรโดยรอบ

ส่วนอื่นๆ มีมาครบถ้วน เช่น ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Lexus Teammate Advance Park

ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, เตือนมุมอับสายตา BSM, เตือนด้านท้ายขณะถอยหลัง, ป้องกันการเหยียบคันเร่งแบบผิดวิธี, ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ฯลฯ

All-New Lexus ES มีให้เลือก 2 รุ่น

ES 350e Premium (BEV) ราคา 3,290,000 บาท

ES 350h Grand Luxury (HEV) ราคา 3,890,000 บาท

แม้ดูตามสเป๊กและออปชั่นแล้ว รุ่น ES 350e Premium ดูจะเหนือกว่าแต่กลับตั้งราคาต่ำกว่า เรื่องของเรื่องมาจากภาษีนำเข้านั่นเอง เนื่องจาก BEV ภาษีถูกกว่าไฮบริดเยอะพอสมควร

ส่วนใครสนใจเครื่องยนต์แบบใด อันนี้แล้วแต่ความชอบ

Back To Top