Cover Image

AI สู่บทบาทใหม่เศรษฐกิจไทย


ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจไทยล่าสุด โดยปรับเพิ่มตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 สู่ระดับ 2.0% ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมถึง 0.7% ด้วยแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 17.8% ช่วงครึ่งปีแรกช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมัน ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลกได้ระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดีเมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดของรายงานฉบับนี้ จะพบว่าเศรษฐกิจไทย ยังมีประเด็นเปราะบางเชิงโครงสร้างและภาระท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไขในระยะยาวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อ อัตราหนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงของเกษตรกรรายย่อย

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ระดับ 2.2% เนื่องจากต้นทุนราคาพลังงานสูงขึ้น ถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ แม้จะมีมาตรการตรึงราคาและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐเข้ามาช่วยบรรเทาภาระ แต่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้ก็ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ที่แท้จริงของประชาชน ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง และส่งผลให้การลดปัญหาความยากจนเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ขณะเดียวกันสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ยังคงอยู่ระดับสูงใกล้เคียง 87% ของ GDP สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 25 ปี ที่มียอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นถึง 13.5% และ 11.5% ตามลำดับ ถือเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น สะท้อนถึงกันชนทางการเงินที่เปราะบาง และความเสี่ยงในการบริหารจัดการภาระหนี้ในอนาคต

ด้านการลงทุนถึงแม้ตัวเลขการอนุมัติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะสูงขึ้นถึง 37% ในครึ่งแรกของปี 2569 จากนโยบายจูงใจของรัฐบาล แต่เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) อิเล็กทรอนิกส์และพลังงานหมุนเวียน ทำให้การส่งผ่านประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไปสู่ภาคการผลิตในประเทศยังคงมีข้อจำกัด

ประกอบกับต้นทุนการนำเข้าพลังงานและสินค้าทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย มีแนวโน้มพลิกกลับจากเคยเกินดุลกลายเป็นขาดดุลที่ระดับ 2.8% ของ GDP ในปีนี้

นอกจากนี้ มาตรการแทรกแซงราคาพลังงานและการใช้จ่ายนอกงบประมาณมูลค่า 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาค่าครองชีพ ได้สร้างภาระทางการคลังอย่างหนักหน่วงแก่กองทุนน้ำมันและ กฟผ. จนธนาคารโลกต้องตั้งคำถามเชิงนโยบายว่า การเยียวยานี้จะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หรือจะกลายเป็นภาระผูกพันประจำระยะยาวที่ยากต่อการยกเลิกในอนาคต

สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป ธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า GDP ปี 2570 จะเติบโต 2.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 2.4% ในปี 2571 พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2570 จะลดลงเหลือ 1.0% เมื่อแรงกดดันด้านพลังงานเริ่มคลี่คลาย

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมมากกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท และกระทบรายได้เกษตรกรรายย่อย

ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงานเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ครัวเรือนรายได้น้อย และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

Back to top button

Back To Top