Cover Image

AIS เปิด eSIM Multi-Operator มาตรฐาน SGP.32 รายแรกโลก

23 กรกฎาคม 202623 กรกฎาคม 2026

AIS Business ร่วมกับ Bridge Alliance และ Thales เปิดเครือข่าย eSIM แบบ Multi-Operator สำหรับลูกค้าองค์กรรายแรกของโลก บนมาตรฐาน GSMA SGP.32 เป้าหมายคือให้องค์กรในไทยและเอเชียแปซิฟิกเชื่อมต่อและบริหารอุปกรณ์ IoT ข้ามประเทศผ่านแพลตฟอร์มเดียว

แพลตฟอร์มกลางรวมการบริหารจัดการ IoT ข้ามประเทศ

องค์กรที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศมักเจอปัญหาระบบ Provisioning ที่แตกต่างกันของผู้ให้บริการแต่ละราย ทำให้การบริหารจัดการกระจัดกระจายและต้นทุนสูงขึ้น แพลตฟอร์ม Single Orchestration ที่ทั้งสามบริษัทพัฒนาร่วมกัน ผสานเทคโนโลยี End-to-End IoT eSIM ของ Thales เข้ากับมาตรฐาน SGP.32 และระบบ Advanced Orchestration ให้อุปกรณ์เลือกเชื่อมต่อเครือข่ายที่เหมาะสมและสลับผู้ให้บริการได้เองโดยไม่ต้องเปลี่ยนซิม

แพลตฟอร์มนี้รองรับอุปกรณ์ทั้งมาตรฐาน IPAe และ IPAd ตามข้อกำหนด GSMA SGP.32 ทำให้บริหารจัดการอุปกรณ์ IoT ได้อัตโนมัติตลอดวงจรการใช้งาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดความจำเป็นในการเข้าดำเนินการที่หน้างานในแต่ละประเทศ

4 ผู้ให้บริการเครือข่ายในภูมิภาคทดสอบระบบร่วมกัน

ก่อนเปิดให้ใช้งานจริง ผู้ให้บริการเครือข่ายสมาชิก Bridge Alliance 4 ราย คือ AIS ประเทศไทย, Globe Telecom ประเทศฟิลิปปินส์, Optus ประเทศออสเตรเลีย และ Singtel ประเทศสิงคโปร์ ร่วมกันทดสอบการทำงานแบบ Multi-Operator จนพร้อมใช้งานจริงในระดับองค์กร

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า “AIS Business มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลชั้นนำของประเทศไทย เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ Bridge Alliance และ Thales ในการเปิดตัวเครือข่าย eSIM แบบ Multi-Operator สำหรับลูกค้าองค์กรแห่งแรกของโลก ซึ่งนวัตกรรมครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AIS Business ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการการเชื่อมต่อในหลายประเทศได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียว ลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน พร้อมยกระดับความต่อเนื่อง ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นของบริการ เราเชื่อว่าโซลูชันนี้จะช่วยเร่งการประยุกต์ใช้ IoT ในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต โลจิสติกส์ ยานยนต์ พลังงานและสาธารณูปโภค ค้าปลีก และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค”

ตลาด IoT เอเชียแปซิฟิกเติบโตแตะ 1.3 พันล้านการเชื่อมต่อในปี 2573

GlobalData คาดการณ์ว่าการเชื่อมต่อ Cellular IoT และ Machine-to-Machine ในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 พันล้านการเชื่อมต่อภายในปี 2573 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ผลักดันให้องค์กรต้องมองหาโซลูชันเชื่อมต่อที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น และรองรับการขยายตัวข้ามประเทศได้มากกว่าระบบเดิมที่แยกส่วนตามผู้ให้บริการ

นาย Loo Boon Chee ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bridge Alliance ระบุว่า “การขยายการรองรับมาตรฐาน GSMA SGP.32 ไปยังหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันวิสัยทัศน์ของ Bridge Alliance ในการสร้างระบบการเชื่อมต่อ IoT สำหรับองค์กรในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง จากความสำเร็จของโครงการต้นแบบ เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ Thales และผู้ให้บริการสมาชิกในการผลักดันมาตรฐาน eSIM ร่วมกัน เพื่อให้องค์กรสามารถติดตั้งและบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT ในหลายประเทศได้ง่ายขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนศักยภาพของระบบนิเวศความร่วมมือที่ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ด้าน IoT ให้แก่ผู้ให้บริการสมาชิกของ Bridge Alliance และพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่าง Thales ซึ่งสามารถขยายการให้บริการสู่ตลาดในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว”

อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อเสถียรได้ประโยชน์โดยตรง

ยานยนต์อัจฉริยะเชื่อมต่อเครือข่ายต่อเนื่องแม้ข้ามพรมแดน รองรับระบบนำทาง ความปลอดภัย และอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่าน Over-the-Air ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและสมาร์ทมิเตอร์บริหารอุปกรณ์นับล้านเครื่องจากระยะไกลได้ตลอดอายุการใช้งาน ธุรกิจค้าปลีกและผู้ให้บริการชำระเงินรักษาการเชื่อมต่อของเครื่องรับชำระเงินให้ต่อเนื่อง ส่วนผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานบริหารเราเตอร์ เกตเวย์ และอุปกรณ์ Fixed Wireless Access ที่กระจายอยู่หลายพื้นที่จากศูนย์กลางเดียว

นาง Eva Rudin รองประธานฝ่าย Mobile Connectivity Solutions บริษัท Thales ระบุว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมสามารถทำงานร่วมกันเพื่อลดความซับซ้อนด้านการเชื่อมต่อสำหรับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจข้ามประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม การรวมผู้ให้บริการหลายรายไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้องค์กรสามารถติดตั้งและบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในระดับองค์กรขนาดใหญ่”

ก้าวต่อไปของโครงการนี้คือการขยายการใช้งานเข้าสู่ภาคการผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะในไทย รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันทั้งภูมิภาค

ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok

Back To Top