กองทัพเรือไทยกับการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุค AI และสงครามเทคโนโลยี ในสภาวะ VUCA World
กองทัพเรือไทยกับการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุค AI และสงครามเทคโนโลยี ในสภาวะ VUCA World
นานๆ ผมจะได้มีเวลาเขียนบทความ ด้วยเป็นเพราะวันนี้เป็นวันหยุดราชการ วันพืชมงคล ผมจึงได้ใช้เวลาคิด วิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ในโลกและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ประกอบกับผมเพิ่งได้ไปร่วมประชุมทางออนไลน์กับประเทศต่างๆ ประมาณ 20 ประเทศ ในเวที Key leader Engagement หรือเรียกย่อๆ ว่า KLE ที่มี ผบ.กองกำลังทางเรือสหรัฐภาคพื้นแปซิฟิก เป็นประธานการประชุม ก็ได้เห็นทิศทางของสถานการณ์และการพัฒนาการต่างๆ ของกองทัพเรือจากหลายๆ ประเทศ ซึ่งนำมาประกอบการคิดและบทความของผมในครั้งนี้ บทความที่ผมเขียนทุกครั้งก็จะเป็นบทความที่ใช้ภาษาง่ายๆ มีความเข้าใจได้ง่าย โดยไม่ให้มีความสลับซับซ้อน
ในปัจจุบันเราอยู่ในสภาวะที่ประกอบไปด้วยความผันผวน Volatility ความไม่แน่นอน Uncertainty ความสลับซับซ้อน Complexity และความไม่ชัดเจน Ambiguity ที่ผมเคยบอกอยู่เสมอว่าโลกเราอยู่ในสภาวะ VUCA World สงครามเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เหตุการณ์ต่างๆ ทางความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ การค้า การสื่อสาร ทางสังคมจิตวิทยา การเกิดโรคระบาด การเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงทางธรรมชาติ เกิดขึ้นภายในเวลาอันสั้น มีการตัดสินใจอย่างรวดเร็วในการใช้กำลังเข้าโจมตีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกๆ ปัญหา ทุกๆ เรื่อง ไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้แบบยาวๆ เช่น เหตุการณ์สงครามในหลายๆ ที่ทั่วโลก การเกิดโควิด-19 การเกิดแผ่นดินไหว การเกิดภาษีกีดกันการค้า Reciprocal Tariff การเกิดไฟฟ้าดับแบบยาวนาน การเกิดการเข้าปฏิบัติการทางทหารแบบฉับพลัน เป็นต้น ประเทศต่างๆ องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวรับมือให้ได้รวดเร็ว
ใครปรับตัวได้เร็วก็จะได้รับโอกาสและความได้เปรียบ ซึ่งจะนำมาสู่ความมั่งคั่ง เกิดความปลอดภัย จากการที่ผมได้เฝ้ามองและวิเคราะห์สถานการณ์สงครามขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และความตึงเครียดในภูมิภาคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วง 3-4 ปีมานี้ ที่ผมเรียกว่า Flash Point และความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้ผมมองเห็นว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า คือตั้งแต่วันนี้เป็นปี พ.ศ.2569 จนถึงปี พ.ศ.2579 หรือปี ค.ศ.2036 กองทัพเรือไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค “กองทัพเรือที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์” อย่างเต็มตัว ทั้งตามยุทธศาสตร์ของ ทร.เอง จากแรงบังคับและแนวโน้ม หรือ Force จากทิศทางเทคโนโลยีทางทหารที่กำลังเปลี่ยนโลกครับ
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นกับกองทัพเรือจะประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) การปรับสภาพเป็นกองเรือรบสมรรถนะสูง (High-End Surface Fleet) กองทัพเรือจะมีเรือฟริเกตชุดใหม่ ที่เป็นโครงการที่เริ่มในปี พ.ศ.2569 ถ้าเป็นไปตามยุทธศาสตร์ ทร.จะมีเรือฟริเกตยุคใหม่นี้ จำนวนอย่างต่ำ 4 ลำ ซึ่งจะเข้าประจำการ ในระยะเวลา 10 ปีจากนี้ จากความต้องการทั้งสิ้น จำนวน 8 ลำ ตามยุทธศาสตร์ ทร. ซึ่งเรือเหล่านี้จะเป็นกระดูกสันหลัง Back Bone ของ ทร. โดยเน้นระบบอำนวยการรบ Combat Management System หรือ CMS ที่เชื่อมโยงถึงกัน Network Centric Warfare โดยระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ที่เป็นระบบเฉพาะของประทศไทย National Tactical Data Link หรือ National TDL ทั้งระหว่างเรือรบสมรรถนะสูงด้วยกันเอง และระหว่างเรือรบเหล่านี้ กับเครื่องบินขับไล่-โจมตีของ ทอ. ซึ่งจะเป็นกองเรือ batch เรือที่ต่อในประเทศ เป็น Game Changer ในการเพิ่มขีดความสามารถ และอำนาจกำลังรบ และด้านการสร้างอาวุธ ยุทโธปกรณ์ด้วยตัวเอง เป็น Game Changer ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเราจะได้เห็นการพึ่งพาตนเองมากขึ้นจากการมีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น สามารถต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV ทั้งลำและเรือฟริเกตบางส่วนหรือทั้งลำในอู่เรือไทย หรือการเกิดขึ้นของบริษัทและโรงงานเทคโนโลยีทางทหารหรือผสมทหาร-เอกชน Dual-Use ที่เป็นแหล่งผลิตภายในประเทศ คือ เป็น Original Enterprise Manufacturing หรือ OEM ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กองทัพเรือผลักดันอย่างต่อเนื่อง
2) สงครามไร้คนขับและ AI หรือ The Rise of Autonomous Systems ในอีก 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่จะเป็นมาตรฐานโดย Unmanned Systems (UxV) นั้นจะมีการใช้งานยานไร้คนขับ ทั้งบนผิวน้ำ Unmanned Surface Vehicle USV ใต้น้ำ Unmanned Underwater Vehicle UUV และอากาศ Unmanned Aireal Vehicle UAV เพื่อทำหน้าที่เสี่ยงอันตรายแทนมนุษย์ เช่น การต่อต้านทุ่นระเบิด Sea Mine การลาดตระเวนชายแดน และการเฝ้าตรวจตามเส้นทางเดินเรือ และจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ หรือ Chokepoint และโดยเฉพาะการใช้ AI ช่วยในการตัดสินใจ หรือ AI for Decision Making โดย AI ชนิดนี้จะเข้ามาช่วยผู้บังคับบัญชาในการวิเคราะห์ข้อมูลในสนามรบที่มีความซับซ้อน ช่วยให้การตัดสินใจ Decision-making ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้นในสถานการณ์คับขัน
3) บทบาทในสภาพภูมิรัฐศาสตร์และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ หรือ Geo-Politic & Emerging threats มีงานสำคัญที่กองทัพเรือได้กำหนดเป็นนโยบายหลัก Policy ไว้เสมอ คือ การเป็น Maritime Security Leader กองทัพเรือจะมีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะในการทำงานร่วมกันกับ ศรชล. หรือ Thai-MECC ที่ทั้ง ทร.และ ศรชล.จะทำงานร่วมกับมิตรประเทศ เช่น มาเลเซีย เวียดนาม ไปด้วยกันเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ไม่ใช่รูปแบบสงคราม เช่น โจรสลัด การทำประมงผิดกฎหมาย IUU และการรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล การปราบปรามยาเสพติดทางทะเล การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติทางทะเล การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ เป็นต้น รวมทั้งการร่วมแก้ไขปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าช่วยเหลือประชาชน Climate Change & Humanitarian Assistance กองทัพเรือได้เตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งจะมีความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชนมากขึ้น และจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เป็นแรงบังคับ Force ให้ ทร.ต้องรับภารกิจในการช่วยเหลือในปัญหานี้ ซึ่งเรือขนาดใหญ่ที่ ทร.มีใช้อยู่อย่าง ร.ล.อ่างทอง ร.ล.ช้าง หรือ ร.ล.จักรีนฤเบศร จะกลายเป็นฐานปฏิบัติการหลักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภูมิภาคและเครื่องบินลำเลียง Airbus C295 ที่ ทร.จัดหาสามารถนำมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทั้งการขนย้ายผู้ป่วยหนัก Medivac การขนย้ายคน การลำเลียงสิ่งของ การค้นหาผู้ประสบภัยในทะเล และสิ่งที่ ทร.กำลังจะปรับทักษะความสามารถของบุคลากรรองรับทั้ง 3 การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือการพัฒนาบุคลากรให้สามารถรองรับเทคโนโลยีในอีก 10 ปีข้างหน้า ความท้าทายที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากกองทัพที่เน้นการใช้กำลังพล (Labor-intensive) ไปสู่กองทัพที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Knowledge-based)
การปรับตัวไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 มิติ ของ ทร.นั้น ผมมีความเห็นว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ทักษะ Skill หลากหลายที่ต้องทำให้มีในคนของ ทร. ทักษะที่ ทร.ให้ความสำคัญในขณะนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1) ทักษะด้านดิจิทัลและการบริหารจัดการข้อมูล Digital & Data Intelligence ในยุคที่เรือรบและระบบป้องกันฝั่งเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย ข้อมูลจะกลายเป็นหัวใจของการรบ โดยมีองค์ประกอบย่อย ได้แก่ การใช้ Data-Driven Decision Making คือ ความสามารถในการนำข้อมูลมหาศาลจากระบบ Sensor และ AI มาวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ ที่มีวงจรแบบ OODA Loop ได้รวดเร็วกว่าฝ่ายตรงข้าม การมีทักษะของ Cyber Hygiene & Security หมายถึง กำลังพลทุกระดับต้องมีทักษะในการป้องกันตนเองและระบบจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นโดเมนการรบแบบใหม่ที่มีความรุนแรงไม่แพ้ทางกายภาพ และมีทักษะการทำงานร่วม Human-AI Teaming เป็นการเรียนรู้วิธีสั่งการและทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) เพื่อให้ AI เป็น “ผู้ช่วย” ที่ทรงพลัง ไม่ใช่ภาระในการควบคุม
2) ทักษะด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง 3 อย่าง คือ มีทักษะ Technical Proficiency เมื่อยุทโธปกรณ์มีความซับซ้อนขึ้น การบำรุงรักษาและการปรับปรุงระบบ Upgrade จึงต้องทำได้เองในระดับหนึ่งเพื่อความยั่งยืน มีความสามารถเป็น Systems Integration คือ การเข้าใจการเชื่อมต่อระหว่างระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อระบบเครือข่ายถูกรบกวน และเป็น Smart Maintenance คือ เป็นการใช้เทคโนโลยี เช่น Digital Twin หรือการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) เพื่อยืดอายุการใช้งานยุทโธปกรณ์และลดงบประมาณการซ่อมบำรุง
3) ทักษะทางความคิดและกระบวนการทำงานแบบใหม่ Adaptive Mindset & Soft Skills เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่สำคัญกว่าความรู้คือ ความสามารถในการเรียนรู้ คือ การมี Cognitive Agility เป็นการปรับตัวทางความคิดให้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในสภาวะ VUCA Complex Problem Solving หมายถึง การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับเทคโนโลยี Strategic Communication ความสามารถในการประสานงานข้ามหน่วยงาน Inter-agency เช่น การทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพเรือ และ Thai-MECC ซึ่งต้องใช้ทักษะการเจรจาในระดับสากลและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ให้มาทำงานร่วมกันให้ได้ในทะเลด้วยความรวดเร็ว เป็นเอกภาพ การสนับสนุนการเรียนรู้ระดับโลก Global Upskilling Opportunities ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถแบบก้าวกระโดดได้ รวมทั้งเป็นการเพิ่มแรงบันดาลใจให้กับนายทหารทั้งสัญญาบัตรและประทวน รุ่นใหม่ทั้งหลายในกองทัพเรือ เป็น Advanced Scholarships คือ การส่งกำลังพลไปศึกษาต่อหรือฝึกอบรมในสถาบันชั้นนำระดับ World Class เช่น เรียนใน Harvard, Cornell, MIT, Tsinghua, Peking, Cambridge, Oxford หรือทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Thales, Saab, Airbus, Lockheed Martin หรือหน่วยงานความมั่นคงในต่างประเทศ เป็นต้น จะช่วยสร้างมูลค่าให้ตัวบุคลากร และจะนำความรู้นั้นกลับมาพัฒนาองค์กร วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความสามารถ Meritocracy Over Seniority สำหรับคนรุ่นใหม่ ให้มีสัดส่วนผลงานมากกว่าอายุงาน แต่ทำแบบผสมผสาน ให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร และประเพณีทางทหารให้ได้ด้วย Recognition Systems เป็นการสร้างระบบการให้รางวัลหรือการเลื่อนขั้นที่อิงตามความสำเร็จของโครงการ Project-based Success Open
ในการพัฒนากองทัพเรือไปสู่ความทันสมัย ทั้งในแบบ Digital จนมาถึงปัจจุบันที่เป็นยุค AI นั้น ผู้บริหารของกองทัพเรือทุกยุคทุกสมัย และในโดยเฉพาะในปัจจุบัน ก็มีนโยบายดำรงความต่อเนื่องและมีความมุ่งมั่นเดียวกัน รวมทั้งกำลังพลทุกคน ทุกชั้นยศของกองทัพเรือก็ตระหนักและเร่งพัฒนาทักษะอยู่ตลอดมา
โดยสรุป กองทัพเรือในอีก 10 ปีข้างหน้าจะไม่ได้เน้นแค่จำนวนเรือ แต่จะเน้นที่ “คุณภาพของระบบ” และความฉลาดของบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ Game Changer ที่ไม่ใช่เพียงการพลิกผันการรบมาสู่ความได้เปรียบและชนะอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การพลิกสถานะมาสู่การเป็นผู้ผลิตด้วยตัวเอง ด้วยประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอีกด้วย และ Sustainability ที่กองทัพเรือยึดถือครับ โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้างบุคลากรที่มี Multi-Domain Skills เก่งทั้งการเป็นชาวเรือและเชี่ยวชาญเทคโนโลยีจะเป็น Force Multiplier ที่แท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Sustainability เพราะคนที่มีทักษะเหล่านี้จะสามารถพัฒนาองค์กรต่อยอดไปได้โดยไม่สิ้นสุด การดึงดูดกลุ่ม Digital Talents หรือคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูงให้เข้ามาและอยู่ยาวกับกองทัพเรือ จะเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระดับยุทธศาสตร์เพราะแรงจูงใจที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสู้ภาคเอกชนหรือบริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการเป็นองค์กรทางทหารที่มีระเบียบวินัยให้มีความผสมผสานกลายเป็น “องค์กรทางทหารที่ใช้เทคโนโลยีที่มีระเบียบ” แทน คือการรักษาหัวใจของความเป็นทหารไว้ แต่ใช้วิธีบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบ Tech Company
บทความนี้ผมได้เขียนให้เห็นถึงความทันสมัยของกองทัพเรือ แล้วก็น่าจะถูกใจคนรุ่นหนุ่มสาวทั้งหลาย ด้วยเพราะเขียนถึงเทคโนโลยี เขียนถึง AI แล้วก็คงจะทำให้ผู้อ่านได้เห็นทิศทางของขีดความสามารถที่กองทัพเรือได้ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ทั้งเทคโนโลยี ทุนมนุษย์ ที่ต้องนำมาผสมผสาน และให้รับมือกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรอบบ้านเรา ผมคงจบบทความนี้แต่เพียงเท่านี้ ไม่สามารถเขียนให้เป็นแนวสัพเพเหระได้อย่างที่ผมต้องการ แล้วพบกันในครั้งต่อไป
พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล
เสนาธิการทหารเรือ